โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นำทัพ KKP สร้างนวัตกรรม เติบโตระมัดระวัง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 19.31 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. เวลา 05.00 น.

“KKP วางแผนที่จะใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อยกระดับธนาคารให้เป็นมากกว่าผู้เสนอผลิตภัณฑ์ แต่เป็น "คู่คิด" (Financial Partner) ที่เข้าใจวัตถุประสงค์ของลูกค้า ตามเป้าหมายของการเป็น คู่คิดทางการเงินในทุกช่วงชีวิต ของลูกค้า”

“กัมพล จันทวิบูลย์” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของKKP Dime บริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) แอปพลิเคชั่นที่สร้างปรากฏการณ์บุกเบิกการเทรดหุ้นสหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนรายย่อย จนปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดทะลุ 4 ล้านครั้ง ด้วยประสบการณ์การทำงานในหลากหลายสายงาน ทั้งตลาดทุน ฝั่งบริษัทหลักทรัพย์ งานด้านตลาดเงิน และด้านการเงินดิจิทัลกับธนาคารไทยพาณิชย์ ก่อนมาร่วมงานกับ KKP ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคเคพี ไดม์ จำกัด เมื่อปี 2564

ปัจจุบัน กัมพลก้าวสู่บทบาทใหม่ ในการขึ้นเป็น กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร สานต่อภารกิจบูรณาการโซลูชั่นทางการเงิน และช่องทางบริการเข้าด้วยกันแบบครบวงจร มุ่งสร้าง Ecosystem เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ง่ายและสะดวกที่สุด

กัมพล จันทวิบูลย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า โจทย์สำคัญคือ การทำให้ KKP เป็นมากกว่าผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่คือคู่คิดที่เข้าใจวัตถุประสงค์หรือความต้องการในแต่ละช่วงของชีวิตของลูกค้าและนำเสนอคำตอบได้อย่างตรงจุด

ในขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งใช้เทคโนโลยีเสริมศักยภาพการให้บริการ และสร้างประสบการณ์สำหรับลูกค้าให้ราบรื่นในทุกช่องทาง ไม่ว่าออนไลน์หรือออฟไลน์ และมีความจำเพาะเจาะจงสำหรับลูกค้าแต่ละราย ดังนั้น เพื่อก้าวสู่เป้าหมายดังกล่าวธนาคารจะเดินหน้าพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นด้านไอที ข้อมูล หรือกระบวนการต่างๆ ให้มีความเสถียร ปลอดภัย และให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดี ส่งเสริมทรัพยากรบุคคลให้สร้างผลิตภาพได้อย่างเต็มที่

“KKP วางแผนที่จะใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อยกระดับธนาคารให้เป็นมากกว่าผู้เสนอผลิตภัณฑ์ แต่เป็น "คู่คิด" (Financial Partner) ที่เข้าใจวัตถุประสงค์ของลูกค้า ตามเป้าหมายของการเป็นคู่คิดทางการเงินในทุกช่วงชีวิตของลูกค้า”

เดินหน้าเติบโตระมัดระวัง

บนความเสี่ยงเศรษฐกิจ

กัมพลกล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจธนาคารในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปัจจุบันเป็นยุคที่ธนาคารต้องทำธุรกิจโดยยึดความปลอดภัยสูงบนความท้าทายของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับ KKP ก็กำลังดำเนินธุรกิจภายใต้สภาพแวดล้อมที่ระมัดระวังเช่นกัน

โดยผลประกอบการที่แข็งแกร่งในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากคุณภาพเครดิตที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้ความจำเป็นในการตั้งสำรองลดลง แต่ยังต้องรักษาฐานเงินกองทุนให้แข็งแกร่งปัจจุบันธนาคารมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) สูงถึง 17-18% ซึ่งสะท้อนถึงความปลอดภัยสูงสุด

ขณะที่การขยายตัวของสินเชื่อทำได้น้อยลงเมื่อเทียบกับอดีต ในปี 2569 KKP มองการเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับคงที่ ไม่ได้ตั้งเป้าเติบโตของสินเชื่อแบบก้าวกระโดด โดยเป้าหมายสินเชื่อในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 0% หรือบวกเพียงเล็กน้อย ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องปัญหาหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของประเทศที่สูง ซึ่งเป็นความยากในการปล่อยสินเชื่อ

สำหรับยุทธศาสตร์การปล่อยสินเชื่อของ KKP จะเป็นการมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่ม ปัจจุบัน KKP มีพอร์ตสินเชื่อรถยนต์รวมประมาณ 140,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นรถยนต์มือสองสูงถึงประมาณ 60% KKP วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดรถยนต์มือสองมาตลอด เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่ดีและทำความเข้าใจกับกลุ่มดีลเลอร์มาอย่างยาวนาน

กำพลกล่าวว่า ตลาดรถยนต์มือสองในปัจจุบันเริ่มนิ่งแล้ว และยังพบปรากฏการณ์ที่เต็นท์รถมือสองหายไปจากตลาดจำนวนมาก ในภาพรวมความต้องการรถยนต์มีแนวโน้มลดลงในระยะยาว เนื่องจากการคมนาคมในกรุงเทพฯดีขึ้นจากระบบรถไฟฟ้า และโครงสร้างประชากรที่มีอัตราการเกิดน้อยลง ทำให้ดีมานด์ลดลงตามธรรมชาติ มองว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งจะเริ่มนิ่งเหมือนในประเทศญี่ปุ่น

ในปี 2569 KKP มีเป้าหมายที่จะรักษาระดับพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ให้คงที่ โดยเน้นไปที่การคัดกรองคุณภาพเครดิตมากกว่าการเร่งการเติบโต เพื่อคุมระดับหนี้เสีย และเริ่มจะทำตลาดสินเชื่อรถยนต์ในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะเน้นการปล่อยสินเชื่อรถ EV ที่เป็น High Quality หรือรถระดับราคา 1 ล้านบาทขึ้นไป และเน้นลูกค้าที่ซื้อเพื่อใช้งานจริง โดยตั้งเป้ายอดสินเชื่อรถยนต์ปล่อยใหม่ปี 2569 ที่ 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีสัดส่วนรถ EV อยู่ในระดับหลักพันล้านบาท

ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อบ้านในปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว ความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ลดลง ตามทิศทางประชากรของไทยที่มีอัตราการเกิดต่ำ และระดับหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูง ทำให้การปล่อยสินเชื่อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ประสบความยากลำบาก สถาบันการเงินส่วนใหญ่ระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อกลุ่มนี้มากขึ้น

ดังนั้น KKP มีแผนจะมุ่งไปที่สินเชื่อบ้านมือสอง โดยมองว่าช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนของสินทรัพย์เดิม และสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่เริ่มสนใจกลับมาอยู่อาศัยในเมือง โดยเฉพาะการซื้อบ้านมือสองหรืออาคารพาณิชย์เพื่อรีโนเวต ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโดมิเนียม

เพื่อตอบสนองกลยุทธ์ดังกล่าว ธนาคารเตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์ม KKP Propify ภายในเดือนเมษายน 2569 นี้ เพื่อแก้ไข Pain Point ของตลาดบ้านมือสอง เช่น การลงประกาศขายซ้ำซ้อนและราคาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยแพลตฟอร์มจะรวบรวมเฉพาะประกาศขายบ้านที่ผ่านการตรวจสอบ (Verified) และแสดงราคาที่แท้จริง

โดย KKP Propify จะมีฟีเจอร์ค้นหาที่แม่นยำ พร้อมระบบคำนวณวงเงินกู้ที่สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของผู้ซื้อ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจและลดปัญหาการกู้ไม่ผ่านหลังการจอง ในช่วงแรกตั้งเป้ารวบรวมบ้านเข้าสู่ระบบ 3,000-4,000 หลัง โดยเน้นพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล

“KKP ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในกลุ่มบ้านมือสองให้ถึง 5% จากเดิมที่ต่ำกว่า 1%”

กัมพลกล่าวถึงธุรกิจ Wealth Management ของ KKP หรือที่เรียกว่า “EDGES” สามารถแบ่งเป็น กลุ่มสินทรัพย์ 50 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวนลูกค้าไม่ถึง 10,000 ราย เน้นการดูแลเชิงลึกและความเป็นส่วนตัว

กลุ่มสินทรัพย์ 10-50 ล้านบาท มีจำนวนหลักหมื่นราย ซึ่งเป็นกลุ่มมีโจทย์ชีวิตที่ซับซ้อนกว่ากลุ่มระดับบน เพราะบางรายทั้งเรื่องธุรกิจและบุคคลคือเรื่องเดียวกัน

กลุ่มต่ำกว่า 10 ล้านบาท เป็นกลุ่มสำหรับ KKP Dime เน้นการใช้เทคโนโลยีและ AI 100% เพื่อควบคุมต้นทุนให้ต่ำแต่ยังคงมาตรฐานความน่าเชื่อถือในฐานะบริษัทหลักทรัพย์

“หากเปรียบลูกค้ากลุ่ม 50 ล้านบาทขึ้นไป เป็น First Class ที่เน้นความเป็นส่วนตัว (Privacy) สูงสุด กลุ่ม 10-50 ล้านบาท ก็เปรียบเสมือน Business Class ที่ให้ความสำคัญกับค่าของเงินและความคุ้มค่า โดยไม่ใช่แค่การเติบโตของเงินทุน แต่รวมถึงการปกป้องทรัพย์สิน ผ่านผลิตภัณฑ์ประกัน และการวางแผนภาษี”

กำพลกล่วว่า การดูแลลูกค้ากลุ่มนี้จะไม่ได้ดูแลแบบตัวต่อตัวตลอดเวลา แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ก็ต้องได้สัมผัสประสบการณ์ใกล้เคียงกับกลุ่มบน มีการให้คำปรึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้คอนเทนต์และบทวิเคราะห์ระดับเดียวกัน

แต่เนื่องจากการใช้บุคลากร RM ที่จะดูแลลูกค้าจำนวนมากมีต้นทุนสูง KKP จึงนำระบบไฮบริดมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านโมเดล Hybrid (Online to Offline) เพื่อลดต้นทุนการบริการ (Cost to Serve) แต่ยังรักษาคุณภาพการให้คำแนะนำ

“ธนาคารเตรียมใช้ระบบ Hybrid นัดหมายผู้เชี่ยวชาญผ่านแอปพลิเคชั่น โดยเป็นการคุยผ่านออนไลน์ และนัดมาพบแบบออฟไลน์ และเมื่อลูกค้ามาถึงสาขา พนักงานจะเห็นข้อมูลที่คุยค้างไว้ในแชตทันที ไม่ต้องเล่าเรื่องใหม่ ทำให้การปรึกษามีคุณภาพและตรงจุด”

ทั้งนี้ โมเดลบริการแบบ Hybrid ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับการที่พนักงานต้องเดินทางไปหาลูกค้า ระบบนัดหมายนี้คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้

ปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) รวมทุกกลุ่มทะลุ 1 ล้านล้านบาทแล้ว และผลประกอบการของ KKP ที่ดีส่วนหนึ่งมาจากรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) ที่ได้จากกลุ่มนี้ ซึ่ง KKP ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้ากลุ่มสินทรัพย์ที่มี 10-50 ล้านบาท ให้ถึง 100,000 ราย จากเดิมที่มีอยู่ในหลักหมื่นราย

ขณะที่บริการด้านการลงทุน KKP มีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น เช่น กองทุน Private Equity หรือสินทรัพย์นอกตลาด (Private Assets) ซึ่งหาได้ยากในที่อื่น เป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดลูกค้าจากสถาบันการเงินอื่นให้ย้ายมาใช้บริการ นอกจากนี้ มีแผนที่จะนำ AI มาช่วยสรุปบทวิเคราะห์ของ KKP ที่เป็นภาษาอังกฤษและมีความยาว ให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลการลงทุนที่เชื่อถือได้ ได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์

“เราเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่นำ AI มาช่วยสรุปบทวิเคราะห์ของ KKP และข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อตอบคำถามลูกค้า โดยสิ่งสำคัญคือ ไม่ใช้ AI ที่ไปกวาดข้อมูลทั่วไปจากอินเทอร์เน็ต แต่เราใช้ AI บนฐานข้อมูลบทวิเคราะห์ที่แม่นยำของ KKP เอง เพื่อให้ลูกค้าได้รับคำแนะนำที่เชื่อถือได้และเข้าใจง่าย”

Dime ขวัญใจ

นักลงทุนรุ่นใหม่

นอกจากตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ใน ธนาคารเกียรตินาคินภัทร แล้ว กัมพล ยังคงทำหน้าที่เป็น CEO คนแรกและคนปัจจุบัน ใน KKP Dime บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน โดย KKP Dime ก่อตั้งขึ้นในปี 2564 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติธุรกิจการเงินและการลงทุน ทำให้การเงินและการลงทุนเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีดิจิทัล และวัฒนธรรมการทำงานแบบยึดลูกค้าเป็นหลัก

คำว่า Dime (ไดม์) หมายถึงทั้งเงินจำนวนเล็กน้อย และความสมบูรณ์แบบคะแนนเต็มสิบ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินที่หลากหลายในจำนวนเงินเริ่มต้นที่ต่ำที่สุด มีต้นทุนถูกที่สุด สะดวกสบายที่สุด และเหมาะสำหรับลูกค้าแต่ละรายที่สุด โดยขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมด

ทั้งนี้ บุคลากรของไดม์ เป็นหัวใจของการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ เกือบทั้งหมดเป็นผู้ชำนาญการในด้านเทคโนโลยี ทั้ง Data Scientist, Data Engineer หรือ Software Developer มาพร้อมกับอุดมการณ์ที่จะสร้างการเข้าถึงโลกการเงินที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าร่วมกัน เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศได้

กัมพลกล่าวว่า ปัจจุบัน Dime มียอดดาวน์โหลดกว่า 4 ล้านดาวน์โหลดแล้ว ฐานลูกค้าของ Dime เป็นคนรุ่นใหม่ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนอายุน้อย โดยเป็น Gen Z ถึง 50% และ Gen Y อีก 47% ส่วนที่เหลือเป็น Gen X และ Baby Boomer เพียง 3%

โดยตั้งเป้ามีอัตราการเพิ่มขึ้นของลูกค้าใหม่ ประมาณ 50,000-60,000 รายต่อเดือน ซึ่งหัวใจสำคัญของ Dime คือ การเข้าถึงง่ายและการควบคุมต้นทุนผ่านการใช้เทคโนโลยีแทนคน ทำให้ Dime มีต้นทุนต่อหัวต่ำเพราะเน้นการใช้ระบบอัตโนมัติแทนมนุษย์ 100% เช่น การนำ AI มาช่วยสรุปบทวิเคราะห์จาก Morning Star เพื่อให้บริการข้อมูลคุณภาพแก่ลูกค้าในต้นทุนที่ต่ำลง

“แม้ Dime จะเป็นแอปฯ สำหรับรายย่อย แต่มีกระบวนการตรวจสอบที่มาของเงิน (Source of Wealth) และการยืนยันตัวตนที่เข้มงวดตามมาตรฐานธนาคาร เพื่อป้องกันการฟอกเงิน โดยจำกัดวงเงินลงทุนต่อวันที่ 1 ล้านบาท”

ขณะเดียวกัน การแยกพอร์ต (Multiple Portfolios) เป็นอีกฟีเจอร์เด่นที่ช่วยให้นักลงทุนแยกกระเป๋าเงินตามวัตถุประสงค์ได้ เช่น แยกพอร์ตหุ้นปันผลออกจากพอร์ตสำหรับเทรดดิ้ง เพื่อให้เห็นผลตอบแทนแยกจากกันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการลงทุนกับ Dime ยังเน้นหุ้นสหรัฐฯ เป็นหลักเนื่องจากเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพและสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก ส่วนการขยายตลาดในการลงทุน เช่น ตลาดหุ้นจีน ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

กัมพลกล่าวอีกว่า ในปี 2569 Dime เตรียมเปิดฟีเจอร์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปีสามารถเปิดบัญชีลงทุนได้ ตอบรับความนิยมของ Dime ในหมู่คนรุ่นใหม่แต่หากอายุไม่ถึง 20 อยากจะเริ่มลงทุนแต่ยังเปิดบัญชีเองไม่ได้

“Dime จะมีฟังก์ชั่น Guardian Account หรือบัญชี แบบมีผู้ปกครองคอยกำกับดูแล เช่น ลูกสามารถเลือกการลงทุนได้เองโดยผู้ปกครองจะเห็นการลงทุนทั้งหมด แต่ลูกไม่สามารถโอนเงินออกเองได้ ต้องโอนกลับเข้าบัญชีพ่อแม่เท่านั้น”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2569 ฉบับที่ 527 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...