โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'ศุภวุฒิ สายเชื้อ' ประธานสภาพัฒน์ ชี้ รัฐบาลเจอโจทย์ยาก 3 เด้ง สงครามจบ-วิกฤตพลังงานไม่จบ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 04.11 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 11.57 น.

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่สหรัฐเปิดฉากถล่มอิหร่านตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ หลายคนจะวิเคราะห์ว่าสงครามน่าจะใกล้สิ้นสุด โดยที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐ ที่ออกมาประกาศชัยชนะอยู่เป็นระยะ น่าจะพยายามหาทางลง เพื่อยุติสงคราม

เพราะในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาของการทำสงคราม สหรัฐอเมริกาได้ใช้เงินไปเป็นจำนวนมหาศาล

และล่าสุดเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 23 มีนาคม ตามเวลาประเทศไทย “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐโพสต์ทรูทโซเชียล สั่งให้เลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพลังงานออกไปอีก 5 วัน โดยระบุว่าการเจรจากับอิหร่านเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเกิดประสิทธิผล ด้านกระทรวงต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐ แต่ยอมรับเริ่มมีการลดความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย ซึ่งกลายเป็น TOP15 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง จากการรายงานของดิ อีโคโนมิสต์ เนื่องจากพบว่าไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานต่อจีดีพีสูงสุดในโลกสัดส่วนถึง 7% ของจีดีพี เทียบกับจีนที่เศรษฐกิจมีการเติบโตสูงมีการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนเพียง 2% ของจีดีพี

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานผลกระทบต่อประเทศไทยว่า แม้สงครามอาจจะจบลงใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพราะต่างฝ่ายกระสุนหมด แต่ปัญหาวิกฤตพลังงานไม่จบ เพราะระดับราคาน้ำมันจะไม่ลงไปเหมือนเดิมที่ 60 เหรียญ/บาร์เรล เหมือนช่วงก่อนเกิดสงคราม

สาเหตุสำคัญเพราะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ท่อขนส่ง โรงกลั่นในตะวันออกกลางที่ถูกทำลาย ได้รับความเสียหายจำนวนมาก ต้องใช้เวลาฟื้นฟูกว่าจะกลับมาผลิตได้ต้องใช้เวลา ซึ่งแบงก์ออฟอเมริกาประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาราว 2 ปี

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ทำให้ความเสี่ยงในตะวันออกกลางเปลี่ยนไป เกิดการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานครั้งสำคัญ ทั้งนี้รัฐบาลต้องเข้าใจสถานการณ์ว่าราคาน้ำมันจะไม่ลงมาเหมือนเดิม

ไม่เหมือนยุคสงครามยูเครน-รัสเซีย น้ำมันขึ้นไป 100 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล แต่พอสงครามลดระดับ ราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ครั้งนี้ราคาน้ำมันน่าจะค้างอยู่ที่ 80-90 เหรียญ คือเพิ่มขึ้น 15-20% และเป็นการปรับขึ้นในระยะยาว

นั่นหมายความว่า “สงครามอาจจะจบ แต่ปัญหาพลังงานยังไม่จบ”

นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิระบุว่า จากที่รัฐบาลไทยใช้มาตรการอุ้มราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาดีเซลที่ปัจจุบันมีการอุดหนุนอยู่ที่ลิตรกว่า 20 บาท ถือว่าเป็นการบิดเบือนกลไลตลาด และส่งผลกระทบต่อภาระหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น

เรียกว่ารัฐบาลจะเจอปัญหา 3 เด้ง นั่นคือ

เด้งที่ 1 รายจ่าย/หนี้เพิ่มขึ้นจากการอุ้มราคาพลังงาน

เด้งที่ 2 เศรษฐกิจโตต่ำ 1% กว่าๆ จากภาคส่งออกและท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก

และเด้งที่ 3 คือรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลที่จะลดลง

ประธานสภาพัฒน์กล่าวว่า จากนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำมันดีเซลกลายเป็นพลังงานเศรษฐกิจ นับเป็นการบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างภาระงบประมาณการคลัง เช่นเดียวกับการอุดหนุนราคาก๊าซหุ้งต้ม

“มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานเป็นความหวังดีของรัฐบาล แต่การบิดเบือนตลาด ซึ่งกลายเป็นภาระรัฐบาล และที่สุดก็คือภาระประชาชน”

รัฐบาลต้องยอมรับความจริง “โลกเปลี่ยน” เกมพลังงานเปลี่ยนไป รัฐบาลต้องเลิกใช้มาตรการกองทุนน้ำมันอุดหนุนราคา เพราะเมื่อราคาไม่ลงไปต่ำเหมือนเดิม หมายความว่านโยบายอุ้มราคาพลังงานจะกลายเป็นภาระรัฐบาลที่ไม่จบสิ้น และจะกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลัง

ขณะที่ปัจจุบันศักยภาพนโยบายการคลังของไทยต่ำกว่าช่วงปี 2022 ช่วงนั้นหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 60.6% ตอนนี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 65-66% หากรัฐบาลยังฝืนใช้เงินมหาศาล ในการอุ้มราคาพลังงานและค่าไฟ ก็จะทำให้หนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้เพดาน 70% ของ GDP ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเล็งปรับลดอันดับของไทย

ประธานสภาพัฒน์ระบุว่า หากไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซ้ำเติมด้วยภาวะดอกเบี้ยระยะที่ปรับเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้รัฐบาลมีภาระดอกเบี้ยจากการกู้เงินมาโปะงบประมาณหรืออุ้มราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล และความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและจะกลายเป็น “วังวน” ปัญหาเศรษฐกิจไทย

จากปีนี้ที่เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงจะโตเพียง 1% กว่าๆ จากวิกฤตพลังงานอยู่แล้ว หากถูกลดเครดิตเรตติ้งจะยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะไม่สามารถกู้เงินมาแก้ปัญหาได้ง่ายหรือถูกเหมือนเดิมอีกต่อไป

ดร.ศุภวุฒิระบุว่า ภาพใหญ่ รัฐบาลต้องปฏิรูปด้านพลังงาน เพื่อลดส่วนการนำเข้าพลังงานต่อจีดีพี เพื่อที่จะปลดล็อกเศรษฐกิจของประเทศ

“รัฐบาลต้องมองให้ไกล เพื่อลดสัดส่วนของการนำเข้าน้ำมัน และก๊าซ LNG จากปัจจุบันสัดส่วนนำเข้าอยู่ที่ 7% ของจีดีพี ก่อนเกิดสงครามอ่าวอยู่ที่ 6% เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น สัดส่วนต่อจีดีพีก็เพิ่มขึ้น และถ้าเราไม่ปรับตัว ทำแบบเดิม สัดส่วนการนำเข้าพลังงานก็จะเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้มีความเสี่ยงของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และหากรัฐบาลเลือกอุ้มไปเรื่อยๆ ก็จะหมดหน้าตัก”

เมื่อสถานการณ์ความเป็นจริงเปลี่ยนไป รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ยอมรับความจริง เลิกอุดหนุนราคา เพื่อให้ทุกคนต้องปรับตัว และเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ

สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลก็สามารถช่วยเหลือได้ เพราะรัฐบาลมีข้อมูลอยู่แล้วว่า 15 ล้านคนคือใคร ก็ใช้วิธีโอนเงินต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร แทนที่จะเป็นการอุดหนุนราคาผู้ใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด เพราะคนที่ขับรถเบนซ์ บีเอ็มที่เติมน้ำมันดีเซลก็ไม่ต้องไปอุดหนุน รวมถึงภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจยอมรับความจริงและปรับตัว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องวางแผนปฏิรูปการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาวด้วย

ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า 2 โครงการสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดัน คือ

1. เปลี่ยนระบบการขนส่งสินค้า จากรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซล เป็นการใช้ “รถไฟขนส่งสินค้า” โดยให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานเดินรถไฟขนส่งสินค้า โดยเมื่อปลายปี 2568 สภาฯ ได้คลอด พ.ร.บ.ขนส่งทางรางฉบับใหม่ออกมาแล้ว สาระสำคัญคือ การเปิดให้เอกชนเข้ามา “เดินรถไฟ” ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากที่ผ่านมามีเพียง รฟท.เท่านั้นที่สามารถใช้รางรถไฟได้ และก็ไม่ได้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพทั้งที่มีการใช้งบประมาณลงทุนมหาศาล

ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนโครงสร้างการขนส่งให้ใช้ “รถไฟ” ในการขนส่งสินค้ามากขึ้น กฎหมายเปิดทางแล้ว

เรื่องที่ 2. ต้องรื้อโครงสร้างพลังงานไฟฟ้า จากปัจจุบันไฟฟ้าเกือบ 60% ที่ผลิตออกมาใช้เชื้อเพลิงก๊าซ LNG รัฐบาลต้องหยุดเพิ่มโรงไฟฟ้า LNG ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานโซลาร์มากขึ้น เพราะแสงแดดไม่มีใครมาปิดกั้นเราได้

รวมถึงการใช้ระบบ Direct PPA คือให้เอกชนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าสีเขียว สามารถขายไฟตรงได้ไม่ต้องผ่าน 3 การไฟฟ้าฯ และสิ่งสำคัญคือ ต้องแยกบทบาทการเป็นเรกกูเรเตอร์ออกจาก กฟผ. และให้ทำหน้าที่ดูแลสายส่งไฟฟ้าเป็นหลัก พร้อมกับการเร่งลงทุนระบบสมาร์ตกริดเพื่อรองรับไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนต่างๆ

“หากประเทศไทยเร่งทำ 2 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้น” ดร.ศุภวุฒิกล่าวและว่า

และนี่อาจเป็นการคว้าโอกาสครั้งสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตของประเทศไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ศุภวุฒิ สายเชื้อ’ ประธานสภาพัฒน์ ชี้ รัฐบาลเจอโจทย์ยาก 3 เด้ง สงครามจบ-วิกฤตพลังงานไม่จบ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...