‘เอกนิติ’ มั่นใจ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เข้าข่ายความมั่นคงเศรษฐกิจ -ไม่ขัด รธน.
‘เอกนิติ’ มั่นใจ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน – ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ชี้เข้าข่ายเป็นเรื่องเร่งด่วน – เพื่อรับมือวิกฤติพลังงาน – แก้ปัญหาปากท้องประชาชน – บรรเทาผลกระทบค่าครองชีพพุ่ง – เสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
หลังจากที่ฝ่ายค้านนำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 173 ร่วมกันลงชื่อ และยื่นหนังสือถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา โดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีรัฐบาลใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น ชอบด้วยกฎหมาย และขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะมีการนำเงินดังกล่าวมาแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน และเชื่อว่าทุกประเทศทั่วโลก ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานกันทั้งหมด แต่ก็มีนักการเมืองหลายคนนำวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต อย่างเช่น วิกฤติค่าเงินบาทในช่วงปี 2540 หรือวิกฤติแบงก์ล้ม ซึ่งมันไม่เหมือนกับวิกฤติครั้งนี้ที่เป็นเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลยืนยันว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น และเร่งด่วน และคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว
หากเราไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในวันนี้ วิกฤติพลังงานจะมีมาอีกหลายระลอก ซึ่งผมได้พูดมาหลายครั้งแล้ว และตรงกับประธานาธิบดีอีกหลายประเทศที่ได้พูดถึงวิกฤติครั้งนี้ เริ่มจากระลอกที่ 1 เป็นวิกฤติสงคราม ระลอกที่ 2 เป็นวิกฤติราคาพลังงานและน้ำมัน และระลอกที่ 3 เป็นวิกฤติต้นทุน วันนี้เราเริ่มเห็นเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นแล้ว และจะนำไปสู่วิกฤติค่าครองชีพ
ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า หากไม่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ รอให้เกิดปัญหาค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น รายได้ของประชาชนก็จะลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กอย่างรุนแรง จนไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง และจะตามมาด้วยปัญหาคนตกงาน และถ้าเราปล่อยให้วิกฤติเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ก็ยากที่จะแก้ไขได้ จึงขอยืนยันว่า การออ พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่มีความจำเป็นต้องตราเป็นพระราชกำหนด และล่าสุด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับไปแล้ว รัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าต่อไป
ส่วนที่ถามว่าทำไมไม่รอใช้แหล่งเงินจากงบประมาณปกติ เพื่อนำเงินมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดร.เอกนิติ ตอบว่า “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก 2 แสนล้านบาท จะนำมาใช้ในการเยียวยาประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ส่วนที่ 2 วงเงิน 2 แสนล้านบาทหลังนี้จะนำมาใช้ในการเปลี่ยนแผนพลังงาน เพื่อให้ประชาชนกลับมาแข็งแรงขึ้น คือ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งบรรเทาผลกระทบ และทำให้ประชาชนกลับมาแข็งแรงขึ้นด้วย อย่างนี้ไม่ดีกว่าหรือ”
“วันนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงานมากกว่าประเทศอื่น เนื่องจากเรานำเข้าพลังงานในปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน ลดการนำเข้าพลังงาน แต่ถ้าเรายังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจำนวนมากต่อไป โดยที่ไม่รู้ว่าวิกฤติสงครามจะจบลงเมื่อไหร่ ประชาชนก็จะได้รับผลกระทบที่ตามมาอีกหลายระลอก และจะกลายเป็นปัญหาปากท้อง ประชาชนเดือดร้อน ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น” ดร. เอกนิติ กล่าว