ราคาตั๋วเครื่องบินโลก จ่อพุ่ง 9% รับแรงกดดันน้ำมันอากาศยานทะยาน 83% จากวิกฤตตะวันออกกลาง
อุตสาหกรรมการบินเผชิญต้นทุนพลังงานพุ่งสูงหลังเหตุการณ์ปะทะในอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ฉุดความสามารถในการทำกำไร สายการบินยักษ์ใหญ่ของจีนนำร่องปรับฐานราคาตั๋วโดยสารรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและการขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ IATA ประเมินดัชนีราคาค่าโดยสารส่อแววขยับขึ้นต่อเนื่องตามกลไกตลาดและระดับการแข่งขันในแต่ละเส้นทางบิน
22 มีนาคม 2569– สภาวะอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์โลก ที่กำลังเผชิญกับมรสุมด้านต้นทุนการดำเนินงานอย่างรุนแรง ผลสืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) ในตลาดโลก โดยผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมได้ออกมาเตือนถึงแนวโน้มการปรับขึ้นค่าโดยสารที่อาจสูงถึง 9% หากสถานการณ์วิกฤตพลังงานยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย
ข้อมูลเชิงสถิติระบุว่า นับตั้งแต่การปะทะกันเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 83% ซึ่งถือเป็นอัตราเร่งที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของสายการบินทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ยักษ์ใหญ่การบินจีนนำร่องปรับฐานราคา รับมือวิกฤตต้นทุนพลังงานโลก
ปัจจุบันสายการบินหลักในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เริ่มดำเนินการปรับฐานราคาตั๋วโดยสารเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงแล้ว นำโดยกลุ่มผู้เล่นรายใหญ่ของรัฐ อาทิ China Eastern Airlines และ China Southern Airlines รวมถึงสายการบินภาคเอกชนอีกอย่างน้อย 2 แห่ง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของระลอกการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารทั่วโลกเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง
ทางด้านสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ได้จัดทำรายงานประเมินสถานการณ์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าอุตสาหกรรมกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
"ราคาตั๋วเครื่องบินทั่วโลกอาจปรับเพิ่ม 8–9% หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังอยู่ในระดับสูง"
ดัชนีการแข่งขันและทิศทางดีมานด์การเดินทางปี 69
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจภาคการขนส่งระบุว่า อัตราการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารในแต่ละเส้นทางบินจะมีความแตกต่างกันตามโครงสร้างการแข่งขัน (Market Competition) โดยเส้นทางบินที่มีระดับการแข่งขันต่ำหรือมีผู้เล่นน้อยราย สายการบินจะมีอำนาจเหนือตลาดในการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้มากกว่าเส้นทางที่มีการแข่งขันสมบูรณ์
นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นกว่า 80% ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจการบินในปี 2569 หากการเผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังคงยืดเยื้อ จะส่งผลให้ความต้องการเดินทางทางอากาศชะลอตัวลงจากกำลังซื้อของผู้โดยสารที่ลดลงตามภาระค่าตั๋วโดยสารที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการบินโลกไม่ได้เพียงแค่เผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในเส้นทางบินเท่านั้น แต่ยังต้องบริหารจัดการวิกฤตต้นทุนพลังงานที่ผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลต่อรายงานผลประกอบการและดัชนีการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลกในระยะยาว