เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่ง Sideways to Sideways Down ในกรอบ 1,480-1,500 จุด โดยแม้อิสราเอล-เลบานอนจะตกลงหยุดยิงชั่วคราว 10 วัน แต่ตลาดไม่ได้ให้น้ำหนักมากนัก และยังจับตาดูพัฒนาการเจรจาสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านต่อเนื่องในสัปดาห์หน้าว่าจะขยายระยะเวลาหยุดยิงและเจรจารอบ 2 ได้หรือไม่
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ล่าสุดเข้าใกล้ระดับจิตวิทยาที่ US$100 ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ส่งผลให้ภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ชะลอตัวลงเล็กน้อย นอกจากนี้เราประเมินว่าจะยังมีแรงกดดันจาก DELTA ที่คาดยังเห็นแรงขายต่อเนื่องหลังติด Cash Balance และเสี่ยงหลุด SET50/100 หากถูกขยายเวลากำกับการซื้อขายในเดือน พ.ค.
ด้านปัจจัยในประเทศโฟกัสอยู่ที่นโยบายพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงภาวะราคาพลังงานแพง โดยคลังฯเตรียมขยับเพดานหนี้สู่ระดับ 70% จากปัจจุบันที่ 66% นอกจากนี้กลุ่มธนาคารจะทยอยประกาศกำไร 1Q26 ครบทุกธนาคารในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจเป็น Indicator สำหรับกลุ่ม Real Sector ที่จะทยอยประกาศตามมาในระยะถัดไป
กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : CPN
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 73 บาท
• วางแผนลงทุน 1.1 แสนลบ. ใน 5 ปีข้างหน้า ขยายธุรกิจ Retail mixed-use ขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว และมีโครงการในมืออย่างแข็งแกร่ง พร้อมแผนเปิดศูนย์การค้าหลายแห่ง รวมถึงโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ
• เป้าการเติบโตของรายได้ของบริษัทในช่วง 5 ปีข้างหน้าที่ high single digit สอดคล้องกับคาดการณ์ของเราที่ 6.5% CAGR ในส่วนของกำไรปกติ เราคาดเติบโตเฉลี่ย 6.9% CAGR ในช่วงปี 2026-28 โดยเฉพาะในปี 2026 ที่คาดโตสูง 13% y-y valuation น่าสนใจ
• แนวรับ 64.50 บาท แนวต้าน 66.50//68.50 บาท
ด้านบล.ดาโอ คาดตลาดหุ้นวานนี้ เปิดทำการด้วยการรอคอยการเจรจาหยุดยิงรอบสองของสหรัฐฯ-อิหร่าน และผลกระทบจากหุ้น DELTA ติด “Trading Alert” ฉุดดัชนีฯลงไปถึง 18 จุด คาดวันนี้ ตลาดจะแกว่งกรอบแคบๆ ก่อนเข้าวันสู่วันหยุด และรอดูผลเจรจาหรือความคืบหน้า ที่มีกำหนดเส้นตายข้อตกลงเดิมในวันที่ 21 เม.ย. นี้
ปัจจัยในประเทศ
- หุ้นธนาคาร เข้าสู่ช่วงการรายงานผลประกอบการ 1Q-2026 : เราคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มจะอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท (ลดลง 11% YoY จาก NIM ที่อ่อนตัว แต่เพิ่มขึ้น 9% QoQ จาก OPEX ที่ลดลงตามฤดูกาล) ทั้งนี้ TISCO นำส่งกำไรมาแล้วที่ 1.7 พันล้านบาท ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ … เราประเมินว่า ด้วยหุ้นธนาคารหลายตัว ยังไม่ขึ้น “XD” กอรปกับผลการดำเนินงานยังถือว่าดี จะช่วยหนุนให้นักลงทุนยังคง “ถือ” หรือเข้ามาเก็งกำไรหุ้นธนาคารในช่วงนี้
- มาตรการภาษีของสหรัฐฯ : รัฐบาลสหรัฐฯเตรียมนำมาตรการภาษีศุลกากร กลับมาใช้ภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยจะเปลี่ยนมาใช้การสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) แทน …. ด้าน รมว.พาณิชย์ ของไทย ได้ให้ข่าวว่า เรื่อง การมีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า และเรื่องการใช้แรงงาน ได้มีการชี้แจงกับทางสหรัฐฯไปแล้ว
- DELTA มีผลลบต่อดัชนีฯ น้อยลง : วานนี้ DELTA ติด Trading Alert (cash balance) เป็นวันแรก จึงมีผลต่อ SET Index มากกว่าปกติ ราว -18 จุด วันนี้ คาด DELTA จะเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบลง ทั้งนี้ SET Index ที่ไม่รวมผลของการเปลี่ยนแปลงราคาหุ้น DELTA จะบวกราว 0.9 จุด
- สถานะกองทุนน้ำมันและราคาพลังงาน: กระทรวงพลังงานรายงานปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศมีเพียงพอใช้ 110 วัน ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 61,591 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 188.28 ล้านบาท (ราคาขายปลีกดีเซล B7 อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร)
- “ศุภจี” ส่งสัญญาณสินค้าอุปโภค-บริโภค, ปุ๋ยเคมี จ่อขึ้นราคา พาณิชย์เตรียมรับมือเงินเฟ้อเม.ย.พุ่ง
- Fund Flow นักลงทุนต่างชาติ: สรุปปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวานนี้ นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิสูงถึง 3,170 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 3,435 ล้านบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2,175 ล้านบาท
- ค่าเงินบาท: เงินบาทปิดตลาดเย็นวานนี้ที่ระดับ 31.99 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือน และแข็งค่านำสกุลเงินในภูมิภาค
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ตลาดกำลังอยู่ในช่วงรอการเจรจารอบสองที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้ สินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่ค่อยๆ ดีขึ้น แม้สหรัฐฯ จะยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวด เรามองว่าตลาดหุ้นทั่วโลกจะยังตอบรับในทางบวกต่อสงครามที่มีแนวโน้มยุติลง ทั้งนี้ S&P เตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ กลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะอินโดนีเซียจะเผชิญความเสี่ยงสูงสุด
- อิสราเอล-เลบานอน หยุดยิง 10 วัน : ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ข้อความบน Truth Social ในวันนี้ ระบุว่า อิสราเอลและเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน หลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้พบปะกันที่กรุงวอชิงตัน ดีซี … ข่าวนี้ ช่วยทำให้การเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน จบลงได้ง่ายขึ้น
- ตัวเลขเศรษฐกิจจีน: GDP ไตรมาส 1/2569 ของจีน ขยายตัวแข็งแกร่งที่ 5% (YoY) สูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่ 4.5% หนุนจากการส่งออกที่เติบโตชดเชยอุปสงค์ภายในประเทศ
- เข้าสู่ช่วงการรายงานผลประกอบการหุ้นธนาคารและ Tech ของสหรัฐฯ : หุ้นของสหรัฐฯ ได้เริ่มรายงานกำไร 1Q กันในสัปดาห์นี้ ส่วนใหญ่ผลประกอบการจะออกมาดี จึงเป็นสัญญาณในทางบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯด้วย ธนาคารบางแห่งรายงานผลได้รับผลกระทบจากปัญหา Private Credit น้อย (ทำให้นักลงทุนลดความกังวลลง)
- ตลาดพันธบัตร ส่ง buy signal ให้ตลาดหุ้น : เมื่อดูจาก Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐฯ ที่ปรับลงมา 4.3% รวมทั้ง US Bond Yield Curve ที่มีการ shift ทั้งเส้นลงมาจนต่ำกว่าระดับ 1 เดือนก่อนหน้านี้ เป็นสัญญาณว่านักลงทุนลดความกังวลในเรื่องสงคราม ที่ทำให้ expected inflation และ ดอกเบี้ย ลดลงได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีต่อตลาดหุ้น ค่าเงินบาท และ room หรือโอกาสในการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ ในปีนี้ มีมากขึ้น
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
- 20-Apr: CH | 1-Year Loan Prime Rate – คาดการณ์ 3.00%
Strategy
- นักลงทุนน่าจะรอดูผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยเรายังมองผลออกมาในทางบวกอยู่ (ไม่กลับไปร้ายแรง) ทิศทางตลาดยังเป็นไปตามที่ประเมิน เป้าหมายแรกรอบนี้ อยู่ในโซน 1523-1545 จุด
- กลยุทธ์หลักของเรายังผสมหุ้นแข็งแกร่ง และหุ้นที่ราคาลงมาลึก แบบ 50/50 โดยหุ้นแข็งแรง เราแนะนำหุ้นธนาคาร , GULF, ADVANC, TRUE, CPALL, AOT, CPN* ส่วนหุ้นที่ราคาลงมาลึก ให้คัดจาก list นี้ BA, BGRIM, AAV, ERW, OR, OSP
- หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ CPN, AOT เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย CPN(10%), AOT(10%), COM7(10%), BA(15%), BGRIM(15%), ERW(10%), KTB(10%), SCB(10%), ADVANC(10%)
Technical : CPN, THCOM
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,470 – 1,480 แนวต้าน 1,500 โดยคาดดัชนีทรงตัวระหว่างรอผลการเจรจาระหว่างสหรัฐ – อิหร่าน และรายงานกำไรกลุ่มธนาคาร Q1/69 ในสัปดาห์หน้า แนะนำทยอยซื้อกลุ่มค้าปลีก & อุปโภค เช่น CPALL,CPAXT,TNP,CBG,OSP,ICHI จาก ม.กระตุ้นกำลังซื้อ/ กลุ่มได้ประโยชน์จาก ม.หนุนการลงทุน เช่น GULF,GPSC,AMATA,WHA,CK,STECON / กลุ่มปลอดภัย เช่น ADVANC,TRUE,BH
HANA* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 24.40 บาท) แนวโน้มผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วจากการทยอยปรับโครงสร้างลดต้นทุนลดขนาดธุรกิจ แม้ภาพของตัวธุรกิจเดิมยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดโดยเฉพาะโรงงานในจีนและธุรกิจ SiC แต่ก็มีความคาดหวังจากการเซ็นสัญญาร่วมกับ Phononic ที่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี Solid State Cooling System คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาใน 2H69 และเติบโตขึ้นในปี 70 สอดคล้องกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรม AI Data Center ที่กินพลังงานสูงซึ่งต้องการระบบ Cooling GPU อิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรปี 69-70 อยู่ที่ 843 ล้านบาท +26%YoY และ 1.16 พันล้านบาท +38%YoY
COM7* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 29.63 บาท) ภารวมธุรกิจได้อานิสงส์จากสินค้าสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ที่มี AI อยู่ในเครื่องกำลังมาแรง ขณะที่เรายังมีมุมมองบวกต่อกลุ่มธุรกิจ Non-IT ที่มีมาร์จิ้นดีจากการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ (UFUND) การปล่อยเช่า EV Taxi (AION) และ iCare ส่วนการดำเนินงานช่วง 1Q69 คาดว่าจะดีต่อเนื่อง YoY จากธุรกิจ Non-IT แม้จะกดดันบ้างจากปีนี้ไม่มีม. Easy E-Receipt โดยทาง COM7* ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 69 +10%YoY ทั้งนี้ ตลาดคาดกำไรสุทธิของ COM7* ปี 69 และ 70 จะอยู่ที่ 4,411ลบ.(+9%YoY) และ 4,693ลบ.(+6%YoY)