โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จ่ายคืนใคร จ่ายจริงหรือไม่? "ทรัมป์" งานเข้า ศาลสั่งให้ทางการสหรัฐฯ คืนเงินภาษีนำเข้า 1.66 แสนล้านดอลลาร์

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
จ่ายคืนใคร จ่ายจริงหรือไม่?

เปิดประเด็น: ศาลสั่งคืน “ภาษีทรัมป์” เงินก้อนประวัติศาสตร์

สถานการณ์พลิก เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญภาระก้อนใหญ่ หลังศาลมีคำสั่งให้ “ภาษีนำเข้า” ที่เคยจัดเก็บไว้ก่อนหน้านี้เป็นโมฆะ พร้อมสั่งให้คืนเงินรวมสูงถึง 166,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คำถามสำคัญจึงตามมาในทันที เงินก้อนมหาศาลนี้จะถูกคืนจริงหรือไม่ และใครกันแน่คือผู้ที่มีสิทธิได้รับเงิน ระหว่างภาคธุรกิจหรือประชาชนผู้บริโภคที่แบกรับราคาสินค้าที่สูงขึ้นไปแล้ว

จุดเริ่มต้น: นโยบายภาษีที่ถูกตัดสินว่าเกินอำนาจ

ความคืบหน้าล่าสุดของ “ภาษีทรัมป์” สะท้อนผลพวงจากนโยบายที่สหรัฐฯ เคยใช้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยอาศัยกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)

อย่างไรก็ตาม ศาลสหรัฐฯ ได้วินิจฉัยในภายหลังว่า มาตรการดังกล่าวเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี ส่งผลให้ต้องยกเลิก และนำไปสู่คำสั่งสำคัญคือ “รัฐบาลต้องคืนเงิน” แม้ว่าภาษีเหล่านี้จะถูกจัดเก็บและนำส่งเข้ารัฐไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ตาม

ทางการสหรัฐฯ เปิดระบบคืนเงิน: ธุรกิจเริ่มยื่นคำขอ

รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า ทางการสหรัฐฯ ได้เปิดระบบให้ภาคธุรกิจสามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีผ่านหน่วยงานศุลกากรและความมั่นคงชายแดน ผ่านทางหน่วยงาน ศุลกากรและความมั่นคงชายแดน ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security)

อย่างไรก็ตาม การคืนเงินไม่ได้เกิดขึ้นทันที ผู้นำเข้าจะต้องรออย่างน้อย 2–3 เดือนหลังยื่นคำร้องจึงจะได้รับเงินคืน

ทั้งนี้ คำตัดสินสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 โดยศาลสูงสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการภาษีดังกล่าว และต่อมา ศาลการค้าระหว่างประเทศมีคำสั่งให้คืนเงินแก่บริษัททั้งหมดที่เคยชำระภาษีภายใต้กฎหมายนี้ รวมมูลค่ากว่า 166,000 ล้านดอลลาร์

ระบบใหม่ CAPE: รับมือการคืนเงินครั้งใหญ่

เพื่อรองรับภาระครั้งประวัติศาสตร์ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้พัฒนาระบบใหม่ชื่อ CAPE (Consolidated Administration and Processing of Entries)

ระบบนี้ทำหน้าที่ครบวงจร ตั้งแต่รับคำร้อง ตรวจสอบ คำนวณภาษี ไปจนถึงอนุมัติและจ่ายเงิน โดยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคำขอจำนวนมหาศาลจากผู้นำเข้าหลายหมื่นรายในเวลาเดียวกัน

ประเด็นสำคัญคือ “ใครได้คืน” ศาลระบุชัดว่า ผู้มีสิทธิ์คือ “ผู้นำเข้าโดยตรง” หรือ importer of record เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่ และไม่จำเป็นต้องเคยฟ้องร้องรัฐบาลมาก่อน

เงื่อนไขการคืนเงิน: ได้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย

การคืนภาษีครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เงินต้น แต่รวมถึง “ดอกเบี้ย” ด้วย โดยกระบวนการจะดำเนินเป็นเฟส สำหรับในเฟสแรก จะพิจารณากรณีที่ไม่ซับซ้อน เช่น รายการนำเข้าที่ยังไม่ปิดบัญชีภาษี หรือเพิ่งปิดบัญชีภายใน 80 วัน

ผู้นำเข้าต้องยื่นเอกสารผ่านระบบ CAPE เช่น ใบขนสินค้า หลักฐานการชำระภาษี และเอกสารนำเข้า หากได้รับอนุมัติ จะได้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ยภายใน 60–90 วัน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแนะนำให้บริษัทต่าง ๆ ยังเปิดช่องทางทางกฎหมายอื่นควบคู่ไว้ เผื่อกรณีที่ระบบหลักมีปัญหา

ความไม่แน่นอนยังมีอยู่: อุทธรณ์ได้ คดียืดได้

แม้ระบบจะเริ่มเดินหน้าแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่ถือว่าจบ 100% เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ยังสามารถอุทธรณ์คำตัดสินของศาลได้ และประธานาธิบดีทรัมป์ เองก็เคยส่งสัญญาณว่า คดีนี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี

รายงานจาก Reuters ระบุว่า กรณีที่ซับซ้อน เช่น การตีความประเภทสินค้า หรือข้อโต้แย้งอัตราภาษี อาจต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพิ่มเติม

สังคมตั้งคำถามใหญ่: ใครคือผู้จ่ายภาษีตัวจริง?

แม้ศาลจะสั่งคืนเงินให้ “ผู้นำเข้า” แต่ในโลกความเป็นจริง ภาษีเหล่านี้มักถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น จึงเกิดคำถามสำคัญ ประชาชนชาวอเมริกันที่จ่ายราคาสินค้าที่แพงขึ้นไปแล้ว จะได้รับการชดเชยหรือไม่

ขณะนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวของผู้บริโภคในรูปแบบ “class action” โดยพุ่งเป้าไปยังบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ เช่น FedEx, Costco และ Lululemon เพื่อเรียกร้องคืนส่วนต่างราคาสินค้า

ด้าน CNBC วิเคราะห์ว่า หากคดีลักษณะนี้ขยายวงกว้าง อาจกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อโมเดลธุรกิจค้าปลีกในอนาคต

บทสรุป: เงินก้อนยักษ์ที่ยังต้องลุ้น

แม้ศาลจะสั่งชัดเจนให้คืนเงินภาษีกว่า 166,000 ล้านดอลลาร์ แต่กระบวนการทั้งหมดเพิ่งเริ่มต้น และยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

สุดท้ายแล้ว เงินจะถูกคืนครบหรือไม่ จะใช้เวลานานแค่ไหน และที่สำคัญ คือ ประชาชนที่จ่ายแพงขึ้นไปแล้ว จะมีใครรับผิดชอบหรือไม่ ดังนั้นนี่จึงเป็น “ข่าวที่จบแบบยังไม่จบ” และต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...