ฮาร์วาร์ดชี้ช่อง ดื่มชา-กาแฟ "กี่แก้วต่อวัน" หนีสมองเสื่อมได้จริง วิจัยค้นพบปริมาณแล้ว!!
งานวิจัยฮาร์วาร์ดติดตาม 131,821 คน ดื่มกาแฟ-ชาเป็นประจำ อาจช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อม แต่ต้องไม่เกินระดับนี้
ผลการศึกษาขนาดใหญ่จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา พบว่า การดื่มกาแฟและชาเป็นประจำอาจมีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมของสมองได้ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป
โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม กำลังส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลกหลายสิบล้านคน ในขณะที่ยังไม่มีวิธีรักษาที่จำเพาะ การดูแลสุขภาพผ่านพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารการแพทย์ JAMA ได้ชี้ให้เห็นบทบาทของเครื่องดื่มอย่างกาแฟและชาที่มีต่อสุขภาพสมองอย่างน่าสนใจ
การศึกษานี้ติดตามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 131,821 คน เป็นระยะเวลานานถึง 43 ปี โดยอ้างอิงข้อมูลจากโครงการ Nurses’ Health Study และ Health Professionals Follow-up Study ประกอบด้วยผู้หญิง 86,606 คน และผู้ชาย 45,215 คน โดยมีระยะเวลาติดตามเฉลี่ยเกือบ 37 ปี ตลอดการศึกษา พบผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมมากกว่า 11,000 ราย พร้อมมีการประเมินการทำงานของสมองผ่านการวินิจฉัยทางการแพทย์ บันทึกการเสียชีวิต และการทดสอบด้านความจำ
ผลลัพธ์ระบุว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ มีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมน้อยกว่ากลุ่มที่แทบไม่ดื่มอย่างมีนัยสำคัญโดยกลุ่มที่ดื่มมากที่สุด (ผู้หญิงเฉลี่ย 4.5 แก้วต่อวัน ผู้ชาย 2.5 แก้วต่อวัน) มีความเสี่ยงลดลงประมาณ 18% อีกทั้งยังทำคะแนนด้านความจำและการคิดได้ดีกว่า เทียบเท่ากับการชะลอวัยของสมองได้ราว 0.6 ปี และมีรายงานอาการหลงลืมหรือสมาธิลดลงน้อยกว่าในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ดังกล่าวพบเฉพาะในเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเท่านั้น ขณะที่กาแฟแบบไม่มีคาเฟอีน (decaf) ไม่พบผลลัพธ์เช่นเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ว่า “คาเฟอีน” อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยปกป้องสมอง
แม้จะมีข้อดี แต่การบริโภคมากเกินไปก็ไม่ใช่คำตอบ งานวิจัยระบุว่าประโยชน์จะอยู่ในระดับ “เหมาะสม” โดยแนะนำให้ดื่มกาแฟประมาณ 2–3 แก้วต่อวัน หรือชาประมาณ 1–2 แก้วต่อวัน ซึ่งให้ปริมาณคาเฟอีนราว 300 มิลลิกรัมต่อวัน ถือเป็นระดับที่สมดุล หากดื่มมากกว่านี้อาจไม่ได้เพิ่มประโยชน์ และอาจส่งผลเสีย เช่น รบกวนการนอนหลับ
ในเชิงกลไก นักวิจัยอธิบายว่า คาเฟอีนอาจช่วยยับยั้งตัวรับอะดีโนซีนในสมอง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของเซลล์ประสาท และอาจช่วยลดการสะสมของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติลดการอักเสบ เพิ่มความไวต่ออินซูลิน และสารสำคัญอื่นๆ ในกาแฟและชา เช่น โพลีฟีนอล กรดคลอโรเจนิก และคาเทชิน ยังมีบทบาทเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยดูแลหลอดเลือดสมอง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การตอบสนองต่อคาเฟอีนแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคนอาจมีอาการนอนไม่หลับหรือวิตกกังวลเมื่อดื่มมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสมองแทน นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่มีปัญหาสุขภาพมักเลือกดื่มกาแฟไม่มีคาเฟอีน ทำให้ผลลัพธ์ด้านสมองดูต่ำกว่า ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากตัวเครื่องดื่มโดยตรง
สิ่งสำคัญคือ ประโยชน์จากการดื่มกาแฟหรือชาจะเกิดขึ้นเมื่อทำอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ใช่เพียงระยะสั้น จึงถือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่สามารถ “ลงทุนเพื่อสุขภาพสมอง” ได้ในอนาคต
สรุปแล้ว งานวิจัยระยะยาวเกือบ 50 ปีนี้ชี้ว่า การดื่มกาแฟหรือชาที่มีคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสม อาจเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อม และช่วยให้สมองยังคงทำงานได้ดีเมื่ออายุมากขึ้น