'ศุภวุฒิ สายเชื้อ' ประธานสภาพัฒน์ ชี้ รัฐบาลเจอโจทย์ยาก 3 เด้ง สงครามจบ-วิกฤตพลังงานไม่จบ
บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ
จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่สหรัฐเปิดฉากถล่มอิหร่านตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ หลายคนจะวิเคราะห์ว่าสงครามน่าจะใกล้สิ้นสุด โดยที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐ ที่ออกมาประกาศชัยชนะอยู่เป็นระยะ น่าจะพยายามหาทางลง เพื่อยุติสงคราม
เพราะในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาของการทำสงคราม สหรัฐอเมริกาได้ใช้เงินไปเป็นจำนวนมหาศาล
และล่าสุดเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 23 มีนาคม ตามเวลาประเทศไทย “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐโพสต์ทรูทโซเชียล สั่งให้เลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพลังงานออกไปอีก 5 วัน โดยระบุว่าการเจรจากับอิหร่านเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเกิดประสิทธิผล ด้านกระทรวงต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐ แต่ยอมรับเริ่มมีการลดความตึงเครียด
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ซึ่งกลายเป็น TOP15 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง จากการรายงานของดิ อีโคโนมิสต์ เนื่องจากพบว่าไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานต่อจีดีพีสูงสุดในโลกสัดส่วนถึง 7% ของจีดีพี เทียบกับจีนที่เศรษฐกิจมีการเติบโตสูงมีการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนเพียง 2% ของจีดีพี
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานผลกระทบต่อประเทศไทยว่า แม้สงครามอาจจะจบลงใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพราะต่างฝ่ายกระสุนหมด แต่ปัญหาวิกฤตพลังงานไม่จบ เพราะระดับราคาน้ำมันจะไม่ลงไปเหมือนเดิมที่ 60 เหรียญ/บาร์เรล เหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม
สาเหตุสำคัญเพราะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ท่อขนส่ง โรงกลั่นในตะวันออกกลางที่ถูกทำลาย ได้รับความเสียหายจำนวนมาก ต้องใช้เวลาฟื้นฟูกว่าจะกลับมาผลิตได้ต้องใช้เวลา ซึ่งแบงก์ออฟอเมริกาประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาราว 2 ปี
สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ทำให้ความเสี่ยงในตะวันออกกลางเปลี่ยนไป เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานครั้งสำคัญ ทั้งนี้รัฐบาลต้องเข้าใจสถานการณ์ว่าราคาน้ำมันจะไม่ลงมาเหมือนเดิม
ไม่เหมือนยุคสงครามยูเครน-รัสเซีย น้ำมันขึ้นไป 100 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล แต่พอสงครามลดระดับ ราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ครั้งนี้ราคาน้ำมันน่าจะค้างอยู่ที่ 80-90 เหรียญ คือเพิ่มขึ้น 15-20% และเป็นการปรับขึ้นในระยะยาว
นั่นหมายความว่า “สงครามอาจจะจบ แต่ปัญหาพลังงานยังไม่จบ”
นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิระบุว่า จากที่รัฐบาลไทยใช้มาตรการอุ้มราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาดีเซลที่ปัจจุบันมีการอุดหนุนอยู่ที่ลิตรกว่า 20 บาท ถือว่าเป็นการบิดเบือนกลไลตลาด และส่งผลกระทบต่อภาระหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น
เรียกว่ารัฐบาลจะเจอปัญหา 3 เด้ง นั่นคือ
เด้งที่ 1 รายจ่าย/หนี้เพิ่มขึ้นจากการอุ้มราคาพลังงาน
เด้งที่ 2 เศรษฐกิจโตต่ำ 1% กว่าๆ จากภาคส่งออกและท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก
และเด้งที่ 3 คือรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่จะลดลง
ประธานสภาพัฒน์กล่าวว่า จากนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำมันดีเซลกลายเป็นพลังงานเศรษฐกิจ นับเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างภาระงบประมาณการคลัง เช่นเดียวกับการอุดหนุนราคาก๊าซหุ้งต้ม
“มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานเป็นความหวังดีของรัฐบาล แต่การบิดเบือนตลาด ซึ่งกลายเป็นภาระรัฐบาล และที่สุดก็คือภาระประชาชน”
รัฐบาลต้องยอมรับความจริง “โลกเปลี่ยน” เกมพลังงานเปลี่ยนไป รัฐบาลต้องเลิกใช้มาตรการกองทุนน้ำมันอุดหนุนราคา เพราะเมื่อราคาไม่ลงไปต่ำเหมือนเดิม หมายความว่านโยบายอุ้มราคาพลังงานจะกลายเป็นภาระรัฐบาลที่ไม่จบสิ้น และจะกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลัง
ขณะที่ปัจจุบันศักยภาพนโยบายการคลังของไทยต่ำกว่าช่วงปี 2022 ช่วงนั้นหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 60.6% ตอนนี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 65-66% หากรัฐบาลยังฝืนใช้เงินมหาศาล ในการอุ้มราคาพลังงานและค่าไฟ ก็จะทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเล็งปรับลดอันดับของไทย
ประธานสภาพัฒน์ระบุว่า หากไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซ้ำเติมด้วยภาวะดอกเบี้ยระยะที่ปรับเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงินมาโปะงบประมาณหรืออุ้มราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล และความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและจะกลายเป็น “วังวน” ปัญหาเศรษฐกิจไทย
จากปีนี้ที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะโตเพียง 1% กว่าๆ จากวิกฤตพลังงานอยู่แล้ว หากถูกลดเครดิตเรตติ้งจะยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะไม่สามารถกู้เงินมาแก้ปัญหาได้ง่ายหรือถูกเหมือนเดิมอีกต่อไป
ดร.ศุภวุฒิระบุว่า ภาพใหญ่ รัฐบาลต้องปฏิรูปด้านพลังงาน เพื่อลดส่วนการนำเข้าพลังงานต่อจีดีพี เพื่อที่จะปลดล็อกเศรษฐกิจของประเทศ
“รัฐบาลต้องมองให้ไกล เพื่อลดสัดส่วนของการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซ LNG จากปัจจุบันสัดส่วนนำเข้าอยู่ที่ 7% ของจีดีพี ก่อนเกิดสงครามอ่าวอยู่ที่ 6% เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น สัดส่วนต่อจีดีพีก็เพิ่มขึ้น และถ้าเราไม่ปรับตัว ทำแบบเดิม สัดส่วนการนำเข้าพลังงานก็จะเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้มีความเสี่ยงของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และหากรัฐบาลเลือกอุ้มไปเรื่อยๆ ก็จะหมดหน้าตัก”
เมื่อสถานการณ์ความเป็นจริงเปลี่ยนไป รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ยอมรับความจริง เลิกอุดหนุนราคา เพื่อให้ทุกคนต้องปรับตัว และเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลก็สามารถช่วยเหลือได้ เพราะรัฐบาลมีข้อมูลอยู่แล้วว่า 15 ล้านคนคือใคร ก็ใช้วิธีโอนเงินต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร แทนที่จะเป็นการอุดหนุนราคาผู้ใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด เพราะคนที่ขับรถเบนซ์ บีเอ็มที่เติมน้ำมันดีเซลก็ไม่ต้องไปอุดหนุน รวมถึงภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจยอมรับความจริงและปรับตัว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องวางแผนปฏิรูปการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาวด้วย
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า 2 โครงการสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดัน คือ
1. เปลี่ยนระบบการขนส่งสินค้า จากรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซล เป็นการใช้ “รถไฟขนส่งสินค้า” โดยให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานเดินรถไฟขนส่งสินค้า โดยเมื่อปลายปี 2568 สภาฯ ได้คลอด พ.ร.บ.ขนส่งทางรางฉบับใหม่ออกมาแล้ว สาระสำคัญคือ การเปิดให้เอกชนเข้ามา “เดินรถไฟ” ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากที่ผ่านมามีเพียง รฟท.เท่านั้นที่สามารถใช้รางรถไฟได้ และก็ไม่ได้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพทั้งที่มีการใช้งบประมาณลงทุนมหาศาล
ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนโครงสร้างการขนส่งให้ใช้ “รถไฟ” ในการขนส่งสินค้ามากขึ้น กฎหมายเปิดทางแล้ว
เรื่องที่ 2. ต้องรื้อโครงสร้างพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบันไฟฟ้าเกือบ 60% ที่ผลิตออกมาใช้เชื้อเพลิงก๊าซ LNG รัฐบาลต้องหยุดเพิ่มโรงไฟฟ้า LNG ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานโซลาร์มากขึ้น เพราะแสงแดดไม่มีใครมาปิดกั้นเราได้
รวมถึงการใช้ระบบ Direct PPA คือให้เอกชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าสีเขียว สามารถขายไฟตรงได้ไม่ต้องผ่าน 3 การไฟฟ้าฯ และสิ่งสำคัญคือ ต้องแยกบทบาทการเป็นเรกกูเรเตอร์ออกจาก กฟผ. และให้ทำหน้าที่ดูแลสายส่งไฟฟ้าเป็นหลัก พร้อมกับการเร่งลงทุนระบบสมาร์ตกริดเพื่อรองรับไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนต่างๆ
“หากประเทศไทยเร่งทำ 2 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้น” ดร.ศุภวุฒิกล่าวและว่า
และนี่อาจเป็นการคว้าโอกาสครั้งสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตของประเทศไทย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ศุภวุฒิ สายเชื้อ’ ประธานสภาพัฒน์ ชี้ รัฐบาลเจอโจทย์ยาก 3 เด้ง สงครามจบ-วิกฤตพลังงานไม่จบ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly