“คอปเปอร์” ครบ 10 ปี เจอปีหิน ลดราคาฝ่าต้นทุนวัตถุดิบ-ลุยอีเว้นต์
ปัญหาราคาน้ำมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวของอุตสาหกรรมพลังงานอีกต่อไป แต่กำลังลุกลามเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ภาคอาหาร” ที่ผูกโยงกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง เมื่อต้นทุนน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ค่าขนส่งจึงทยอยขยับตามเป็นลำดับ กำลังส่งสัญญาณชัดว่า ราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มแพงขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป
วัตถุดิบหลักอย่าง “เนื้อหมู” ขยับราคานำตลาดไปแล้วโดยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยืนยันการปรับขึ้นราคาหมูหน้าฟาร์มอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 72 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงสูงถึง 68 บาทต่อกิโลกรัม
ปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดันราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นกากถั่วเหลือง โปรตีน และกรดอะมิโน ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก แรงกดดันดังกล่าวส่งผ่านมาถึงราคาหมูหน้าเขียงในบางพื้นที่ ที่พุ่งแตะระดับ 170–180 บาทต่อกิโลกรัม
ขณะเดียวกัน สินค้าอาหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ หรืออาหารทะเล ก็อยู่ในข่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน
คอปเปอร์ร้านบุฟเฟต์พรีเมี่ยมรับปีนี้เหนื่อย
อย่างไรก็ตาม ในมุมของธุรกิจบุฟเฟต์พรีเมียมอย่าง “คอปเปอร์ บียอนด์ บุฟเฟต์” ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก ปีนี้ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง และการแข่งขันในตลาดที่ทวีความร้อนแรงขึ้น เมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่หลากหลายรายทยอยเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างคึกคัก
โพสต์ทูเดย์ มีโอกาส พบกับ พจนีย์ พินิจศักดิ์กุล ประธานกรรมการบริหาร คอปเปอร์ บียอนด์ บุฟเฟต์ ซึ่งเป็นร้านอาหารบุฟเฟต์พรีเมียม ซึ่งแม้ว่าจะเปิดมาแล้วกว่า 10 ปี ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปีนี้เหนื่อยสุด ๆ
แม้ที่ผ่านมาคอปเปอร์ จะสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง แต่บริบทของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง รวมถึงพฤติกรรมลูกค้าที่เปิดรับตัวเลือกใหม่ ๆ มากขึ้น ทำให้ความภักดีต่อแบรนด์ไม่ใช่สิ่งที่ยึดโยงลูกค้าได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป
ลูกค้าบางส่วนเริ่มออกไปทดลองร้านใหม่ ๆ ที่เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่องในขณะเดียวกัน สมรภูมิบุฟเฟต์พรีเมียมเองก็ร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่การแข่งขันเน้นคุณภาพอาหารและประสบการณ์ กลายเป็นการแข่งขันเชิง ราคาและโปรโมชัน” ที่เข้มข้นขึ้น ผู้เล่นรายใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดระดับบน
ขณะที่กลุ่มโรงแรมซึ่งมีความได้เปรียบด้านสถานที่และภาพลักษณ์ ก็เร่งอัดแคมเปญดึงลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นโปร “มา 4 จ่าย 3” หรือส่วนลดสูงถึง 50% สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแค่แย่งลูกค้า แต่ยังทำให้ตลาดเกิดการ “แบ่งเซ็กเมนต์” ชัดขึ้น และกดดันให้ผู้เล่นทุกรายต้องหาจุดยืนของตัวเองใหม่
วิกฤตต้นทุนนำเข้าพุ่ง 80%
แต่สิ่งที่กดดันไม่แพ้กันคือ“ต้นทุน” ที่ไต่ระดับขึ้นแทบทุกมิติ พจนีย์ กล่าวว่า แบรนด์ต้องแบกรับภาระจากวัตถุดิบนำเข้าที่มีสัดส่วนกว่า 60% ของมูลค่าทั้งหมด เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น แซลมอน, ซีฟู้ด, วัตถุดิบญี่ปุ่นทั้งหมด, เนื้อวัวจากออสเตรเลีย และครีมจากฝรั่งเศส
โดยเฉพาะกลุ่มซีฟู้ด ในช่วงปีที่ผ่านมา ต้นทุนซีฟู้ดนำเข้าปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัว หรือประมาณ 70-80% โดยราคาขยับขึ้นทีละ 20-30% อย่างต่อเนื่อง
นอกจากต้นทุนอาหารแล้ว ยังมีเรื่องราคาเม็ดพลาสติกที่ส่งผลต่อต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และสภาวะสงครามที่ทำให้คาดเดาอนาคตได้ยาก โดยคาดการณ์ว่าภาพรวมต้นทุนในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10-15%
แยกเซกเมนต์ 2 สาขา ปรับราคา 999++ ดึงฐานคนไทย
ตอนนี้คอปเปอร์มี 2 สาขา จากการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า พบว่าสาขา เกสร อมรินทร์ มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติสูงถึง 45% ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและฮ่องกง ขณะที่สาขา The Sense ปิ่นเกล้า มีลูกค้าหลักเป็นคนไทยถึง 80% และด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ จึงตัดสินใจปรับโมเดลธุรกิจ
ในจังหวะครบรอบ 10 ปี แบรนด์ตัดสินใจปรับใหญ่ โดยสาขาปิ่นเกล้า ปรับลดราคาจาก 1,359++ เป็น 999++ บาท (1,176 Net) การปรับราคาในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทำโปรโมชั่นระยะสั้น แต่เป็นการรีโพสิชันนิ่ง เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว และกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการถี่ขึ้นในโอกาสพิเศษ ขณะเดียวกันยังเติมประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านเมนูฟิวชันกว่า 10 รายการ และโซนบริการตนเอง เช่น สลัดบาร์ และท็อปปิ้งไอศกรีม เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในสายตาผู้บริโภค
นอกจากนี้ ยังมีการปรับแพ็กเกจพรีเมียมใหม่ เริ่มต้นที่ 1,599 บาท net จากเดิมระดับ 1,999 บาทขึ้นไป ช่วยลดช่องว่างราคาและเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงเมนูไฮเอนด์อย่างฟัวกราส์ คาเวียร์ และวากิวโทมาฮอว์ก MB9+ ได้ง่ายขึ้น
"ความพรีเมี่ยมบางทีมันอาจจะไม่ได้ใช่แค่ว่าวัตถุดิบที่ทุกอย่างมันจะแพง แต่ความหลากหลายและ DIY บางอย่างที่ให้ประสบการณ์ใหม่ๆ กับลูกค้าได้ อันนี้มันเป็นความพรีเมี่ยมอีกแบบหนึ่ง"
นอกจากนี้ คอปเปอร์ เลือกใช้กลยุทธ์ Menu Engineering เข้ามาจัดสมดุลใหม่ ลดสัดส่วนเมนูที่มีต้นทุนสูงกว่า 50 บาทต่อจาน จากเดิม 30% เหลือราว 20% พร้อมบริหารค่าเฉลี่ยการทานของลูกค้าเพื่อให้ธุรกิจยังคงอยู่ในจุดคุ้มทุน
ขณะเดียวกัน ยังใช้วิธีทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า (Contract) และสต็อกสินค้าโดยเฉพาะซีฟู้ดไว้ตลอดทั้งปี เพื่อลดความผันผวนจากราคาตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
ลุยโมเดลใหม่ตั้งแต่เดือน เมษายนนี้
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวไม่ได้หยุดอยู่แค่ในร้าน แต่ขยายไปสู่การสร้าง รายได้ทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาบุฟเฟต์เพียงช่องทางเดียว ไม่ว่าจะเป็น
- Catering รับจัดเลี้ยงนอกสถานที่มีเมนูไฮไลต์อย่างซุปทรัฟเฟิลและก๋วยเตี๋ยวเรือ เริ่มต้นที่ 16,000++ บาท
- Wedding & Event เปิดรับจัดงานแต่งงานและสัมมนา รองรับได้สูงสุด 300-400 ท่าน พร้อมแพ็กเกจสถานที่ 5 ชั่วโมง
- Party Pack ซตเมนูผ่าน Hungry Hub เริ่มต้น 399 บาท โมเดลใหม่ที่ฉีกกรอบธุรกิจบุฟเฟต์ ด้วยแพ็กเกจเซตเมนูแบบเลือกได้เองในราคาย่อมเยา แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Value (399 บาท), Signature (659 บาท) และ Grand (899 บาท) รองรับทั้งลูกค้ามาคนเดียว กลุ่มเวลาจำกัด หรือคนที่ต้องการควบคุมงบประมาณ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายบุฟเฟ่ต์หลักพันเสมอไป
เป้าหมายคือการใช้ทรัพยากรที่มี โดยเฉพาะทีมงานกว่า 120 คน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และกระจายความเสี่ยงของรายได้ในระยะยาว โดยตั้งเป้าให้รายได้จาก Catering และงานอีเวนต์มีสัดส่วนอย่างละ 10%
และแบรนด์ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้ารวม 2 สาขาขึ้น 25% หรือประมาณ 35,000 คนต่อเดือน เพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุน แม้ปีที่ผ่านมาทั้งเครือจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3.5% แต่ยืนยันว่าแบรนด์จะยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเตรียมแผนสำรอง สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ เพื่อรักษามาตรฐานความพรีเมียมและรสชาติที่ถูกใจคนไทยต่อไป
"น่าจะเป็นปีที่เหนื่อยที่สุดแล้ว เพราะว่าในการที่อยากได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นมา 25% มันไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับลดราคาให้เข้ากับกลุ่มลูกค้า แต่มันคือการพัฒนาเมนู การทำโปรโมชั่นต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่เราอยากจะปรับกลยุทธ์และอยากจะทำให้ทรัพยากรทุกอย่างที่เรามีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขายอะไรได้ขาย
หมายความว่าในคุณภาพและในระดับบริการที่เรายังคงความพรีเมี่ยมไว้อยู่ ความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา เราก็จะต้องมี backup plan อยู่เสมอ หวังว่าแบรนด์ของคอปเปอร์เองจะสามารถปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์ต่างๆ" พจนีย์ กล่าวทิ้งท้าย