โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'นิวเคลียร์' ตอบทุกโจทย์ พลังงานทดแทน & ลดโลกร้อน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 มี.ค. เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 03.02 น.

บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน

‘นิวเคลียร์’ ตอบทุกโจทย์

พลังงานทดแทน & ลดโลกร้อน

“นิวเคลียร์” กำลังกลับมาเป็นคำตอบสำคัญของโลก ในยุคที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดมิใช่เพียงความฝัน แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกประเทศต้องเผชิญ

เพราะการ “ปล่อยก๊าซเรือนกระจก” จาก “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ยังคงเป็นสาเหตุหลักของ “ภาวะโลกร้อน”

และแม้ “พลังงานหมุนเวียน” อย่างลมและแสงอาทิตย์จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องความไม่ต่อเนื่อง และความต้องการระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่

“นิวเคลียร์” จึงถูกมองว่าเป็นพลังงานพื้นฐานที่สามารถทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในบรรดา “เทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่” เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactors (SMRs) ได้รับการยกย่องว่าเป็นนวัตกรรมที่จะ “เปลี่ยนโฉมหน้าการผลิตไฟฟ้า” ในศตวรรษนี้

SMRs ถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กกว่า “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม” โดยแต่ละโมดูลมีกำลังการผลิตน้อยกว่า 300 เมกะวัตต์ไฟฟ้า (MWe) แต่สามารถต่อเชื่อมหลายโมดูลเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตตามความต้องการได้

จุดเด่นสำคัญคือ “ผลิตเสร็จจากโรงงาน” และขนไปติดตั้งได้ทันที ทำให้ลดเวลาและต้นทุนการก่อสร้าง เมื่อเทียบกับ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่” ที่ใช้เวลาหลายปี

อีกทั้งยังมี “ระบบรักษาความปลอดภัย” แบบ Passive Safety ที่ใช้ “หลักการทางฟิสิกส์” เช่น แรงโน้มถ่วง การพาความร้อนตามธรรมชาติ และแรงดัน เพื่อหยุดปฏิกิริยา หรือระบายความร้อน

โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้า หรือการควบคุมจากมนุษย์

สื่อมวลชนต่างประเทศ เช่น Financial Times และ The Economist รายงานว่า หลายประเทศกำลังเร่งลงทุนใน SMRs เพราะเห็นศักยภาพของการเป็น “พลังงานสะอาด” ที่เชื่อถือได้

สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหราชอาณาจักรได้ประกาศโครงการนำร่องเพื่อสร้าง SMRs ในพื้นที่ต่างๆ โดยมีเป้าหมายทั้งการผลิตไฟฟ้าและการใช้ “พลังงานนิวเคลียร์” เพื่อผลิต “ไฮโดรเจนสีเขียว” ซึ่งเป็น “เชื้อเพลิงแห่งอนาคต” สำหรับภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง

งานวิจัยจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า หากโลกต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 การลงทุนใน “นิวเคลียร์” จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า

SMRs จึงเป็นหัวใจสำคัญของการขยายกำลังการผลิต เพราะสามารถติดตั้งได้รวดเร็ว ยืดหยุ่น และเหมาะสมกับพื้นที่ที่ไม่สามารถรองรับโรง “ไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่”

นอกจากนี้ Reuters รายงานว่า โปแลนด์และโรมาเนียกำลังพิจารณาใช้ SMRs เพื่อแทนที่ “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ที่มีอยู่เดิม ซึ่งไม่เพียงช่วย “ลดการปล่อยคาร์บอน” แต่ยังสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคที่เคยพึ่งพา “เชื้อเพลิงฟอสซิล”

การเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า SMRs หาใช่เพียงเทคโนโลยีด้านพลังงาน แต่ยังเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ และสังคมที่สามารถสร้างความยั่งยืนในหลายมิติ

“ความปลอดภัย” เป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ SMRs พยายามตอบสนอง เหตุการณ์ “เชอร์โนบิล” และ “ฟุกุชิมะ” ยังคงเป็น “ภาพจำ” ที่ทำให้หลายประเทศลังเล

แต่ SMRs ได้รับการออกแบบให้ลดความเสี่ยงเหล่านี้อย่างมาก

เพราะระบบ Passive Safety ทำให้เครื่องปฏิกรณ์สามารถหยุดทำงานเองโดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์

ขนาดที่เล็ก และการใช้เชื้อเพลิงที่ทันสมัย จะช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ และการจัดการกากเชื้อเพลิงก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบางแบบสามารถใช้เชื้อเพลิงที่ผ่านการรีไซเคิล หรือลดปริมาณกากที่ต้องเก็บรักษาในระยะยาว

BBC รายงานว่า ความท้าทายของ SMRs ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ และการกำหนดกรอบกฎหมายที่ชัดเจน เพราะหลายประเทศยังคงมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบที่ทำให้การอนุมัติสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ใช้เวลานาน

แต่หากสามารถปรับปรุงกระบวนการอนุมัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล SMRs จะสามารถขยายตัวได้รวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญใน “ระบบพลังงานโลก”

SMRs มีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ การลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจาก “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่” ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และมีความเสี่ยงสูงหากโครงการล่าช้า

แต่ SMRs เป็นโมดูลเล็กๆ ที่สามารถเพิ่มจำนวนตามความต้องการ ทำให้ลดความเสี่ยงทางการเงิน และเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ง่ายขึ้น

เมื่อพิจารณาในภาพรวม “พลังงานนิวเคลียร์” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMRs เป็นสิ่งที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านพลังงานทดแทน และเรื่องการลดโลกร้อนได้อย่างแท้จริง

เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การพึ่งพา “เชื้อเพลิงฟอสซิล” ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ การผสมผสาน “พลังงานหมุนเวียน” กับ “นิวเคลียร์” จะเป็นเส้นทางที่ทำให้มนุษยชาติสามารถรักษาสมดุลระหว่างความต้องการพลังงานกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม

ในส่วนของสถานการณ์ “พลังงานนิวเคลียร์” ในประเทศไทยนั้น มีความซับซ้อน และได้รับการถกเถียงมาอย่างยาวนาน

ตั้งแต่การประกาศใช้ พ.ร.บ.พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ.2504 ในสมัย “รัฐบาลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการใช้ “พลังงานนิวเคลียร์เพื่อการผลิตไฟฟ้า”

ต่อมาในปี 2509 “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” เคยเสนอแผนสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” ขนาด 600 เมกะวัตต์ที่จังหวัดชลบุรี แต่โครงการต้องพับไป เนื่องจากการคัดค้านของประชาชน และการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่กลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศ

ในช่วงทศวรรษ 2000 รัฐบาลไทยได้ปัดฝุ่นแนวคิดการสร้าง “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” อีกครั้ง โดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าแห่งชาติ (PDP : Power Development Plan) ปี 2011-2021 แต่ก็ยังไม่สามารถเดินหน้าได้จริง เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย และยังมีแรงต้านจากสังคม

อย่างไรก็ตาม ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP 2024 ได้มีการบรรจุ “พลังงานนิวเคลียร์” ไว้ในแผนอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าขนาด 600 เมกะวัตต์ และการศึกษาเทคโนโลยี SMRs จากสหภาพยุโรป ฝรั่งเศส และจีน เพื่อเตรียมความพร้อมในอนาคต

ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มี “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์” แต่มีการวิจัยและพัฒนาในระดับชาติ คือที่ “สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)” ที่ภารกิจด้านการใช้ประโยชน์จากพลังงานปรมาณูเพื่อสันติในเชิงวิจัยและการแพทย์

เพราะภาครัฐมองว่า “นิวเคลียร์” เป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถช่วยเสริม “ความมั่นคงทางพลังงาน” และลด “การปล่อยคาร์บอน” ในระยะยาว แต่ต้องสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อประชาชนก่อน

กล่าวโดยสรุป สถานการณ์ “พลังงานนิวเคลียร์” ในประเทศไทยอยู่ในขั้น “ศึกษา” และ “เตรียมความพร้อม” มากกว่าการลงมือสร้างจริง

แม้จะมีการบรรจุไว้ในแผน PDP 2024 แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายยังต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงาน และการยอมรับจากภาคประชาชน

ปิดท้ายด้วย 4 คุณสมบัติที่โดดเด่นของ SMRs

1. ผลิตเสร็จจากโรงงาน : โมดูลถูกสร้างสำเร็จในโรงงาน และส่งไปติดตั้งที่ไซต์งานได้ทันที ลดเวลาและต้นทุนการก่อสร้าง เมื่อเทียบกับ “โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่” ที่ใช้เวลาหลายปี

2. มีความปลอดภัยเชิงระบบ : ใช้ “หลักการทางฟิสิกส์” เช่น แรงโน้มถ่วง การพาความร้อนตามธรรมชาติ และแรงดัน เพื่อหยุดปฏิกิริยา หรือระบายความร้อน โดยไม่พึ่งพาระบบไฟฟ้า หรือการควบคุมจากมนุษย์

3. ความยืดหยุ่นในการใช้งาน : สามารถติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล หรือเชื่อมต่อกับ “ระบบโครงข่ายไฟฟ้าในเมืองใหญ่” ได้ตามความต้องการ

4. ลดคาร์บอน : ผลิตไฟฟ้าโดยไม่ปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” จึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050

งานวิจัยจาก Ontario Tech University ในปี 2025 ยืนยันว่า การเร่งพัฒนาและติดตั้ง SMRs สามารถช่วยให้ประเทศต่างๆ บรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้เร็วขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคอุตสาหกรรมที่ยากต่อการ “ลดคาร์บอน” เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และเคมีภัณฑ์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘นิวเคลียร์’ ตอบทุกโจทย์ พลังงานทดแทน & ลดโลกร้อน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...