โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘จ็อบเบอร์’ คือใคร เปิดเบื้องหลังตัวละครลับ ที่ทำน้ำมันแพง? ธุรกิจกำลังดิ้นหนีตาย ดีเซล 33 บาท อาจเอาไม่อยู่

THE STANDARD

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘จ็อบเบอร์’ คือใคร เปิดเบื้องหลังตัวละครลับ ที่ทำน้ำมันแพง? ธุรกิจกำลังดิ้นหนีตาย ดีเซล 33 บาท อาจเอาไม่อยู่

ไม่ว่าจะมีสงครามหรือไม่ ทำไมราคาน้ำมันไทยถึงแสนแพง…?

ความผันผวนของราคาพลังงานหลังเจอวิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลามมาถึงปัญหาข้าวของแพง ภาพความ ‘โกลาหล’ ผู้คนแห่กักตุนน้ำมัน

ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ 1

แม้มักจะได้รับคำอธิบายปมปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ภาพสะท้อนความเป็นจริง ‘ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม’ ที่คนไทยเห็น ล้วนมาจากหลายปัจจัยเชิงโครงสร้างพลังงานที่ ‘ทับซ้อน’ ที่อาจไม่มีคำตอบเดียว

ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนตลาดโลก ราคาน้ำมันไทยที่อ้างอิงสิงคโปร์ โครงสร้างภาษี โครงสร้างค่าการกลั่น กองทุนน้ำมัน โครงสร้างตลาดในประเทศ ซึ่งมีการขายปลีกผ่าน ‘จ๊อบเบอร์’

นั่นจึงเป็นคำถามสุดคลาสสิกว่า ทำไมน้ำมันไทยถึงแพง?

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ทุกคนต่างได้รับผลกระทบและ ‘เจ็บตัว’ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ที่เป็นฟันเฟืองเศรษฐกิจ ต่างซื้อน้ำมันผ่าน ‘จ๊อบเบอร์’ แม้ว่า ณ เวลานี้ รัฐขยายเพดานราคาดีเซลเป็น 33 บาทต่อลิตร

ประเมินสงครามส่อ ‘ยืดเยื้อ’ กดดันต้นทุนอุตสาหกรรม

ล่าสุด เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แม้ดัชนีโดยรวมกำลังฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการกลับเผชิญ ‘แรงกดดัน’ หลายด้าน

โดยเฉพาะกำลังการผลิตในบางอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ เซรามิก และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงปัญหาไฟป่าตามแนวชายแดนที่กระทบซัพพลายเชน

ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ 2

“ประเด็นสำคัญคือการนำเข้าสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นถึง 29.5% โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น”

มากไปกว่านั้น ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้ม ‘ยืดเยื้อ’ และส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ขยายเพดานดีเซลเป็น 33 บาทต่อลิตร ธุรกิจยังรับไหวไหม?

เกรียงไกร มองว่า ปัจจุบัน (18 มี.ค.) รัฐบาลได้ขยายเพดานราคาดีเซลเป็น 33 บาทต่อลิตร หลังสิ้นสุดมาตรการ 15 วัน ส่งผลให้กองทุนน้ำมันติดลบกว่าหมื่นล้าน

ในมุมภาคอุตสาหกรรม ประเมินว่า “หากราคายังไม่เกินระดับดังกล่าว ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5%”

ขณะเดียวกัน ยังเกิดปัญหา ‘ราคาเขย่งในตลาดน้ำมัน’ โดยราคาหน้าปั๊มและราคาขายผ่านผู้ค้ารายย่อยจ็อบเบอร์ (Jobber) ต่างกันสูงถึง 11-12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้ค้าขาดสภาพคล่อง ในการจัดหาน้ำมันไปป้อนภาคการผลิตและเกษตรกรรม จนเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่

นอกจากนี้ สงครามยังส่งผลให้วัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก เหล็ก และอลูมิเนียม ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

“โดยเฉพาะน้ำมันเตาที่พุ่งจาก 7-8 บาท เป็น 23-24 บาทต่อลิตร สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ทวีความรุนแรง”

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินแนวโน้มราคาสินค้าไทย ภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามและราคาน้ำมัน 3 ฉากทัศน์หลัก ดังนี้

  • ฉากทัศน์ที่ 1 คุมสถานการณ์ได้ (น้ำมันไม่เกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ราคาดีเซลทรงตัวไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ต้นทุนการผลิตเพิ่มเล็กน้อย ราคาสินค้าอาจขยับในกรอบจำกัด 1-2% เศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อได้
  • ฉากทัศน์ที่ 2 ความตึงเครียดปานกลาง (น้ำมัน 100-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ต้นทุนขนส่งเพิ่ม 5-12% ผู้ประกอบการเริ่มทยอยปรับราคาสินค้า 3-5% กระทบกำลังซื้อภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
  • ฉากทัศน์ที่ 3 วิกฤติรุนแรง (น้ำมัน 120-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงต่อเนื่อง เกิดแรงส่งผ่านราคาทั่วห่วงโซ่การผลิต ราคาสินค้าอาจปรับขึ้นมากกว่า 5% พร้อมความเสี่ยงสินค้าขาดตลาด และอาจฉุด GDP ไทย เหลือเพียง 1.3%

แนะอุดหนุนผู้ค้า ‘จ็อบเบอร์’ ลดช่องว่างราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรองรับ เพื่อป้องกันผลกระทบลุกลาม

  • ให้มีการอุดหนุนผู้ค้ารายย่อย (Jobber) เพื่อลดช่องว่างราคาน้ำมัน
  • พิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาวัตถุดิบในประเทศ
  • การบริหารราคาดีเซล ‘แบบค่อยเป็นค่อยไป’

“ช่วงเวลานี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ต้องอาศัยการบริหารนโยบายอย่างแม่นยำ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนพลังงาน เสถียรภาพราคา และความสามารถแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลก” เกรียงไกรกล่าว

ทำไมรัฐบอกน้ำมันพอ แต่ประชาชนแพนิก?

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ 95-100 วัน แต่ความกังวลต่อสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ ได้ก่อให้เกิดพฤติกรรม “Panic” ในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ที่เร่งกักตุนน้ำมันเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิต

หนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่กำลังเกิดขึ้น คือ ‘ความเหลื่อมล้ำด้านราคา’ ระหว่างภาคประชาชนกับภาคอุตสาหกรรม

ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ 3

ชี้จุดอ่อน ‘ความผิดเพี้ยน’ ของโครงสร้างราคา

ภาคอุตสาหกรรมซึ่งซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้ารายย่อย หรือ ‘จ๊อบเบอร์’ กลับไม่ได้รับการอุดหนุน ทำให้ต้อง ‘แบกรับราคาสูงกว่าถึง 10 บาทต่อลิตร’

ผลที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งเริ่มนำรถบรรทุกเข้าไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม แข่งขันกับประชาชนโดยตรง สะท้อนความ ‘ผิดเพี้ยน’ ของโครงสร้างราคา และเสี่ยงซ้ำเติมภาวะขาดแคลน

ขณะเดียวกัน ผู้ค้ารายย่อยยังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ทำให้กำลังซื้อหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ เช่น จากเดิมสามารถซื้อน้ำมันได้ 100,000 ลิตร อาจลดเหลือเพียง 30,000 ลิตร ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบให้โรงงานได้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม พลังงานเป็นต้นทุนหลักของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม แก้ว และปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50% และน่าห่วงว่าจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ

‘จ็อบเบอร์’ น้ำมัน คือใคร?

จ็อบเบอร์ (Jobber) คือ พ่อค้าคนกลางหรือผู้ค้าส่งน้ำมัน ที่ซื้อน้ำมันปริมาณมากจากบริษัทน้ำมันรายใหญ่เพื่อนำไปขายต่อ มีบทบาทสำคัญในการกระจายน้ำมันไปยังลูกค้ารายย่อย เช่น ปั๊มน้ำมันอิสระ โรงงานอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ห่างไกล

Jobber น้ำมัน ไม่ได้ผลิตน้ำมันเอง และไม่ได้เป็นเจ้าของปั๊มแบรนด์ใหญ่ (Major Brands) โดยตรงในฐานะบริษัทแม่ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้น้ำมัน กระจายไปถึงมือผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ปตท. การกำหนดเพดานราคาขายให้ Jobber ในช่วงวิกฤต กลุ่ม ปตท. ได้กำหนด เพดานราคาขายให้ Jobber ที่เป็นลูกค้าประจำ โดยให้ราคาขาย ไม่เกินราคาหน้าสถานีบริการ + 2 บาท/ลิตร ไปจนถึงสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2569

โดยเพดานราคาดังกล่าวเป็น กรอบราคาสูงสุด ที่ใช้ควบคุมการขายในตลาด Jobber ไม่ให้ราคาปรับสูงขึ้นมากเกินไปในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

ในกรณีที่ราคาตลาดปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การกำหนดเพดานราคานี้ กลุ่ม ปตท. ต้องรับ ‘ความเสี่ยง’ จากความผันผวนของราคาน้ำมันบางส่วนไว้เอง ส่วนต่างราคา 2 บาทดังกล่าว จึงมีไว้เพื่อครอบคลุมต้นทุนและความเสี่ยงในช่วงภาวะวิกฤติ เช่น

  • ความผันผวนของราคาน้ำมัน
  • ต้นทุนทางการเงินของภาระกองทุนที่ต้องรอการชดเชย
  • ค่าใช้จ่ายด้านคลังสินค้าและการขนส่งผล
ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ 4

ปั๊มน้ำมันไทยมีมากกว่า 2 หมื่นแห่ง ‘ประชาชน’ รับเคราะห์

ด้าน ศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า โครงสร้างธุรกิจน้ำมันของประเทศไทย คือ โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่จับมือกัน หรือควบรวมเป็นแบรนด์เดียวกัน และมีเครือข่ายปั๊มทำสัญญาจัดส่งน้ำมันระยะยาว ทำให้สถานีบริการในเครือบริษัทใหญ่ มีราคาและปริมาณน้ำมันที่มั่นคงหรือไม่ผันผวนเท่ารายย่อย

ขณะที่ ไทยมีสถานีบริการน้ำมันราว 26,000 แห่ง กว่า 8,500 แห่ง เป็นสถานีบริการที่อยู่ในเครือแบรนด์หลักของบริษัทน้ำมัน มีสถานีบริการที่เหลืออีกประมาณ 17,500 แห่ง ที่เป็นปั๊มรายย่อย

“เมื่อไม่สามารถซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้โดยตรง ทำให้ปั๊มเหล่านี้จำเป็นต้องซื้อน้ำมันผ่านตัว แทนจำหน่ายหรือผู้ค้าคนกลางที่เรียกว่าจ๊อบเบอร์”

ศุภโชติ มองว่า นี่คืออีกหนึ่งปัญหา บวกกับเมื่อเกิดวิกฤตราคาพลังงาน เมื่อต้องซื้อผ่านจ็อบเบอร์จึงมีราคาสูงกว่าราคาต้นทาง ทำให้ปั๊มรายย่อยต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าและแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้น สุดท้ายผลกระทบก็มาตกที่ผู้ใช้ และประชาชน

ภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตพลังงานและผลกระทบต่อธุรกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยมีจ็อบเบอร์เป็นตัวแปรสำคัญ 5

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน ณ วันที่ 18 มี.ค.2569)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ย้ำว่า วันนี้ราคาน้ำมันไทยใกล้เคียงกับราคาน้ำมันมาเลเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตใช้ในประเทศ

ทว่า ภาพประชาชนแห่เติมน้ำมัน ‘คอขวด’ ที่ทุกคนกังวลว่าจะมาจากปัญหา ผู้ค้าคนกลางน้ำมัน (จ็อบเบอร์) นั้น ได้กำชับให้เข้มงวดกับการป้องกันการกักตุน และเรื่องราคาที่สูงเกินไป ซึ่งยอมรับว่า จากปัญหาดังกล่าว บางปั๊มที่อยู่ไกล รับเรื่องราคาไม่ได้ ก็อาจจะปิดตัวไปในที่สุด

ขณะที่ รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า น่าห่วงว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางครั้งนี้อาจยืดเยื้อ ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

โดยเฉพาะด้านพลังงาน เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ประมาณ 60% จากตะวันออกกลาง

“รัฐบาลต้องบริหารความเสี่ยงนโยบายการเงินให้ดี และมีกลไกเสริม เช่น กองทุน ที่เข้ามาดูแลอุตสาหกรรมภาคธุรกิจด้วย เพราะยิ่งภาคธุรกิจ ‘เจ็บตัว’ แค่ไหน GDP เศรษฐกิจไทยก็ลดลงไปอีกมากเท่านั้น” รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...