เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น -บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะปรับตัวลดลงเข้าหาโซน 1,410-1,430 จุด จากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นลบหลังสงครามเริ่มขยายวงกว้างมากขึ้น ล่าสุดกลุ่มกบฏฮูตีประกาศเข้าร่วมสงคราม และเริ่มยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนกลับมา Risk-Off จากแนวโน้มสงครามที่อาจยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด
ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ US$115 ต่อบาร์เรล Bond Yield คาดยังไต่ระดับขึ้น รวมถึงล่าสุดตลาดให้โอกาส 25% ที่ Fed อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. หรือ ต.ค. จากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มพุ่งขึ้น
ด้านปัจจัยในประเทศจับตารายชื่อครม.ทีเตรียมขึ้นทูลเกล้า ส่วนด้านราคาน้ำมันในประเทศติดตามกกต.ไฟเขียวครม.ขอลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาท/ลิตร อย่างไรก็ตามเรามองว่าจากระดับราคาน้ำมันดิบปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะยังเห็นราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวขึ้นต่อ โดยคาดดีเซลมีโอกาสแตะ 45-50 บาท/ลิตร ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยยะใน 2Q26 โดยเริ่มเห็นบางสำนักทยอยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจลง ซึ่งจับตาการแถลงภาวะเศรษฐกิจรายเดือนของธปท.ในวันพรุ่งนี้ว่าจะมีมุมมองและการส่งสัญญาณอย่างไร ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพของครม.ชุดใหม่คาดทำได้เพียงประคองและลดผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจ และอาจพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางจากเม็ดเงินงบประมาณที่มีจำกัด จึงยังเน้นเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่มที่กระทบจำกัดจากปัจจัยดังกล่าว
กลยุทธ์ : ป้องกันความเสี่ยงสงครามด้วยหุ้นพลังงานต้นน้ำ และพักเงินในหุ้น Defensive Staple Play ที่มีกระทบจากสงครามและเงินเฟ้อจำกัด
หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : PTTEP
• แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Bloomberg Consensus 153.23 บาท
• สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเดินหน้าเข้าสุ่สัปดาห์ที่ 5 โดยล่าสุดมีสัญญาณลบมากขึ้นหลังกลุ่มกบฏฮูติยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลและประกาศเข้าร่วมสงคราม หนุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด Brent อยู่ที่ US$115 ต่อบาร์เรล ยังเป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ
• ราคาพลังงานมีแนวโน้ม Higher-for-Longer ทำให้แนวโน้มกำไรในช่วง 1H26-2026 ของ PTTEP ดีกว่าคาดและมี Upside โดยเริ่มเห็นตลาดปรับประมาณการขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นทุกๆ US$1 ต่อบาร์เรล จะหนุนกำไรของ PTTEP เพิ่มขึ้นราว 1.5%+-
• แนวรับ 157.50//155 บาท แนวต้าน 163-165//175 บาท
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,410 -1,420 แนวต้าน 1,440 คาดดัชนี SET เช้านี้มีโอกาสปรับฐานลงจากความกังวล หลังราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นจากความเสี่ยงสงครามในตะวันออกกกลางอาจจะยืดเยื้อ หากสหรัฐตัดสินใจยกพลขึ้นบก แนะนำซื้อเก็งกำไร เช่น PTTEP, BANPU / กลุ่มพลังงานทดแทน เช่น GUNKUL,TSE, BBGI,UBE, PCE, VPO / กลุ่มอาหาร CPF, TFG, BTG, FM
PTTEP (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 137.00 บาท) ได้รับ sentiment บวกจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แหล่งผลิตในโอมานไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนกาชาใน UAE ยังไม่ได้เริ่มผลิต ในส่วนของ PTTEP คาดกำไร 1Q69 ปรับตัวขึ้น QoQ จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ลดลง แนวโน้มกำไรปกติปี 69 ยังแข็งแกร่ง ประมาณการมี upside จากสมมติฐานน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่อาจปับตัวสูงขึ้นกว่าคาด โดยทุกๆ US$1/bbl ที่ปรับขึ้นส่งผลบวกต่อกำไร PTTEP ประมาณ 1 พันล้านบาท นอกจากนี้ฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดในมือสูง สามารถคาดหวังต่อ Dividend Yield ในระดับสูงราว 6-7% ต่อปี
NER(ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 5.64 บาท) เก็งกำไรตาม Sentiment จากราคายางที่ดีขึ้น QoQ โดย ราคายางในปัจจุบันเทียบกับ ณ สิ้นปี 68 อิง SICOM, TSR20 อยู่ที่ 198 cent/kg. +10% / RSS3 อยู่ที่ 239 cent/kg +11% ส่วนการดำเนินงานช่วงปี2569 นี้ ทาง NER ตั้งเป้ารายได้ที่ 3.2 หมื่นลบ. +6%YoY หนุนด้วยราคายางที่ฟื้นตัว ขณะที่ โรงงานใหม่ที่เสร็จปลาย 4Q68 ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 8.7 แสนตัน ทั้งนี้ตลาดคาดว่าในปี69และ 70 กำไรสุทธิของNER จะอยู่ที่ 1,902 ลบ.(+1%YoY) และ 2,223 ลบ.(+17%YoY) ตามลำดับ มี Dividend Yield สูงที่ 7-10% ต่อปี
ขณะที่ บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไรและปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่กังวลต่อการยกระดับของสงครามในตะวันออกกลางและความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของ FED อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของ SET Index จะถูกจำกัด จากความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ (ทูลเกล้าฯ ครม.) และแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อดัชนีมาก รวมถึงความหวังเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คนละครึ่ง, ลดภาษีดีเซล) เราประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ไว้ที่ 1420-1470 จุด
ปัจจัยในประเทศ
- การเมืองไทย: นายกรัฐมนตรีเตรียมนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี อนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ ในวันนี้ (30 มี.ค.) หลังเสร็จสิ้นการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยคาดว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้และตามด้วยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันที ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
- มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ: รัฐบาลเตรียมออกมาตรการลดภาระประชาชนผ่านการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร และเพิ่มเงินช่วยเหลือในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 100 บาทต่อเดือน (รวมเป็น 400 บาท) ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อย 13.4 ล้านราย นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ทันทีหลังการแถลงนโยบาย เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ จะดีกับกลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL, CPAXT และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค
- แผนรับมือวิกฤตโลก: ในงาน “Meet the Press: 1 เดือนวิกฤตโลก-แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” รัฐบาลย้ำถึงการบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอจนถึงช่วงสงกรานต์ และการเร่งมาตรการกึ่งอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการขนส่งและค่าครองชีพมากเกินไป
- ปมบัตรเลือกตั้ง: ติดตามกกต. ส่งคำชี้แจงหลังครบกำหนดศาลรัฐธรรมนูญสั่ง 15 วัน ประเด็นที่ต้องติดตามคือ 1) กกต. จะยื่นคำชี้แจงได้กำหนดหรือไม่ 2) ศาลจะนัดพิจารณาครั้งถัดไปเมื่อไหร่ 3) หากผลออกมาเลวร้ายที่สุดอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะทำให้การเมืองเข้าสู่สุญญากาศอีกครั้ง
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.88 – 32.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีลักษณะการเคลื่อนไหวแบบแกว่งตัวไร้ทิศทางตามสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบคือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการประเมินกรอบระยะสั้นวันนี้ไว้ที่ 32.80 – 33.10 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังระบุว่าการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าสูงขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีนำเข้าเพื่อนำมาชดเชยรายได้รัฐที่สูญเสียไปจากการลดภาษีน้ำมันได้
- กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้นมียอด ซื้อสุทธิ 3,292.71 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอด ขายสุทธิ 452 ล้านบาท (คิดเป็นกระแสเงินไหลออกสุทธิ หรือ Net Outflow รวม 454 ล้านบาท)
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง: สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์และเหล็กกล้าในอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่พันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ด้านกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนได้เข้าร่วมสงครามโดยยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องส่งนาวิกโยธินกว่า 2,500 นายเข้าไปยังพื้นที่เพื่อรักษาความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
- ทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FED): เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่าวัฏจักรการ “ปรับลดอัตราดอกเบี้ย” อาจสิ้นสุดลงแล้ว และอาจมีความจำเป็นต้องกลับมาพิจารณา “ขึ้นดอกเบี้ย” หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและนโยบายกำแพงภาษี
- สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ: จีนเริ่มกระบวนการสอบสวนการค้า (Trade Probes) ต่อสหรัฐฯ ในประเด็นห่วงโซ่อุปทานและสินค้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อตอบโต้มาตรการภาษีของ ปธน. ทรัมป์ ถือเป็นการเพิ่มแรงกดดันและสร้างเงื่อนไขในการเจรจาก่อนการประชุมสุดยอด Xi-Trump Summit ในเดือน พ.ค. นี้
.
Technical : BCH, KAMART
การประชุมฉุกเฉินระดับโลก: ติดตามการประชุมด่วนของรัฐมนตรีคลัง รมว. พลังงาน และผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่ม G7 ในวันจันทร์นี้ (30 มี.ค.) เพื่อหารือแนวทางรับมือวิกฤตพลังงานและภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน รวมถึงผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินโลก ซึ่งอาจมีผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพลังงาน
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
- การประชุมรัฐมนตรีของกลุ่ม G7
- TH – นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อ ครม. อนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ
Strategy
- สัปดาห์นี้ ทิศทางจะไปขึ้นกับพัฒนาการของสงครามตะวันออกกลางในแต่ละวัน ว่าจะไปทางใด หากดีขึ้น จะดีต่อตลาดหุ้น แต่หากแย่ลง หรือยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม ตลาดจะออกไปในทาง sideway หรือเห็นการขายของนักลงทุนได้
- กลยุทธ์ลงทุน เรากลับมาแนะนำให้ชะลอการลงทุน สัปดาห์นี้ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นได้ทั้งบวกและลบ
- หุ้นที่เราให้ความสนใจ หากสงครามยุติหรือมีแนวโน้มที่จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ คือ BA, CBG, OSP, BH
- หุ้นกลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, SCB, KBANK) เรายังเห็นว่าเป็นแหล่งหลบภัยที่ดี และหุ้นส่วนใหญ่ของกลุ่มยังไม่ขึ้นเครื่องหมาย “XD”
- หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เราคงหุ้นเดิมไว้ หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย PTTEP(20%), CPN(20%), KTB(10%), CPALL(10%) , BDMS(10%), SCB(10%), ADVANC(10%)
Technical : ITC, NER