โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก #น้ำมันหมด ถึง #จอดตาย ถอดรหัส 5 ประเด็นจาก 103 ล้านเอนเกจเมนต์ที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดกลางวิกฤตน้ำมัน 2569

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
จาก #น้ำมันหมด ถึง #จอดตาย ถอดรหัส 5 ประเด็นจาก 103 ล้านเอนเกจเมนต์ที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดกลางวิกฤตน้ำมัน 2569

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 – 19 มีนาคม 2569 พบว่าประเด็นวิกฤตน้ำมันบนโลกออนไลน์สร้างการมีส่วนร่วมสูงถึง 103,552,835 เอนเกจเมนต์ จากข้อความทั้งหมด 314,168 ข้อความ

เมื่อแยกตามแพลตฟอร์มพบว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักในการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมีสัดส่วนข้อความถึง 65.46% และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ราว 36 ล้านครั้ง ตามมาด้วย YouTube ที่เน้นคอนเทนต์วิดีโอวิเคราะห์เชิงลึก

ในขณะที่ TikTok แม้จะมีจำนวนข้อความน้อยกว่า แต่กลับสร้างเอนเกจเมนต์ได้สูงสุดทะลุ 50 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงพลังในการกระจายกระแสความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อวิกฤตครั้งนี้

จากการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถสรุป 5 ประเด็นหลักที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจและพูดถึงอย่างกว้างขวาง ดังนี้:

1.ความกังวลต่อสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ (29,895,625 เอนเกจเมนต์)

จุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้มาจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยเฉพาะข่าวการโจมตีศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่านและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข่าวสารเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกให้คนไทยอย่างรวดเร็ว โดยมีคีย์เวิร์ดอย่างคำว่า ‘ยืดเยื้อ’ และ ‘เครียด’ ถูกพูดถึงเป็นจำนวนมาก ประชาชนเริ่มกังวลว่านี่อาจลุกลามเป็น ‘สงครามโลก’ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย

ความกลัวนี้ได้จุดชนวนให้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนแห่ไปต่อคิวเติมน้ำมันข้ามคืนในหลายพื้นที่ ภาพรถยนต์และชาวบ้านที่นำแกลลอนมาต่อคิวสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตระหนก จนบางสถานีบริการน้ำมันต้องนำแผงเหล็กมากั้นและขึ้นป้ายว่า ‘น้ำมันหมด’ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

2. ภาวะน้ำมันขาดแคลนและวิกฤตศรัทธาต่อการสื่อสารของรัฐ(20,727,301 เอนเกจเมนต์)

ช่วงกลางเดือนมีนาคม ประเด็นภาวะน้ำมันขาดแคลนถูกพูดถึงอย่างหนัก จนเกิดแฮชแท็ก #น้ำมันขาด และ #น้ำมันหมด ที่สะท้อนความกังวลของประชาชน แม้ภาครัฐจะออกมายืนยันว่าไทยมี ‘น้ำมันสำรอง’ เพียงพอสำหรับการใช้งาน 96-100 วัน และขอร้องไม่ให้กักตุน

แต่บทสนทนาในโลกออนไลน์กลับเต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และความกังวลว่าน้ำมันอาจถูกกักเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างภาครัฐกับสิ่งที่ประชาชนเผชิญในชีวิตจริง

3. เสียงสะท้อนความสิ้นหวังจากภาระค่าครองชีพ (10,767,829 เอนเกจเมนต์)

เอนเกจเมนต์กว่า 10 ล้านครั้งสะท้อนถึงความสิ้นหวังของประชาชน ผ่านคีย์เวิร์ดอย่าง #เครียด #ท้อ และ #เดือดร้อน ประเด็นหลักคือการเปรียบเทียบระหว่างราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกับรายได้ที่คงที่

โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพขนส่งและไรเดอร์ที่ต้นทุนน้ำมันกัดกินกำไรจนไม่เหลือ จนเกิดกระแสตัดพ้อเรื่องการคืนรถและเลิกอาชีพผ่านแฮชแท็ก #สู้ไม่ไหว และ #จอดตาย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้จริงที่ระบายความอัดอั้นสะท้อนความเหนื่อยล้าทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมากกว่าแค่การบ่นเรื่องราคาน้ำมัน หรือของแพง แต่เป็นการเรียกร้องให้มีมาตรการพยุงชีวิตในวันที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ไปไกล

4. การเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันอย่างยั่งยืน (4,579,359 เอนเกจเมนต์)

ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของมาตรการระยะสั้น เช่น “ตรึง 15 วัน แล้ววันที่ 16 จะเป็นอย่างไร?” พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตอย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะที่ภาคขนส่งและเกษตรกรรมก็ผลักดันให้มีการสนับสนุนน้ำมัน B20 เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเสียงสะท้อนเหล่านี้ยังลามไปถึงการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลอีกด้วย

5. พลังงานทางเลือก ทางรอดที่เป็นไปได้ยากสำหรับคนหมู่มาก (1,518,225 เอนเกจเมนต์)

เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ‘พลังงานทางเลือก’ จึงกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ทั้งการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการติดแผงโซลาร์เซลล์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนถึงข้อจำกัดเรื่องต้นทุนเริ่มต้นที่สูงเกินเอื้อมสำหรับผู้มีรายได้น้อย ประชาชนจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียม

นอกเหนือจาก 5 ประเด็นหลักแล้ว นโยบาย ‘Work From Home’ (WFH) แบบ 100% สำหรับหน่วยงานราชการก็ได้รับความสนใจอย่างมาก ประชาชนได้เปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางกับรายได้รายวันผ่านแฮชแท็กอย่าง #ค่าเดินทางพุ่ง และ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว พร้อมเรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและเอกชนนำนโยบาย WFH กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...