คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง | ถ้าวันนี้เรามีน้ำยาโกหก 800 อยู่ในมือ เอ้า ดื่ม...
ใครที่ได้อ่านหรือผู้ติดตามประจำคงนึกออกว่า คอลัมน์ตอนดังกล่าวที่ว่าด้วยเรื่องของ “Empathy” หรือการร่วมรับรู้สุขทุกข์ซึ่งกันและกันในสภาวการณ์เช่นนี้ เกริ่นนำด้วยการกล่าวถึงวรรคทองที่รู้จักกันทั่วโลกแต่พระนางมารี อ็องตัวเน็ต ไม่เคยพูด ที่ว่า “ไม่มีขนมปังก็ไปกินเค้กสิจ๊ะ” เชื่อมโยงไปถึงการแสดงความคิดเห็นของผู้คนขาด Empathy ที่ออกมาแสดงความเห็นว่า หากไม่มีน้ำมัน ทำไมไม่เติม V Power หรือซื้อรถ EV ละจ๊ะ?
หลังจากที่คอลัมน์ดังกล่าวเผยแพร่และตีพิมพ์ออกไป ก็กลายเป็นว่ามีไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์หลายเพจหลายสื่อนำไปกล่าวถึงในเชิงล้อเล่นและล้อเลียนตรงกัน “น้ำมันแพงก็ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กันสิจ๊ะ” อย่างมีนัยสำคัญ ก็คิดว่าสงสัยคอลัมน์ตอนนั้นได้รับความนิยมหรือไวรัลแล้ว แต่เมื่อไปเช็กดูในเพจของมติชนออนไลน์ก็พบว่าไม่ได้ถึงขนาดนั้นนี่นา… เล่นเอาดีใจเก้อไปนิดหนึ่งเหมือนกัน
ในที่สุดก็ได้ทราบความจริงว่า ที่มาของประโยคที่ไวรัลไปทั่วนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคอลัมน์นี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสักทีเดียวนัก เพราะวันเดียวกับที่คอลัมน์ดังกล่าวลงพิมพ์และเผยแพร่ไป คือ 25 มีนาคม 2569 นั้นเอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวคันใหม่สีเทาเข้มป้ายแดงไปร่วมปฏิบัติหน้าที่ในกิจการงานของรัฐที่รัฐสภา ว่าด้วยการรับมือวิกฤตพลังงานอันเกิดจากราคาน้ำมัน
ต้องให้ความเป็นธรรมด้วยว่า ท่านนายกฯนั้นไม่ได้ออกมากล่าว เขียน หรือแสดงความคิดเห็นอะไรอันเป็นเรื่องขาดไร้ Empathy หรือความรู้สึกร่วมรับรู้ถึงสุขทุกข์ของผู้คนในสังคมอย่างเกรียนคีย์บอร์ดหรือนักการเมืองท้องถิ่นต้นเรื่อง เพียงแต่ “อวัจนภาษา” ที่แสดงออกมา คือการขับรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่เอี่ยมไปร่วมปฏิบัติหน้าที่ในกิจการงานของรัฐที่ว่าด้วยการแก้ไขรับมือกับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากน้ำมัน โดยบริบทประกอบเข้าด้วยกันแล้ว มันอ่านรวมกันได้จริงว่า “การรับมือกับวิกฤตพลังงานน้ำมันที่ดีนั้น ควรเริ่มจากการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า”
ในอารมณ์ของผู้คนซึ่งเพียงอีกหนึ่งวันต่อมา ราคาน้ำมันก็ขยับตัวเพิ่มขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตรทุกชนิด และน้ำมันบางชนิดที่ยังขาดแคลนก็ไม่ได้สถานการณ์ดีขึ้นเท่าไรนัก รวมทั้งการเปิดเผยจากผู้ที่เพิ่งขับรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่เมื่อวันก่อนการขึ้นราคาหนึ่งวันว่ายังมีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นอีก ความเดือดดาลของผู้คนก็กลั่นตัวให้ประโยคที่ดัดแปลงมาจากวรรคทองที่พระนางมารี อ็องตัวเน็ต ไม่เคยพูดนั้นเป็นไวรัลให้ผู้เขียนดีใจเก้อไปได้ในที่สุดนั่นเอง
ที่เล่าไปข้างต้นนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่คอลัมน์ซึ่งส่งต้นฉบับล่วงหน้าไปหลายวัน กลับทันสถานการณ์ราวกับเขียนดักรอไว้ได้พอดิบพอดี
แต่แบบที่เขียนไว้ดักรอก็มีอย่างบางเรื่องมีวาระกำหนดไว้ล่วงหน้าให้พอคาดหมายได้ เช่น การตัดสินคดีสำคัญที่กำหนดไว้แล้วในข่าวสาธารณะ ก็มีบ้างที่จะวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทุกหน้าที่คำตัดสินนั้นจะออกมาและผลที่จะเกิดขึ้นต่อไปในทางการเมือง
สำหรับคอลัมน์ในตอนนี้ ก็เป็นลักษณะนั้น เพราะเป็นไม่กี่ครั้งที่คอลัมน์นี้จะได้เผยแพร่ในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งหลายประเทศในตะวันตกและประเทศที่ชื่นชอบธรรมเนียมแบบนี้ ถือว่าเป็น “เมษาหน้าโง่” (April Fools’ Day) “วันโกหก” หรือวันที่จะสร้างเรื่องโป้ปดมดเท็จล้อเลียนขึ้นมาแหกตากันได้โดยไม่มีใครถือสาหาความ แต่ก็เคยมีกรณีที่เล่นเลยเถิดกันเพราะเรื่องโกหกนั้นสมจริงเกินไป จนต้องมีการค่อยๆ วางกติกากันโดยเฉพาะในสื่อต่างๆ ว่าขอบเขตของการอำนั้นจะอยู่ที่ใด ซึ่งแบบคร่าวๆ คือ การกุข่าวปลอมขึ้นมาโกหกนั้น ต้องไม่สมจริงจนเกินไป คือต้องไม่โกหกในเรื่องที่อาจเป็นไปได้จริงๆ หรือถ้าอาจเป็นไปได้ ต้องทิ้งช่องบอกใบ้ไว้ให้อ่านก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริงแน่ๆ
เช่น “ด่วน! เตรียมแถลงรับผิดกรณีตึกถล่มแล้ว แหล่งข่าวจากองค์กรอิสระแห่งหนึ่ง นายวาจา เท็จล้วน ผู้ว่าการฯ เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า กรณีที่ตึกถล่มนั้น เราจะเลิกแถว่าเป็นเรื่องที่อาคารของเราไม่อาจต้านแรงดึงดูดในสภาวะที่มีการสั้นพลิ้วทางธรณีวิทยาได้แล้ว แต่เป็นความบกพร่องในการคัดเลือกผู้รับจ้างและการตรวจอนุมัติแบบและตรวจการจ้างของเราเอง…” ซึ่งผู้อ่านก็รู้ว่าข่าวนี้ปลอมตั้งแต่ชื่อ “นายวาจา เท็จล้วน” แล้ว
อย่างไรก็ตาม เรื่องของ “วันโกหก” นี้เคยถูกพลิกมาเป็นเรื่องซึ้งระดับเรียกน้ำตาได้ ในการ์ตูนชื่อดังที่ใครๆ ก็รู้จัก คือ “โดราเอมอน” และนี่คือตอนต่อจาก “ตอนจบที่แท้จริง” ของโดราเอมอนด้วย
คงไม่ต้องเท้าความให้เยิ่นเย้อเกินไปเพราะทุกคนคงรู้จักกันดีอยู่แล้วว่า โดราเอมอน คือหุ่นยนต์พี่เลี้ยงที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแล “โนบิตะ” บรรพบุรุษหรือคุณเทียดของ “เซวาชิ” เจ้าของคนปัจจุบันของเขาเพื่อให้มีอนาคตที่สดใสขึ้น ซึ่งโดราเอมอนก็ทำงานได้อย่างน่าพอใจ แต่ถึงอย่างนั้น กฎระเบียบของโลกอนาคตหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้หุ่นยนต์พี่เลี้ยงไม่สามารถพำนักอยู่ในอดีตได้ตลอดไป โดราเอมอนจึงต้องกลับโลกอนาคตอย่างถาวร
เมื่อเวลาแห่งการจากลามาถึง โนบิตะที่ไม่อยากให้เพื่อนรักต้องเป็นห่วง จึงตัดสินใจพิสูจน์ว่าเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเองเขาเลือกเผชิญหน้ากับไจแอนท์เพียงลำพัง แม้จะถูกซ้อมจนสะบักสะบอมและล้มลงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็กัดฟันสู้ไม่ถอยจนไจแอนท์ต้องยอมแพ้ต่อความมุ่งมั่น ทำให้โดราเอมอนมั่นใจว่าเพื่อนของเขาเติบโตขึ้นแล้วจริงๆ ในคืนนั้นขณะที่โนบิตะหลับใหล โดราเอมอนจึงจากไปโดยทิ้งไว้เพียงลิ้นชักที่ว่างเปล่าและความทรงจำอันงดงาม
ซึ่งนี่คือตอนจบอันแท้จริงของเรื่องโดราเอมอนตามความตั้งใจของผู้เขียน อาจารย์ ฮิโรชิ ฟูจิโมโตะ (Hiroshi Fujimoto) หรือที่เรารู้จักกันในนามปากกาฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ ที่เล่นเอาผู้อ่านน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งไปตามๆ กัน
อย่างไรก็ตาม ด้วยเรตติ้งและเสียงเรียกร้อง ทำให้โดราเอมอนจำเป็นต้องกลับมา แต่จะกลับมาอย่างไรดีล่ะ นั่นจึงเป็นที่มาของตอน “น้ำยาโกหก 800” ที่อาศัยประเพณีการเล่นหยอกอำขำกันในวันเมษาหน้าโง่ มาพลิกให้เป็นเรื่องซาบซึ้งน้ำตาไหลกันในรอบสอง
เรื่องราวเกิดขึ้นในวันที่ 1 เมษายน เมื่อโนบิตะซึ่งเริ่มทำใจได้แล้วกับการไม่มีโดราเอมอนอยู่ในชีวิตนั้น อยู่ดีๆ ทั้งไจแอนท์และซูเนโอะก็เดินหน้าตาตื่นมาบอกว่าเห็นโดราเอมอนที่ลานว่างที่พวกเขาเล่นกันเป็นประจำ
โนบิตะดีใจสุดขีดทุบกระปุกออมสินออกไปซื้อโดรายากิ ของโปรดของโดราเอมอน วิ่งไปที่นัดหมาย กลับพบแต่เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของการที่ตกเป็นเหยื่อของการล้อเล่นเมษาหน้าโง่ ความผิดหวังอย่างรุนแรงและความโกรธแค้นทำให้เขาตัดสินใจเปิดของวิเศษชิ้นสุดท้ายที่โดราเอมอนทิ้งไว้ให้ในยามคับขัน นั่นคือ “น้ำยาโกหก 800” ซึ่งมีเงื่อนไขในการใช้งาน คือ “ทุกสิ่งที่ผู้ดื่มพูดออกมาจะกลายเป็นเรื่องโกหก” หรือในอีกทางหนึ่งคือจะเกิดความจริงในทางตรงกันข้ามกับคำพูดนั้นขึ้นมา เช่น เมื่อพูดกับซูเนโอะว่า หมาจะไม่กัดนาย ซูเนโอะก็ถูกหมาจรจัดไล่กัด พูดกับไจแอนท์ว่า แม่นายจะชมซะเหลิง ก็โดนแม่ด่าซะน่วมไป
ในตอนที่โนบิตะกลับบ้าน แม่ของเขาถามว่า แล้วโดราเอมอนล่ะจ๊ะ โนบิตะก็พูดขึ้นมาว่า “โดราเอมอนไม่มีวันกลับมาอีกแล้วล่ะครับ” และ “ฉันคงไม่ได้เจอกับโดราเอมอนอีกแล้วตลอดกาล”
ใช่แล้ว ในขณะที่เขาพูดนั้น ยาโกหก 800 ยังไม่หมดฤทธิ์ และเมื่อเขาเปิดประตูห้อง ก็พบว่าโดราเอมอนนั่งรอเขาอยู่เหมือนทุกวันก่อนหน้านี้ ซึ่งพิสูจน์ว่า ผลของน้ำยาโกหก 800 หรือปาฏิหาริย์แห่งมิตรภาพนั้นมีพลังเหนือกว่ากฎเกณฑ์ใดๆ และนอกจากทำให้ผู้อ่านน้ำตาร่วงกันอีกรอบ แล้วโดราเอมอนก็เป็นการ์ตูนที่ไม่มีตอนจบอย่างเป็นทางการอีกเลย
ตอนที่เขียนคอลัมน์อยู่ในตอนนี้ ไม่สามารถคาดเดาได้จริงๆ ว่าสถานการณ์ของสัปดาห์ที่คอลัมน์นี้ได้รับการพิมพ์เผยแพร่จะเป็นไปในทิศทางใด โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนอันเป็นช่วงที่ต้องใช้พลังงานอย่างเต็มที่ และสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและวิกฤตการณ์การขนส่งน้ำมันยังไม่ชัดเจน และมีแนวโน้มที่จะไปในทางขยายตัวไปในทางที่แย่ลงมากกว่าดีขึ้น
ไหนๆ หากวันนี้ ท่านอ่านคอลัมน์นี้ตรงวัน ลองไปดูที่หน้าบ้านหรือตู้จดหมายของที่พักหรือที่ทำงานของท่านนะครับ ว่ามีขวดเล็กๆ ใส่น้ำยาสีแปลกๆ เขียนว่า USO800 หรือเปล่า เราลองหยิบน้ำยาที่ว่านี้ขึ้นมาดื่ม แล้วถ้าสิ่งที่ท่านจะโกหกต่อไปนี้จะเป็นความจริง หรือเท่ากับจะเกิดผลตรงข้ามกับที่ท่านพูดแล้ว เราจะโกหกกันว่าอย่างไร
สำหรับผมนั้น คงโกหกท่านว่า สถานการณ์จากนี้ไปคงเอาแน่เอานอนไม่ได้ แม้ว่าการสู้รบอาจจะสงบลง ก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาวิกฤตพลังงานจะจบตาม ในเมื่อทั้งหมดมันจะแปรเป็นไพ่บนโต๊ะว่าด้วยดุลยอำนาจต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศในระเบียบโลกอันพังทลายไปหมดแล้ว เราอาจจะต้องเผชิญกับวิกฤตนี้กันอย่างยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คิดและต้องรับผลที่ไม่อาจจินตนาการได้ บทเรียนต่างๆ ที่เราเคยมีจากโลกยุคก่อนอาจจะใช้ไม่ได้เลยกับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายสารสนเทศ ระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ที่ปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์และสังคมในปัจจุบันแตกต่างจาก 50 หรือ 20 ปีที่แล้วอย่างคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง … นี่มันเรื่องโกหกแน่ๆ
เรากำลังอยู่ในการบริหารประเทศของรัฐบาลที่ไม่รับผิดชอบที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่เมื่อมีวิกฤตเกิดขึ้น และประชาชนเรียกร้องขอให้แก้ปัญหา ก็ตอบประชาชนว่า เอาแต่เรียกร้องอยู่ได้ ไม่เสนอทางแก้มาด้วยล่ะ ไหนท่านทำอะไรบ้าง … นี่มันเรื่องโกหกแน่ๆ
เรามีรัฐมนตรีพลังงานที่เมื่อมีคนออกมาโวยวายเรื่องการประกอบกิจการของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งที่มีมาตรฐานการขายน้ำมันที่แตกต่างกันระหว่างสมาชิกกับขาจร แตกต่างกันราวกับฟ้ากับเหว ท่านรัฐมนตรีซึ่งควรจะไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง เพราะในทางกฎหมายในทางเทคนิคท่านก็ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ กลับออกมาให้สัมภาษณ์แก้ต่างราวกับยังเป็นเจ้าของปั๊มเสียอย่างนั้น … นี่มันเรื่องโกหกแน่ๆ
เราต้องเผชิญสภาวะเช่นนี้ด้วยรัฐบาลที่มีทัศนคติและรูปแบบการบริหารงานไม่ได้ต่างจากที่เคยรับมือกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 … นี่มันเรื่องโกหกแน่ๆ
แน่นอนว่าเรื่องโกหกที่สุด คงเป็นเรื่องของน้ำยาโกหก 800 (USO800) ที่ผมชวนท่านดื่มกันตอนท้ายนั่นแหละครับ เรื่องโกหกแน่ๆ ไม่ต้องสงสัยเลย
ยาหรือปาฏิหาริย์ที่ทำให้เรื่องโกหกนั้นเป็นจริงน่ะไม่มีสักหน่อย จะเป็นไปได้อย่างไร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง | ถ้าวันนี้เรามีน้ำยาโกหก 800 อยู่ในมือ เอ้า ดื่ม…
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th