ผ่า 3 คดีร้อนเมษายน ในมือ 3 องค์กร สะเทือนการเมืองไทย
บรรยากาศการเมืองไทยก้าวเข้าสู่เดือนเมษายน 2569 ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจาก “3 คดีร้อน” ที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ 3 องค์กรสำคัญ ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งแต่ละคดีอาจก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองไทย
คดีอดีต 44 สส.ส้มจ่อศาลฎีกา
คดีแรกที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือ กรณี 44 อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคก้าวไกล ที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่ง ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดไปก่อนหน้านี้ และล่าสุดได้ผ่านขั้นตอนสำคัญในการ “รับรองคำร้อง” เพื่อนำส่งศาลฎีกาแล้ว
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ในข้อหาผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนทางธุรการ ในการจัดเตรียมเอกสารพร้อมคำร้องเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยในทางธุรการจะต้องมีการประสานงานกับทางศาลว่ามีความพร้อมเมื่อไหร่ เนื่องจากเอกสารประกอบคำร้องมีจำนวน 56 ชุด อีกทั้งจะต้องมีสำเนาเอกสารให้กับคู่ความด้วย ดังนั้น จะต้องดูความพร้อมของสำนักงานฯ ว่าจะสามารถยื่นคำร้องได้เมื่อไหร่ ยืนยันว่าจะต้องดำเนินการโดยเร็ว
ส่วน สส.ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในนามพรรคประชาชนจะต้องมีการหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะมองเรื่องนี้อย่างไรเนื่องจากในขณะถูกร้อง สส.ดังกล่าวเป็น สส.อยู่ในสมัยเดิม แต่ปัจจุบันได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ จำนวน 10 คน ซึ่งอยู่ในรายชื่อ 44 สส.ด้วย จึงต้องดูว่า ศาลฎีกาจะสั่งรับคำร้องและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่
“หากเป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานกฤษฎีกาตีความไว้ สส.ดำรงตำแหน่งอยู่ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย้ำว่าจะต้องรอดูคำสั่งของศาลฎีกา ป ป.ช.คงไปก้าวล่วงไม่ได้ แต่ในส่วนของการจัดทำคำร้องหรือคำขอของสำนักงานป.ป.ช. ก็ต้องเสนอให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยอยู่แล้ว ซึ่งกระบวนการจะไปจบที่ศาล” เลขาธิการ ป.ป.ช.ระบุ
ทั้งนี้ในจำนวนอดีต 44 สส.นั้น บุคคลสำคัญคือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไป หลังถูกสั่งยุบพรรค และปัจจุบันมี 10 คน ที่ยังดำรงตำแหน่ง สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ในนามพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งอยู่ในข่ายเสี่ยงถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
ประกอบด้วย สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ได้แก่ 1.ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 2.ศิริกัญญา ตันสกุล 3.รังสิมันต์ โรม 4.วาโย อัศวรุ่งเรือง 5.ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 6.ณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
และ สส.แบบแบ่งเขต 2 คน ได้แก่ 9. ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพมหานคร 10.เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพมหานคร
สำหรับคดีนี้หากในที่สุด “ศาลฎีกา” พิพากษาว่าเป็นความผิด “จริยธรรมร้ายแรง” โทษสูงสุดของคดีคือ การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีพ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต, เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี
คดีดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นทางการเมืองสำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งสถานะของ สส.ในปัจจุบัน และมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยขั้นตอนต่อจาก ป.ป.ช. จะขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเป็นสำคัญ
คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 69
อีกหนึ่งคดีสำคัญอยู่ในมือ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งกำลังพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับรูปแบบบัตรเลือกตั้งปี 2569 ที่มีการใช้บาร์โค้ด และ คิวอาร์โค้ด โดยมีข้อร้องเรียนว่าอาจกระทบต่อหลักการ “ลงคะแนนลับ”
ขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างรอคำชี้แจงและพยานหลักฐานจากทั้ง กกต. และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้อง โดยยังไม่มีข้อสรุปว่าจะต้องมีการไต่สวนหรือไม่ เนื่องจากขึ้นอยู่กับความเพียงพอของข้อมูล
สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความว่า เทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในกระบวนการเลือกตั้งนั้น ขัดหรือสอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็น “ความลับของผู้ใช้สิทธิ” ซึ่งถือเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย
ศาลยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่า ผลการพิจารณาจะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ แต่ยืนยันว่า การวินิจฉัยจะยึดตามข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเป็นหลัก
ความน่าสนใจของคดีนี้ คือ การเลือกตั้งที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะกลายเป็น “โมฆะ” หรือไม่
ปมฮั้ว สว.รอความชัดเจน
คดีที่สาม แม้จะดูเงียบงันในเชิงข่าวสาร แต่กลับมีแรงสั่นสะเทือนสูงในเชิงโครงสร้าง คือ กรณีการไต่สวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการ “ฮั้ว” หรือจัดตั้งเครือข่ายเพื่อควบคุมผลการเลือก
คณะอนุกรรมการไต่สวนของ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ไปแล้ว แต่ขั้นตอนยังคงอยู่ในระดับการจัดทำสำนวนและร่างคำวินิจฉัย เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่
อย่างไรก็ตาม คดีนี้กลับยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน สร้างคำถามต่อสังคมถึง “ความล่าช้า” และ “แรงกดดันทางการเมือง”
สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ข้อกล่าวหาการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งครอบคลุมถึงการจูงใจ หรือ ซื้อเสียง หากพิสูจน์ได้ว่า เป็นความจริง จะไม่เพียงส่งผลต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ยังอาจลุกลามไปถึงสถานะของพรรคการเมืองบางพรรค และนำไปสู่บทลงโทษขั้นสูงสุด เช่น การยุบพรรค
3คดีชี้ชะตาทางการเมือง
ทั้ง 3 คดี แม้จะอยู่ในกระบวนการของคนละองค์กร แต่มีจุดร่วมสำคัญ คือ การชี้ชะตาทางการเมืองในมิติที่แตกต่างกัน
- คดี ป.ป.ช.-ศาลฎีกา เชื่อมโยงไปสู่ “สถานะของ สส.ค่ายพรรคส้ม”
- คดีศาลรัฐธรรมนูญ กระทบ “ความชอบธรรมของการเลือกตั้ง 2569”
- คดี กกต. สั่นคลอน “โครงสร้างพรรคการเมือง”
ผลลัพธ์ของแต่ละคดี อาจไม่เพียงจบลงที่คำวินิจฉัยทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางของระบบการเมืองไทยในระยะยาว
เดือนเมษายน 2569 จึงไม่ใช่เพียงช่วงเวลาของความร้อนในสภาพอากาศ แต่คือช่วงเวลาที่ “อุณหภูมิการเมือง” กำลังไต่ระดับ และอาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศในอนาคตอันใกล้หรือไม่?
“ตุลาการเหมือนแพทย์ผ่าตัด”
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างบรรยายถึงบทบาท ทิศทาง และความท้าทายของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อสื่อมวลชน โดยได้เปรียบเทียบการทำหน้าที่ของตุลาการ กับ การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ว่า เมื่ออยู่ศาล การตัดสินต้องมีเพียงถูกกับผิดตามหลักกฎหมายเท่านั้น ไม่มีทางเลือกกลางๆ เหมือนการตัดเกรด A, B และ C แต่ศาลต้องออกผลลัพธ์เป็น A หรือ F (ออกหัวหรือออกก้อย)
ทั้งยังได้เปรียบเทียบตุลาการกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยระบุว่า อาจารย์แพทย์มี 2 ประเภท คือ ศาสตราจารย์แพทย์ ที่สอนหนังสือเพียงอย่างเดียว และ ศาสตราจารย์คลินิก ที่ทำการผ่าตัดเป็นประจำแต่ไม่ชอบสอนหนังสือ เมื่อผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัด มักจะเชื่อมั่นในฝีมือของศาสตราจารย์คลินิกมากกว่า
เช่นเดียวกับตุลาการที่ไม่ใช่อาจารย์สอนหนังสือ แต่เป็นผู้ปฏิบัติงานจริงทุกวัน ทำให้รู้ขั้นตอนและวิธีพิจารณาความอย่างดี แตกต่างจากนักวิชาการบางท่าน ที่อาจสอนหนังสือเก่ง เข้าใจภาพรวมการแพทย์ แต่ขาดความเข้าใจในภาคปฏิบัติ หรือ อาจมีความเข้าใจที่ล้าสมัยไปแล้ว
ในช่วงท้าย ศ.ดร.นครินทร์ ยังยอมรับถึงช่วงเวลาที่ความเป็นศาลรัฐธรรมนูญตกต่ำที่สุดตลอดการก่อตั้งมา 28 ปี โดยระบุว่า ช่วงปี 2540 จากความผิดพลาดในการนับคะแนนลงมติคดีวินิจฉัยการยื่นทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร หรือ ที่รู้จักในชื่อคดี 4:4:7 ซึ่งมีการรวมมติผิดพลาดในการพิจารณา