โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ศิริกัญญา"ซัดรัฐบาลออก พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เซ็นเช็คเปล่า

The Better

อัพเดต 05 พ.ค. เวลา 11.56 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. เวลา 11.53 น. • THE BETTER
“ศิริกัญญา"ซัดรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้าน เซ็นเช็คเปล่าไร้รายละเอียด เสี่ยงดันเพดานหนี้ปี 70 ทะยานไปอีก แนะ 2 แสนล้านปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควรออกเป็น พ.ร.บ. ให้สภาฯ ตรวจสอบ

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ให้ความเห็นต่อกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า ข้อน่ากังวลประการแรกคือวงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่ยังมีคำถามอยู่ว่าจะทำให้จำเป็นต้องมีการขยายเพดานเงินกู้หรือไม่ แม้น่าจะยังไม่ต้องขยายไปจนถึงปลายปีงบประมาณ 2569 แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มต้นงบประมาณปี 2570 ก็ต้องขยายอยู่ดี ทำให้ในกระบวนการทำงบประมาณปี 2570 ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่ดี รัฐบาลควรต้องทบทวนว่าต้องต้องใช้วงเงินถึง 400,000 ล้านบาทหรือไม่

ทั้งนี้ความจริงแล้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ก็มีการกล่าวถึงเรื่องนี้เหมือนกัน โดยมาจากการคาดการณ์ว่าในภายภาคหน้าจีดีพีจะโตดีจากเงินเฟ้อ ยิ่งเงินเฟ้อเยอะสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีก็จะลดลง แต่นั่นก็เกิดทำให้เกิดคำถามตามมาอีก ว่าทำไมถึงต้องกู้ถึง 400,000 ล้านบาท ในส่วนของ 200,000 ล้านบาทที่จะนำมาเยียวยาผลกระทบนั้นตนไม่ติดใจ เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนตามความเดือดร้อนของประชาชน แต่อีก 200,000 ล้านบาท เป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น ที่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ จริงมีเพียงแค่ 200,000 ล้านบาทเท่านั้น ที่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม แม้การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวเป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ก็ไม่ได้เร่งด่วนขนาดที่จะต้องออกเป็น พ.ร.ก.ดังนั้น อีก 200,000 ล้านบาทรัฐบาลควรที่จะไปคิดโครงการให้ละเอียดว่าอยากทำอะไรบ้าง แล้วค่อยออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อที่จะกู้เงิน นำมาเข้าสภาให้ได้พิจารณา การออก พ.ร.ก. ไม่ควรที่จะออกพร่ำเพรื่อ แต่ควรใช้อย่างระมัดระวังและเฉพาะเท่าที่จำเป็น เพราะนี่คือการใช้อำนาจฝ่ายบริหารที่ข้ามหัวสภาไปเลยโดยไม่ต้องมีการพิจารณาใดๆ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ได้สัดส่วน และควรยอมให้เกิดขึ้นได้เฉพาะในช่วงที่วิกฤตหรือจำเป็นเร่งด่วนจริงเท่านั้น

สำหรับที่รัฐบาลบอกว่าการกู้ที่มีส่วนของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วย เพราะจะได้ทำไปทีเดียวพร้อมกันเหมือนโมเดลช่วงโควิด ต้องอย่าลืมว่าในช่วงโควิดเงินกู้ที่นำมาใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจออกมาในรูปแบบของการแจกคนละครึ่ง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงระยะที่กำลังตกต่ำ แต่วิกฤตแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน วิกฤตโควิดไม่เหมือนวิกฤตพลังงาน

ทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่ข้อกังวลประการต่อมาว่ารัฐบาลกำลังจะใช้คนละครึ่งในการเยียวยาผลกระทบให้กับประชาชน จริงอยู่ที่ว่าคนละครึ่งดูเหมือนจะช่วยลดค่าครองชีพได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดมากมาย ซึ่งจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่ได้มีการระบุว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการใช้อย่างไรหรือไม่ ขณะนี้ต้องยึดว่าจะยังเป็นคนละครึ่งแบบเดิม เว้นแต่จะมีการเพิ่มวงเงินจากฝั่งรัฐบาลให้เป็น 60% แต่กระนั้นคนละครึ่งก็มีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ทำให้ใช้ยาก ไม่เหมาะสมกับการที่จะใช้ในการเยียวยาประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจหรือลดค่าครองชีพในระยะสั้นด้วยวงเงินที่น้อยเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ในเวลานี้ประเทศกำลังเข้าสู่วิกฤตพลังงาน ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกด้าน ไม่ใช่แค่เฉพาะค่าใช้จ่ายในการใช้สอยรายวันเท่านั้น

ดังนั้น ควรมีการเปิดเงื่อนไขให้กว้างที่สุด เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นเงินเยียวยา นั่นก็คือการจ่ายเป็นเงินสดไปเลยโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขเล็กน้อย เพราะเงื่อนไขเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานี้ที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูง ค่าครองชีพสูง การกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลานี้อาจมีผลทำให้ราคาสินค้ายิ่งสูงขึ้นอีก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาบางร้านค้าก็ใช้โอกาสแบบนี้ในการขึ้นราคาสินค้า

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ นายเอกนิติ บอกมาโดยตลอดว่าจะช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น แต่เมื่อถึงเวลาเยียวยากลับจะใช้คนละครึ่ง ซึ่งต้องแย่งกันลงทะเบียน สุ่มว่าใครจะได้หรือไม่ ทำให้คนที่ควรได้รับอย่างผู้ที่เข้าเกณฑ์ยากจนแต่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ถึงจะลงทะเบียนใหม่ก็อาจจะไม่ทัน และแม้จะรวมทุกแพ็กเกจในวงเงิน 400,000 ล้านบาท ก็ยังมีคนที่จะตกหล่นอยู่ดี เช่น เกษตรกรที่ในเวลานี้ได้ปุ๋ยไปแค่ไม่กี่กระสอบ ยังคงอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมัน หรือชาวประมงที่ต้องเติมน้ำมันในการออกเรือ ซึ่งเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงมากในการประกอบกิจการ ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามนี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่รัฐบาลคิดแพ็คเกจแบบเน้นคะแนนนิยมทางการเมืองมากกว่าที่จะพิจารณาถึงความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลควรพิจารณาว่าแต่ละมาตรการที่ออกมาเหมาะกับสถานการณ์แบบไหน ไม่ใช่ใช้คนละครึ่งทุกครั้งเหมือนคิดได้แค่โครงการเดียว หว่านแหแบบไม่รู้ว่าจะตกถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงหรือไม่ด้วยซ้ำ ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างว่าอยากจะช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น จะไม่หว่านแห จะไม่ลดภาษีสรรพสามิต แต่พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่คะแนนนิยมทางการเมืองลดลง ก็นำคนละครึ่งมาใช้ด้วยเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการย้อนแย้งกันเอง

ทั้งนี้เห็นด้วยในหลักการว่าการจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้จะต้องมีทั้งการเยียวยาระยะสั้นและการแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจในทั้งระยะกลางและระยะยาว แต่ก็ควรต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งก็ไม่ได้เป็นภาระอะไรเลยสำหรับรัฐบาลในการต้องนำเข้าสภาก่อนที่จะมีการกู้ และเมื่อออกเป็น พ.ร.บ. รัฐบาลก็จะมีเวลาคิดในรายละเอียดโครงการมากขึ้นด้วย ทุกวันนี้รัฐบาลเองก็ยังบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาวคือการทำอะไร บอกแค่ว่าจะนำไปทำโซลาร์เซลล์ โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อปไม่ได้ ต้องลงรายละเอียดให้ถึงขั้นว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างไร กี่เมกะวัตต์ จะเป็นการอุดหนุนหรือให้เปล่า จะเป็นการอุดหนุนดอกเบี้ยหรืออะไร ทุกอย่างต้องคิดอย่างละเอียด

"รัฐบาลไม่ควรรีบร้อน ไหนๆ จะมีผลในระยะกลางและระยะยาวอยู่แล้ว ยังมีเวลาให้ได้คิด จากประสบการณ์ที่ได้เห็น พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาอย่างน้อยสองฉบับ เราได้เห็นแล้วว่าทุกครั้งไม่ว่าวงเงินจะเป็นเท่าไหร่รัฐบาลก็มักเขียนรายละเอียดน้อยมาก เป็นเหมือนการเซ็นเช็คเปล่าให้รัฐบาลไปกู้เงินเท่าไหร่ก็ได้ นำไปทำอะไรก็ได้"น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ตนเองยืนยันมาตลอดและไม่มีปัญหาถ้ารัฐบาลจะต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ สำหรับการเยียวยาประชาชน ซึ่งเป็นความเร่งด่วนที่สุด ภายใต้สถานการณ์ทางการคลังที่ไม่มีเงินแล้ว แต่ขั้นตอนควรจะเป็นการออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพื่อที่จะเยียวยาประชาชนจากผลกระทบก่อน ส่วนที่เหลือควรออกเป็น พ.ร.บ. ที่มีรายละเอียดครบถ้วนเข้าสู่การพิจารณาของสภา หากทำอย่างรวดเร็วภายในสามเดือนก็เสร็จ อย่างไรก็ต้องใช้ระยะเวลาในการเริ่มต้นอยู่แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...