โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่ใช่เรื่องเล็ก!! อยู่ในระดับเตือนภัย! อากาศร้อน รัฐบาลต้องมีระบบเตือนภัยฉุกเฉิน คนทำงานกลางแดดเสี่ยงเสียชีวิต

TOJO NEWS

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Admin Tojo

สหัสวัต ชี้ ความร้อนไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อย และไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนรับมือได้เท่ากัน โดยเฉพาะสำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ต้องมีระบบเตือนภัยฉุกเฉิน

ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า วันที่ 6 เมษายน 2569 นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสเฟสบุ๊ก ระบุว่า…

ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคมของทุกปี ประเทศไทยต้องเผชิญกับอากาศร้อนจัดเป็นประจำ จนเรามองว่าเป็นเรื่องปกติของประเทศร้อน ของเมืองร้อน ความร้อนจึงกลายเป็นเรื่องที่เราคุ้นชิน และมักถูกลดทอนให้เหลือเพียงความไม่สบายตัว เพียงแค่เปิดพัดลมหรือเปิดแอร์ก็น่าจะพอทุเลาได้แล้ว

ในความเป็นจริง ความร้อนไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อย และไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนรับมือได้เท่ากัน โดยเฉพาะสำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง

ข้อมูลของกรมควบคุมโรคระบุว่า ในปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับอากาศร้อนถึง 63 ราย และในปี 2568 มี 21 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ประกอบอาชีพรับจ้าง และมากกว่า 60% เสียชีวิตขณะอยู่กลางแจ้ง ขณะที่กว่าครึ่งหนึ่งมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ

หากดูข้อมูลย้อนหลังในประเทศไทยช่วงปี 2018–2023 ซึ่งเก็บเฉพาะฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน ก็พบผู้เสียชีวิตรวม 139 ราย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้ชาย ผู้สูงอายุ คนทำงานกลางแจ้ง และผู้มีโรคประจำตัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความร้อน” ไม่ได้เป็นเพียงสภาพอากาศ แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและแรงงานที่กระทบคนจำนวนมาก

งานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศยืนยันตรงกันว่า ความร้อนมีผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง ตั้งแต่การเพิ่มความเสี่ยงของภาวะลมแดด การบาดเจ็บจากการทำงาน ไปจนถึงการเพิ่มความเสี่ยงของภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมีงานศึกษาพบว่า เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความเสี่ยงของภาวะไตวายจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนและในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว

นอกจากนี้ สิ่งที่มาคู่กับอากาศร้อนแต่เรามักมองข้ามคือรังสียูวี โดยองค์การอนามัยโลกระบุว่า เมื่อค่า UV Index ตั้งแต่ 3 ขึ้นไปก็ควรเริ่มป้องกัน และเมื่อสูงตั้งแต่ 8 ขึ้นไปควรหลีกเลี่ยงแดดช่วงกลางวันให้มากที่สุด ดังนั้น การป้องกันจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงครีมกันแดด แต่ต้องรวมถึงการสวมเสื้อผ้าที่ปกปิด การใช้หมวกหรือแว่นกันแดด การหาที่ร่ม และการลดเวลาทำงานกลางแจ้งในช่วงแดดจัด

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “อากาศร้อนแค่ไหน” แต่คือ “เราปกป้องคนทำงานจากความร้อนแค่ไหน”

ในหลายประเทศ ความร้อนไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถูกกำหนดให้เป็น “ความเสี่ยงด้านแรงงาน” ที่ต้องมีมาตรการชัดเจน ตัวอย่างเช่น ประเทศสเปนและกรีซมีมาตรการห้ามทำงานกลางแจ้งเมื่ออุณหภูมิสูงถึงระดับอันตราย ขณะที่ประเทศในตะวันออกกลางอย่างกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีกฎหมายห้ามทำงานกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวันของฤดูร้อนอย่างชัดเจน ส่วนในฝรั่งเศสและออสเตรเลีย มีระบบกำหนดเวลาพักและเปิดโอกาสให้แรงงานหยุดงานได้เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นอันตราย

แต่ประเทศไทย แม้จะมีกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานที่กล่าวถึงความร้อน และมีการใช้มาตรฐานอย่าง WBGT อยู่แล้ว กลับยังไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า “เมื่อใดควรหยุดงาน” และในทางปฏิบัติ คนทำงานจำนวนมากยังต้องทำงานต่อไป แม้อุณหภูมิจะสูงเกินระดับปลอดภัย

ในช่วงที่ภาวะอากาศร้อนรุนแรงขึ้นเช่นนี้ รัฐจึงควรมีมาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดระดับความร้อนที่ต้องหยุดงานกลางแจ้ง การออกกฎเกณฑ์เรื่องเวลาพักและการปรับเวลาทำงาน การกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับอาชีพที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น แรงงานก่อสร้าง พนักงานทำความสะอาด คนขับส่งของ และตำรวจจราจร ตลอดจนการจัดให้มีน้ำดื่มที่เพียงพอ อุปกรณ์ป้องกัน และพื้นที่พักที่ระบายอากาศได้ดี

ขณะเดียวกัน รัฐควรมีระบบเตือนภัยเชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง เช่น การแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือระบบสื่อสารฉุกเฉิน เมื่อค่าดัชนีความร้อนหรือรังสียูวีอยู่ในระดับอันตราย พร้อมทั้งจัดตั้งจุดพักคลายร้อนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้มีที่หลบเลี่ยงความร้อน

ท้ายที่สุด เราต้องเลิกมองว่าอากาศร้อนเป็นเรื่องเล็ก เพราะสำหรับบางคน ความร้อนอาจเป็นเพียงความไม่สบายตัว แต่สำหรับอีกหลายคน โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้งและผู้มีโรคประจำตัว ความร้อนอาจหมายถึงการเจ็บป่วย การสูญเสียรายได้ หรือแม้กระทั่งชีวิต

ทุกวันนี้ คนไทยไม่ได้เผชิญแค่ “อากาศร้อน”
แต่กำลังเผชิญ “ความร้อนที่ไม่เป็นธรรม”

ความร้อนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของธรรมชาติ แต่มันคือโจทย์เชิงนโยบาย ที่รัฐต้องรับผิดชอบ และออกมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...