โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

ทันหุ้น

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 02.43 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 02.42 น.

#ทันหุ้น -บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะปรับตัวลดลงเข้าหาโซน 1,410-1,430 จุด จากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นลบหลังสงครามเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น ล่าสุดกลุ่มกบฏฮูตีประกาศเข้าร่วมสงคราม และเริ่มยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนกลับมา Risk-Off จากแนวโน้มสงครามที่อาจยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด

ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ US$115 ต่อบาร์เรล Bond Yield คาดยังไต่ระดับขึ้น รวมถึงล่าสุดตลาดให้โอกาส 25% ที่ Fed อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. หรือ ต.ค. จากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มพุ่งขึ้น

ด้านปัจจัยในประเทศจับตารายชื่อครม.ทีเตรียมขึ้นทูลเกล้า ส่วนด้านราคาน้ำมันในประเทศติดตามกกต.ไฟเขียวครม.ขอลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาท/ลิตร อย่างไรก็ตามเรามองว่าจากระดับราคาน้ำมันดิบปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะยังเห็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวขึ้นต่อ โดยคาดดีเซลมีโอกาสแตะ 45-50 บาท/ลิตร ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยยะใน 2Q26 โดยเริ่มเห็นบางสำนักทยอยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลง ซึ่งจับตาการแถลงภาวะเศรษฐกิจรายเดือนของธปท.ในวันพรุ่งนี้ว่าจะมีมุมมองและการส่งสัญญาณอย่างไร ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพของครม.ชุดใหม่คาดทำได้เพียงประคองและลดผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจ และอาจพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางจากเม็ดเงินงบประมาณที่มีจำกัด จึงยังเน้นเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่มที่กระทบจำกัดจากปัจจัยดังกล่าว

กลยุทธ์ : ป้องกันความเสี่ยงสงครามด้วยหุ้นพลังงานต้นน้ำ และพักเงินในหุ้น Defensive Staple Play ที่มีกระทบจากสงครามและเงินเฟ้อจำกัด
หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : PTTEP
• แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Bloomberg Consensus 153.23 บาท
• สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเดินหน้าเข้าสุ่สัปดาห์ที่ 5 โดยล่าสุดมีสัญญาณลบมากขึ้นหลังกลุ่มกบฏฮูติยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลและประกาศเข้าร่วมสงคราม หนุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด Brent อยู่ที่ US$115 ต่อบาร์เรล ยังเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ
• ราคาพลังงานมีแนวโน้ม Higher-for-Longer ทำให้แนวโน้มกำไรในช่วง 1H26-2026 ของ PTTEP ดีกว่าคาดและมี Upside โดยเริ่มเห็นตลาดปรับประมาณการขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นทุกๆ US$1 ต่อบาร์เรล จะหนุนกำไรของ PTTEP เพิ่มขึ้นราว 1.5%+-
• แนวรับ 157.50//155 บาท แนวต้าน 163-165//175 บาท

ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,410 -1,420 แนวต้าน 1,440 คาดดัชนี SET เช้านี้มีโอกาสปรับฐานลงจากความกังวล หลังราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นจากความเสี่ยงสงครามในตะวันออกกกลางอาจจะยืดเยื้อ หากสหรัฐตัดสินใจยกพลขึ้นบก แนะนำซื้อเก็งกำไร เช่น PTTEP, BANPU / กลุ่มพลังงานทดแทน เช่น GUNKUL,TSE, BBGI,UBE, PCE, VPO / กลุ่มอาหาร CPF, TFG, BTG, FM

PTTEP (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 137.00 บาท) ได้รับ sentiment บวกจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แหล่งผลิตในโอมานไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนกาชาใน UAE ยังไม่ได้เริ่มผลิต ในส่วนของ PTTEP คาดกำไร 1Q69 ปรับตัวขึ้น QoQ จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ลดลง แนวโน้มกำไรปกติปี 69 ยังแข็งแกร่ง ประมาณการมี upside จากสมมติฐานน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่อาจปับตัวสูงขึ้นกว่าคาด โดยทุกๆ US$1/bbl ที่ปรับขึ้นส่งผลบวกต่อกำไร PTTEP ประมาณ 1 พันล้านบาท นอกจากนี้ฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดในมือสูง สามารถคาดหวังต่อ Dividend Yield ในระดับสูงราว 6-7% ต่อปี

NER(ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 5.64 บาท) เก็งกำไรตาม Sentiment จากราคายางที่ดีขึ้น QoQ โดย ราคายางในปัจจุบันเทียบกับ ณ สิ้นปี 68 อิง SICOM, TSR20 อยู่ที่ 198 cent/kg. +10% / RSS3 อยู่ที่ 239 cent/kg +11% ส่วนการดำเนินงานช่วงปี2569 นี้ ทาง NER ตั้งเป้ารายได้ที่ 3.2 หมื่นลบ. +6%YoY หนุนด้วยราคายางที่ฟื้นตัว ขณะที่ โรงงานใหม่ที่เสร็จปลาย 4Q68 ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 8.7 แสนตัน ทั้งนี้ตลาดคาดว่าในปี69และ 70 กำไรสุทธิของNER จะอยู่ที่ 1,902 ลบ.(+1%YoY) และ 2,223 ลบ.(+17%YoY) ตามลำดับ มี Dividend Yield สูงที่ 7-10% ต่อปี

ขณะที่ บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไรและปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่กังวลต่อการยกระดับของสงครามในตะวันออกกลางและความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของ FED อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของ SET Index จะถูกจำกัด จากความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ (ทูลเกล้าฯ ครม.) และแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อดัชนีมาก รวมถึงความหวังเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คนละครึ่ง, ลดภาษีดีเซล) เราประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ไว้ที่ 1420-1470 จุด

ปัจจัยในประเทศ

  • การเมืองไทย: นายกรัฐมนตรีเตรียมนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี อนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันนี้ (30 มี.ค.) หลังเสร็จสิ้นการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยคาดว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้และตามด้วยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันที ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
  • มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ: รัฐบาลเตรียมออกมาตรการลดภาระประชาชนผ่านการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร และเพิ่มเงินช่วยเหลือในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อเดือน (รวมเป็น 400 บาท) ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อย 13.4 ล้านราย นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ทันทีหลังการแถลงนโยบาย เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ จะดีกับกลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL, CPAXT และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
  • แผนรับมือวิกฤตโลก: ในงาน “Meet the Press: 1 เดือนวิกฤตโลก-แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” รัฐบาลย้ำถึงการบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอจนถึงช่วงสงกรานต์ และการเร่งมาตรการกึ่งอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพมากเกินไป
  • ปมบัตรเลือกตั้ง: ติดตามกกต. ส่งคำชี้แจงหลังครบกำหนดศาลรัฐธรรมนูญสั่ง 15 วัน ประเด็นที่ต้องติดตามคือ 1) กกต. จะยื่นคำชี้แจงได้กำหนดหรือไม่ 2) ศาลจะนัดพิจารณาครั้งถัดไปเมื่อไหร่ 3) หากผลออกมาเลวร้ายที่สุดอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะทำให้การเมืองเข้าสู่สุญญากาศอีกครั้ง
  • ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.88 – 32.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีลักษณะการเคลื่อนไหวแบบแกว่งตัวไร้ทิศทางตามสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการประเมินกรอบระยะสั้นวันนี้ไว้ที่ 32.80 – 33.10 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังระบุว่าการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีนำเข้าเพื่อนำมาชดเชยรายได้รัฐที่สูญเสียไปจากการลดภาษีน้ำมันได้
  • กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้นมียอด ซื้อสุทธิ 3,292.71 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอด ขายสุทธิ 452 ล้านบาท (คิดเป็นกระแสเงินไหลออกสุทธิ หรือ Net Outflow รวม 454 ล้านบาท)

ปัจจัยต่างประเทศ

  • สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง: สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และเหล็กกล้าในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่พันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ด้านกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนได้เข้าร่วมสงครามโดยยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องส่งนาวิกโยธินกว่า 2,500 นายเข้าไปยังพื้นที่เพื่อรักษาความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
  • ทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FED): เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่าวัฏจักรการ “ปรับลดอัตราดอกเบี้ย” อาจสิ้นสุดลงแล้ว และอาจมีความจำเป็นต้องกลับมาพิจารณา “ขึ้นดอกเบี้ย” หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและนโยบายกำแพงภาษี
  • สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ: จีนเริ่มกระบวนการสอบสวนการค้า (Trade Probes) ต่อสหรัฐฯ ในประเด็นห่วงโซ่อุปทานและสินค้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบโต้มาตรการภาษีของ ปธน. ทรัมป์ ถือเป็นการเพิ่มแรงกดดันและสร้างเงื่อนไขในการเจรจาก่อนการประชุมสุดยอด Xi-Trump Summit ในเดือน พ.ค. นี้
    .
    Technical : BCH, KAMART

การประชุมฉุกเฉินระดับโลก: ติดตามการประชุมด่วนของรัฐมนตรีคลัง รมว. พลังงาน และผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G7 ในวันจันทร์นี้ (30 มี.ค.) เพื่อหารือแนวทางรับมือวิกฤตพลังงานและภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน รวมถึงผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินโลก ซึ่งอาจมีผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพลังงาน

ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event

  • การประชุมรัฐมนตรีของกลุ่ม G7
  • TH – นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อ ครม. อนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ

Strategy

  • สัปดาห์นี้ ทิศทางจะไปขึ้นกับพัฒนาการของสงครามตะวันออกกลางในแต่ละวัน ว่าจะไปทางใด หากดีขึ้น จะดีต่อตลาดหุ้น แต่หากแย่ลง หรือยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม ตลาดจะออกไปในทาง sideway หรือเห็นการขายของนักลงทุนได้
  • กลยุทธ์ลงทุน เรากลับมาแนะนำให้ชะลอการลงทุน สัปดาห์นี้ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นได้ทั้งบวกและลบ
  • หุ้นที่เราให้ความสนใจ หากสงครามยุติหรือมีแนวโน้มที่จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ คือ BA, CBG, OSP, BH
  • หุ้นกลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, SCB, KBANK) เรายังเห็นว่าเป็นแหล่งหลบภัยที่ดี และหุ้นส่วนใหญ่ของกลุ่มยังไม่ขึ้นเครื่องหมาย “XD”
  • หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เราคงหุ้นเดิมไว้ หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย PTTEP(20%), CPN(20%), KTB(10%), CPALL(10%) , BDMS(10%), SCB(10%), ADVANC(10%)

Technical : ITC, NER

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...