ถอดรหัสสเปรดปิโตรเคมี สูตรเก็งกำไร PTTGC-IVL
#ปิโตรเคมี #ทันหุ้น – วางแผนเทรดหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี หลังเผชิญสงครามตะวันออกกลางจนหลายแห่งต้องลดกำลังผลิต ดันสเปรดปรับตัวขึ้นชั่วคราว PE และ PX ปรับเพิ่มตามดีมานด์บรรจุภัณฑ์และโพลีเอสเตอร์ กูรูแนะกลยุทธ์ “เก็งกำไร” PTTGC และ IVL ไร้ผลกระทบซัพพลาย ในระยะสั้นได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของสเปรดขณะที่ PTTEP รับเต็มน้ำมันสูง
นายศรชัย พิทยาพฤกษ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุ ภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ในสภาวะอุปทานส่วนเกิน(Over Supply) มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ทั้งในสายโอเลฟินส์ (Olefins), สายโพลีเอสเตอร์ (Polyester) หรือ PET กดดันส่วนต่างราคา (Spread) ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอยู่ในระดับต่ำ
จนเมื่อเกิดสถานการณ์สงครามที่กระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 18-20% ของโลก ส่งผลกระทบต่อเนื่องเมื่อน้ำมันดิบขนส่งไม่ได้ โรงกลั่นจึงผลิต แนฟทา(Naphtha) ได้น้อยลง ซึ่งแนฟทาเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของปิโตรเคมี โรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งขาดแคลน Feedstock จึงมีการประกาศเหตุสุดวิสัย(Force Majeure) เพื่อหยุดผลิต หรือเลื่อนแผนการปิดซ่อมบำรุงให้เร็วขึ้น รวมถึงบางแห่งมีการลดกำลังการผลิต(Run Cut)
ดังนั้นจึงส่งผลทางจิตวิทยาและทำให้ผู้ซื้อยอมรับการปรับราคาขึ้น ส่งผลให้ Spread ปิโตรเคมีดีดตัวสูงขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ภาพรวม Spread สัปดาห์ล่าสุดยังส่งสัญญาณฟื้นตัวแบบ “ไม่ทั่วถึง” โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มโพลีเอทิลีน (PE) ปรับเพิ่มขึ้นชัดเจนราว 20–40 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อตัน หรือปรับขึ้นราว 5 – 11% เทียบสัปดาห์ก่อน (WoW) สะท้อนแรงหนุนจากดีมานด์บรรจุภัณฑ์ที่กลับมา
ขณะที่พาราไซลีน (PX) ปรับขึ้นต่อเนื่อง 15–30 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือราว 4 – 9% WoW ตามทิศทางอุตสาหกรรมโพลีเอสเตอร์ที่ยังแข็งแกร่ง ด้านโพลีโพรพิลีน(PP) เคลื่อนไหวผันผวนทั้งในแดนลบ – บวกราว -10 ถึง +10 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือ -4% ถึง+4% WoW จากภาวะอุปทานล้นตลาดและอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวช้า
@ประเมิน 2 แนวทาง
นายศรชัย ประเมินสถานการณ์ (Scenario) ไว้ 2 กรณี คือ Base Case (กรณีปกติ) แม้ว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อ แต่หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซสิ้นสุดลง การขนส่งน้ำมันดิบเริ่มทยอยส่งออกมาได้ Feedstock จะกลับมาภายในระยะเวลา 1 – 2 สัปดาห์ โรงงานที่เคยหยุดผลิตจะสามารถกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งเพื่อฉวยโอกาสในช่วงที่ Spread ยังสูง และส่งผลให้ราคาSpread ค่อยๆ ปรับตัวลดลงกลับไปสู่สภาวะปกติที่มีสภาวะ Over Supply รออยู่
แต่หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อนานเกิน 2 เดือน (Worst Case) ซัพพลายจะหายไปจากตลาดโลกอย่างน้อย 10% ซึ่งจะทำให้ Spread ยืนสูงได้นานขึ้น แต่อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมจากปัญหาเงินเฟ้อ
ดังนั้นนักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประกอบการพิจารณาเข้าลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์ อาทิบริษัทที่ไม่ต้องพึ่งพา Feedstock จากตะวันออกกลางเป็นหลัก เช่น PTTGC ได้เปรียบเนื่องจากใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบหลักและไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า และ IVL ซึ่งพอร์ตหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาซัพพลายในตะวันออกกลาง
สำหรับหุ้นพลังงาน PTTEP ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากราคาขายน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์โลกไม่ได้รับผลกระทบด้านปริมาณ (Volume) การผลิตจากสถานการณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้แนะนำนักลงทุน“ซื้อเก็งกำไร” ทั้งPTTGC และIVL ตามสถานการณ์ เพราะแม้ว่าในระยะสั้นจะได้รับประโยชน์ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จนขาดแคลนวัตถุดิบ แม้จะสามารถจัดหามาได้แต่ราคาอาจพุ่งสูงเกิน“จุดคุ้มทุน” และ “ซื้อ” PTTEP ในฐานะตัวเลือกการลงทุนที่ “ปลอดภัยที่สุด” (Safe Haven) ในสถานการณ์ความขัดแย้ง
@ ต้องใช้เวลากลับมาผลิต
นายปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ ภาพรวมของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการผลิตและการลงทุน
ทั้งนี้ภาพปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) อยู่ แม้ในปัจจุบันความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้เกิดปัญหาการขนส่งวัตถุดิบ ทำให้ผู้ผลิตบางรายในภูมิภาคต้องประกาศหยุดผลิตด้วยเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ส่งผลให้ซัพพลายลดลง ส่วนต่างราคาสินค้า (Spread) เริ่มขยับขึ้นสะท้อนจาก Spread โพลีเอทิลีนปรับตัวขึ้น 19% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า (WoW)
อย่างไรก็ตามหากโรงงานที่หยุดผลิตต้องการกลับมาเดินเครื่องใหม่ คาดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการเร่งเครื่องให้เต็มกำลังการผลิต (Capacity) ประมาณไม่เกิน 1 เดือน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เป็นการ “ซื้อเก็งกำไร” ตามกระแสข่าว เนื่องจากการออกวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รวมทั้งปัจจัยเรื่องการหยุดผลิตชั่วคราว สถานการณ์ Spread ปิโตรเคมี เข้าไป โดยตัวเลือกหลักที่น่าสนใจในกลุ่มปิโตรเคมีคือ PTTGC และIVL