ปชน.วาง 20 ขุนพล ชำแหละนโยบายรัฐบาล ไม่พูดซ้ำซ้อน เหน็บ‘ครม.หนู’ไร้เชื่อมั่น
ปชน. เปิดธีม ‘พอแล้วไม่ไหวแล้ว’ นำทีม 20 สส. ชำแหละนโยบายรัฐบาล เบรกรัฐบาลไม่ต้องดักคอฝ่ายค้าน บอกทุกเวทีคือซักฟอกอยู่แล้ว เหน็บ ‘ครม.หนู’ไร้ความเชื่อมั่น ยันไม่มีพูดซ้ำซ้อนแน่นอน
เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 7 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาล ว่า การแถลงนโยบายในครั้งนี้ เรามาในธีม “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ซึ่งพรรคพร้อมเป็นตัวแทนส่งเสียงสะท้อนไปยังรัฐบาล ถึงความเดือดร้อนของประชาชน ตนคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือมองไปข้างหน้า
หากเรามองวิกฤตที่ผ่านมา ในเรื่องฝุ่น PM 2.5 และน้ำมัน รัฐบาลมักตามแก้ปัญหาย้อนหลัง ตั้งแต่มีวิกฤตแรกๆ ก็มีประชาชนสะท้อนว่าอยากให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลว่ามีใครกักตุนน้ำมันหรือไม่ ซึ่งตอนแรกรัฐบาลยืนยันว่าไม่มี แต่สุดท้ายก็แถลงอีกแบบ สุดท้ายคนที่กักตุนน้ำมันแสวงหาผลประโยชน์ บนความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ วิกฤตเรื่องฝุ่นก็เช่นเดียวกัน มีการเกิดขึ้นทุกปี
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แม้เราเรียกร้องมาตลอดว่าการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอและการให้สวัสดิการที่ดีและเพียงพอ ประกันกลุ่ม ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็เป็นสิ่งสำคัญ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เรามักเห็นการแก้ไขปัญหาย้อนหลัง เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องค่อยออกไปแสดงความเสียใจ เราทุกคนเสียใจ แต่จริงๆรัฐบาล ควรบริหารจัดการล่วงหน้าได้ดีกว่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสีย
เมื่อถามว่าจะชู 2 ประเด็นดังกล่าวนี้ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นี่เป็นวิกฤตเฉพาะหน้าที่ประชาชนเดือดร้อนมากๆ อยู่ขณะนี้ แต่จริงๆ ประเทศเรามีวิกฤตเรื่องเศรษฐกิจที่โตรั้งท้าย เช่น ปัญหาด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม หรือตลาดพลังงานที่เราเรียกร้องให้มีการเปิดเสรี การเกณฑ์ทหาร
โดยพรรคประชาชนได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ไม่ต่ำกว่า 20 คน คงจะอภิปรายทุกอย่างได้อย่างรอบด้าน ตนจะเป็นผู้อภิปรายเปิด แล้วตามด้วยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ชุดแรกอาจจะเปิดอภิปรายด้วยประเด็นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนรอฟังอยู่ทั้งประเทศ และจะอภิปรายต่อเนื่องจนครบทุกด้าน
เมื่อถามว่าหลังจากได้เห็นตัวร่างนโยบายของรัฐบาลแล้ว ประเมินว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากที่เห็นความพยายามที่จะปรับให้มีอะไรใหม่ๆ เช่น การตั้งคลัสเตอร์ ยุทธศาสตร์การบริหารแบบบูรณาการขึ้นมา 5 กลุ่ม
ตนเชื่อว่าสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พยายามทำ คือเขาพยายามจะเอานโยบายของพรรคอื่นๆ ที่อาจจะเห็นว่าดีไปมัดรวมกัน หากดูเฉพาะนโยบาย ตนคิดว่าในหลักการไม่ได้ติดขัด หลายอย่างพรรคประชาชนเคยเสนอในส่วนนี้ เช่น เรื่องโครงสร้างของทีมบริหาร
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แต่การออกแบบโครงสร้างผังบริหาร นโยบายที่เอาจากพรรคอื่นๆ มามัดรวมกันอาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่จำเป็นของประเทศไทยในขณะนี้ คือการขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีพลัง นโยบายจะขับเคลื่อนอย่างมีพลังได้ต้องมีการร่วมมือจากทุกส่วน
สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการไว้เนื้อเชื่อใจ สิ่งที่เป็นปัญหาสูงสุดของรัฐบาลในขณะนี้คือประชาชนและภาคเอกชน ขาดความเชื่อมั่น เชื่อใจในรัฐบาล กับการที่ประชาชนตั้งคำถามว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ที่มาที่ไปของฐานอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ ตกลงมาจากไหน
”เราอาจจะเห็นโฉมหน้าของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายคนที่อาจมีความรู้ความสามารถจริงในบางสาย แต่ส่วนใหญ่เรายังเห็นโฉมหน้าของครม.ที่มาจากโควตาทางการเมือง พวกเรายืนยันมาตลอดว่า โฉมหน้าของครม. ลักษณะนี้ต่อให้จะมีนโยบายที่สวยหรูขนาดไหน ก็อาจไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างใหญ่ๆ ได้ หากไม่กล้าชนกับคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมือง“ นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าจากบริบททางการเมืองหรือนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ครบเทอม 4 ปีหรืออยู่ได้ยาวหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จะอยู่ครบเทอมหรือไม่ ตนคิดว่าอยู่ที่รัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับให้กับประชาชนหรือไม่
การแถลงนโยบายคือจุดเริ่มต้น สิ่งที่ตนคิดว่าสำคัญไม่แพ้คือการทำให้ประชาชนเห็นว่าที่มาของรัฐบาลชุดนี้มีความถูกต้อง ซึ่งความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ควรเริ่มต้นมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม เช่น ความผิดปกติที่จ.สุพรรณบุรี เขต 2 ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นผู้สมัครของสส.พรรคภูมิใจไทย ไม่จำเป็นต้องรอการแสวงหาข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
จริงๆ การตรวจสอบคนในพรรคตัวเอง สามารถดำเนินการทำได้เลย ขณะนี้เราพยายามเดินหน้าทุกช่องทาง และเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินคดีทุกช่องทาง ที่ทำได้ โดยฝ่ายกฎหมายของพรรค นำโดยนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดำเนินการเรื่องนี้อยู่ รวมถึงบุคคลที่อยู่ในครม. ต้องไม่มีผลประโยชน์
ก่อนหน้านี้เราก็เห็นนายกฯ ออกมาปกป้องนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม แต่สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่ทำไมไม่แสดงความบริสุทธ์ใจก่อนหน้านี้
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าฝั่งรัฐบาลจะมองว่าฝ่ายค้านใช้เวทีนี้เป็นเวทีซักฟอก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเวทีในสภาฯ ทุกเวทีคือเวทีซักฟอกรัฐบาลอยู่แล้ว แต่จะซักฟอกหนักแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือซักฟอกแบบปกติที่เราต้องตรวจสอบรัฐบาลทุกวัน ตนคิดว่าเป็นกลไกธรรมดาของรัฐสภาที่เราต้องใช้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย หรือในคณะกรรมาธิการ เป็นการซักฟอกรัฐบาลทุกอันอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าการอภิปรายจะซ้ำซ้อนหรือไม่ เนื่องจากนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เคยระบุว่าไม่อยากให้มีการอภิปรายที่ซ้ำซ้อน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ดูที่เนื้อหาเชื่อว่าผู้อภิปราย 20 คน ของพรรคประชาชน เตรียมเนื้อหาการอภิปรายมาอย่างดี แบ่งพาร์ทกันมาอย่างดี ไม่มีการอภิปรายซ้ำซ้อนแน่นอน
ส่วนผู้อภิปรายอื่นๆ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาควรพยายามควบคุมเนื้อหาการอภิปรายของตนเองไม่ให้มีความซ้ำซ้อน
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนถูกโจมตีมาตลอด มีวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คิดว่าเราทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา หากจะใช้ข้อบังคับหรือเทคนิควิธี เพื่อมตีรวน กระบวนการในสภาเราเองก็พร้อมลุกขึ้น ตอบโต้
แต่ตนไม่อยากให้เวทีสภาที่ประชาชนรอรับฟังว่ารัฐบาลมีนโยบายอะไรบ้าง ตอบโจทย์หรือไม่ตอบโจทย์ สุดท้ายกลายเป็นว่า สมาชิกรัฐสภาในฐานะที่จะต้องตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาล มาทะเลาะกันเอง ไม่อยากให้เวทีนี้เป็นเวทีที่ประชาชนติดตามแล้วรู้สึกว่ารัฐสภาไม่ได้ทำหน้าที่ของตนเอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปชน.วาง 20 ขุนพล ชำแหละนโยบายรัฐบาล ไม่พูดซ้ำซ้อน เหน็บ‘ครม.หนู’ไร้เชื่อมั่น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th