โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“คอปเปอร์” ครบ 10 ปี เจอปีหิน ลดราคาฝ่าต้นทุนวัตถุดิบ-ลุยอีเว้นต์

PostToday

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปัญหาราคาน้ำมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวของอุตสาหกรรมพลังงานอีกต่อไป แต่กำลังลุกลามเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ภาคอาหาร” ที่ผูกโยงกับชีวิตประจำวันของผู้คนโดยตรง เมื่อต้นทุนน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ค่าขนส่งจึงทยอยขยับตามเป็นลำดับ กำลังส่งสัญญาณชัดว่า ราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มแพงขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป

วัตถุดิบหลักอย่าง “เนื้อหมู” ขยับราคานำตลาดไปแล้วโดยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยืนยันการปรับขึ้นราคาหมูหน้าฟาร์มอีก 2 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ 72 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงสูงถึง 68 บาทต่อกิโลกรัม

ปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดันราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นกากถั่วเหลือง โปรตีน และกรดอะมิโน ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก แรงกดดันดังกล่าวส่งผ่านมาถึงราคาหมูหน้าเขียงในบางพื้นที่ ที่พุ่งแตะระดับ 170–180 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะเดียวกัน สินค้าอาหารอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ หรืออาหารทะเล ก็อยู่ในข่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน

คอปเปอร์ร้านบุฟเฟต์พรีเมี่ยมรับปีนี้เหนื่อย

อย่างไรก็ตาม ในมุมของธุรกิจบุฟเฟต์พรีเมียมอย่าง “คอปเปอร์ บียอนด์ บุฟเฟต์” ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นหลัก ปีนี้ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง และการแข่งขันในตลาดที่ทวีความร้อนแรงขึ้น เมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่หลากหลายรายทยอยเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างคึกคัก

โพสต์ทูเดย์ มีโอกาส พบกับ พจนีย์ พินิจศักดิ์กุล ประธานกรรมการบริหาร คอปเปอร์ บียอนด์ บุฟเฟต์ ซึ่งเป็นร้านอาหารบุฟเฟต์พรีเมียม ซึ่งแม้ว่าจะเปิดมาแล้วกว่า 10 ปี ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ปีนี้เหนื่อยสุด ๆ

แม้ที่ผ่านมาคอปเปอร์ จะสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง แต่บริบทของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง รวมถึงพฤติกรรมลูกค้าที่เปิดรับตัวเลือกใหม่ ๆ มากขึ้น ทำให้ความภักดีต่อแบรนด์ไม่ใช่สิ่งที่ยึดโยงลูกค้าได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป

ลูกค้าบางส่วนเริ่มออกไปทดลองร้านใหม่ ๆ ที่เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่องในขณะเดียวกัน สมรภูมิบุฟเฟต์พรีเมียมเองก็ร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่การแข่งขันเน้นคุณภาพอาหารและประสบการณ์ กลายเป็นการแข่งขันเชิง ราคาและโปรโมชัน” ที่เข้มข้นขึ้น ผู้เล่นรายใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดระดับบน

พจนีย์ พินิจศักดิ์กุล

ขณะที่กลุ่มโรงแรมซึ่งมีความได้เปรียบด้านสถานที่และภาพลักษณ์ ก็เร่งอัดแคมเปญดึงลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นโปร “มา 4 จ่าย 3” หรือส่วนลดสูงถึง 50% สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแค่แย่งลูกค้า แต่ยังทำให้ตลาดเกิดการ “แบ่งเซ็กเมนต์” ชัดขึ้น และกดดันให้ผู้เล่นทุกรายต้องหาจุดยืนของตัวเองใหม่

วิกฤตต้นทุนนำเข้าพุ่ง 80%

แต่สิ่งที่กดดันไม่แพ้กันคือ“ต้นทุน” ที่ไต่ระดับขึ้นแทบทุกมิติ พจนีย์ กล่าวว่า แบรนด์ต้องแบกรับภาระจากวัตถุดิบนำเข้าที่มีสัดส่วนกว่า 60% ของมูลค่าทั้งหมด เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น แซลมอน, ซีฟู้ด, วัตถุดิบญี่ปุ่นทั้งหมด, เนื้อวัวจากออสเตรเลีย และครีมจากฝรั่งเศส

โดยเฉพาะกลุ่มซีฟู้ด ในช่วงปีที่ผ่านมา ต้นทุนซีฟู้ดนำเข้าปรับตัวสูงขึ้นเกือบเท่าตัว หรือประมาณ 70-80% โดยราคาขยับขึ้นทีละ 20-30% อย่างต่อเนื่อง

นอกจากต้นทุนอาหารแล้ว ยังมีเรื่องราคาเม็ดพลาสติกที่ส่งผลต่อต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging) และสภาวะสงครามที่ทำให้คาดเดาอนาคตได้ยาก โดยคาดการณ์ว่าภาพรวมต้นทุนในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10-15%

แยกเซกเมนต์ 2 สาขา ปรับราคา 999++ ดึงฐานคนไทย

ตอนนี้คอปเปอร์มี 2 สาขา จากการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า พบว่าสาขา เกสร อมรินทร์ มีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติสูงถึง 45% ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและฮ่องกง ขณะที่สาขา The Sense ปิ่นเกล้า มีลูกค้าหลักเป็นคนไทยถึง 80% และด้วยภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ จึงตัดสินใจปรับโมเดลธุรกิจ

ในจังหวะครบรอบ 10 ปี แบรนด์ตัดสินใจปรับใหญ่ โดยสาขาปิ่นเกล้า ปรับลดราคาจาก 1,359++ เป็น 999++ บาท (1,176 Net) การปรับราคาในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทำโปรโมชั่นระยะสั้น แต่เป็นการรีโพสิชันนิ่ง เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว และกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการถี่ขึ้นในโอกาสพิเศษ ขณะเดียวกันยังเติมประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านเมนูฟิวชันกว่า 10 รายการ และโซนบริการตนเอง เช่น สลัดบาร์ และท็อปปิ้งไอศกรีม เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในสายตาผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังมีการปรับแพ็กเกจพรีเมียมใหม่ เริ่มต้นที่ 1,599 บาท net จากเดิมระดับ 1,999 บาทขึ้นไป ช่วยลดช่องว่างราคาและเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงเมนูไฮเอนด์อย่างฟัวกราส์ คาเวียร์ และวากิวโทมาฮอว์ก MB9+ ได้ง่ายขึ้น

"ความพรีเมี่ยมบางทีมันอาจจะไม่ได้ใช่แค่ว่าวัตถุดิบที่ทุกอย่างมันจะแพง แต่ความหลากหลายและ DIY บางอย่างที่ให้ประสบการณ์ใหม่ๆ กับลูกค้าได้ อันนี้มันเป็นความพรีเมี่ยมอีกแบบหนึ่ง"

นอกจากนี้ คอปเปอร์ เลือกใช้กลยุทธ์ Menu Engineering เข้ามาจัดสมดุลใหม่ ลดสัดส่วนเมนูที่มีต้นทุนสูงกว่า 50 บาทต่อจาน จากเดิม 30% เหลือราว 20% พร้อมบริหารค่าเฉลี่ยการทานของลูกค้าเพื่อให้ธุรกิจยังคงอยู่ในจุดคุ้มทุน

ขณะเดียวกัน ยังใช้วิธีทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า (Contract) และสต็อกสินค้าโดยเฉพาะซีฟู้ดไว้ตลอดทั้งปี เพื่อลดความผันผวนจากราคาตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

ลุยโมเดลใหม่ตั้งแต่เดือน เมษายนนี้

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวไม่ได้หยุดอยู่แค่ในร้าน แต่ขยายไปสู่การสร้าง รายได้ทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาบุฟเฟต์เพียงช่องทางเดียว ไม่ว่าจะเป็น

  • Catering รับจัดเลี้ยงนอกสถานที่มีเมนูไฮไลต์อย่างซุปทรัฟเฟิลและก๋วยเตี๋ยวเรือ เริ่มต้นที่ 16,000++ บาท
  • Wedding & Event เปิดรับจัดงานแต่งงานและสัมมนา รองรับได้สูงสุด 300-400 ท่าน พร้อมแพ็กเกจสถานที่ 5 ชั่วโมง
  • Party Pack ซตเมนูผ่าน Hungry Hub เริ่มต้น 399 บาท โมเดลใหม่ที่ฉีกกรอบธุรกิจบุฟเฟต์ ด้วยแพ็กเกจเซตเมนูแบบเลือกได้เองในราคาย่อมเยา แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Value (399 บาท), Signature (659 บาท) และ Grand (899 บาท) รองรับทั้งลูกค้ามาคนเดียว กลุ่มเวลาจำกัด หรือคนที่ต้องการควบคุมงบประมาณ โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายบุฟเฟ่ต์หลักพันเสมอไป

เป้าหมายคือการใช้ทรัพยากรที่มี โดยเฉพาะทีมงานกว่า 120 คน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และกระจายความเสี่ยงของรายได้ในระยะยาว โดยตั้งเป้าให้รายได้จาก Catering และงานอีเวนต์มีสัดส่วนอย่างละ 10%

และแบรนด์ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้ารวม 2 สาขาขึ้น 25% หรือประมาณ 35,000 คนต่อเดือน เพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุน แม้ปีที่ผ่านมาทั้งเครือจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3.5% แต่ยืนยันว่าแบรนด์จะยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเตรียมแผนสำรอง สำหรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ เพื่อรักษามาตรฐานความพรีเมียมและรสชาติที่ถูกใจคนไทยต่อไป

"น่าจะเป็นปีที่เหนื่อยที่สุดแล้ว เพราะว่าในการที่อยากได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นมา 25% มันไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับลดราคาให้เข้ากับกลุ่มลูกค้า แต่มันคือการพัฒนาเมนู การทำโปรโมชั่นต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่เราอยากจะปรับกลยุทธ์และอยากจะทำให้ทรัพยากรทุกอย่างที่เรามีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขายอะไรได้ขาย

หมายความว่าในคุณภาพและในระดับบริการที่เรายังคงความพรีเมี่ยมไว้อยู่ ความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา เราก็จะต้องมี backup plan อยู่เสมอ หวังว่าแบรนด์ของคอปเปอร์เองจะสามารถปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์ต่างๆ" พจนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...