“สีหศักดิ์” ย้ำ ทบทวนฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว ปรับลดเหลือไม่เกิน 30 วัน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เผย ถึงการทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าว่า กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าวีซ่ามีหลายประเภท โดยฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวให้ระยะเวลา 60 วันอาจจะมากไป และอาจมีคนที่ไม่ได้เข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์การท่องเที่ยว แต่อาศัยเข้ามาตรงนี้จึงต้องดูแลให้รัดกุม โดยเรื่องนี้เตรียมเสนอตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 แต่เป็นช่วงของการเลือกตั้งจึงเลื่อนออกไป และขณะนี้ต้องเร่งเสนอ โดยกระบวนการทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ต้องสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เชื่อว่าคงไม่มีปัญหา เพราะคณะกรรมการวีซ่าที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูอยู่แล้ว ตนได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าเรื่องวีซ่าปัจจุบันมีจำนวนมากที่มีการผลักดันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะเป็นวัตถุประสงค์ที่ดี เช่น เข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ แต่บางครั้งอาจเกินความจำเป็น จึงต้องมาดูหลักเกณฑ์ว่าเป็นอย่างไร มีความจำเป็นขนาดไหน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะได้ข้อสรุปยุบรวมหลักเกณฑ์ในการออกวีซ่าเมื่อไหร่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำลำดับแรกคือ เรื่องฟรีวีซ่า ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนักท่องเที่ยว สืบเนื่องจากกรณีชาวจีน ที่มีคนไปบอกว่าตนให้ความเห็นเรื่องวีซ่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ ความจริงไม่ใช่ เพราะก่อนหน้านี้ทำมาแล้ว นอกจากนั้นจะดูภาพรวมวีซ่า ซึ่งมีจำนวนมากว่าจำเป็นหรือไม่ และจะยุบรวมได้หรือไม่
เมื่อถามว่า กรณีชาวจีนจะมีเรื่องการพิจารณาลดเวลาพำนักในประเทศไทย หรือจะยกเลิกไปเลยกรณีฟรีวีซ่า นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราไม่ได้มุ่งที่ประเทศใด แต่ดูที่กิจกรรมที่อาจสร้างปัญหาให้กับประเทศไทย โดยจะต้องออกวีซ่าให้กำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยว ไม่น่าจะเกิน 30 วัน และกำหนดหลักเกณฑ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ รวมถึงคนที่เข้ามาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของวีซ่านั้นๆ หรือไม่ เราไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ใครที่เข้ามาประกอบกิจกรรมที่เราไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับภัยเรื่องความมั่นคง อย่างเช่น กรณีชายชาวจีนที่เราจับกุม เราต้องเข้มงวด
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า กรณีทหารกัมพูชาจับตัวคนไทยหาของป่าในข้อหาลักลอบข้ามแดนว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการ เรื่องการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของทนายความ ขณะนี้มีการประสานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมติดตามอย่างใกล้ชิด
เมื่อถามถึงกรณีทางการกัมพูชาขึ้นทะเบียนบันทึกความเข้าใจ ระหว่างไทยและกัมพูชาปี 2001 หรือที่ฝ่ายไทยเรียกว่า MOU 2544 เพื่อเป็นหลักฐานเรื่องเส้นเขตแดน ก่อนที่รัฐบาลไทยจะประกาศยกเลิก นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกัมพูชาเป็นรัฐภาคีของกฎหมาย อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS ซึ่งเป็นกรอบเดียวกันกับที่เราจะพูดคุย ในขณะที่ MOU 2544 เรายกเลิกไปแล้ว ได้เห็นว่าการเจรจาภายใต้ UNCLOS เป็นเรื่องที่ดี ไม่ต้องเสียเวลา แต่ยังไม่ควรที่จะสรุปว่าจะใช้กลไกใด
เมื่อถามถึงการที่กัมพูชาไปขึ้นทะเบียน MOU 2544 เพื่อบันทึกเป็นหลักฐานถึงเส้นขีดแดนที่กัมพูชาอ้างลากผ่านเกาะกูด จ.ตราดของไทย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า อันนั้นไม่ได้ เพราะภายใต้กฎหมาย UNCLOS ต้องไปดูเรื่องเขตแดน ซึ่งเป็นกติกากฎหมายระหว่างประเทศ ที่สากลยอมรับ ตนไม่ทราบว่าเขาไปแอบขึ้นทะเบียนอะไรอย่างไร รู้เพียงอย่างเดียวว่าจะคุยกันภายใต้กฎหมาย UNCLOS
เมื่อถามว่า จะไม่มีผลต่อเกาะกูดของไทยใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หากมีการลากเส้นจะรู้เลยว่าเกาะกูดเป็นของไทยอยู่แล้ว