โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สธ. เฝ้าระวังยาสำคัญ 63 รายการ รับมือสงคราม ยันเพียงพอ 3-12 เดือน

The Bangkok Insight

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

สธ. เฝ้าระวังยาสำคัญ 63 รายการ รับมือเหตุตะวันออกกลาง พบยังเพียงพอ 3-12 เดือน เร่งเพิ่มบริการ Telemedicine ให้ได้ 30%

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณี สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมกล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่แพงขึ้น ทำให้ระบบบริการสาธารณสุขมีความเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องรถพยาบาลฉุกเฉิน รวมถึงวัตถุดิบพลาสติกผลิตภาชนะบรรจุยาและเวชภัณฑ์ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ตะวันออกกลางเสี่ยงที่จะขาดชั่วคราว

ยาสำคัญ

ส่วนยาและเวชภัณฑ์ที่นำเข้าส่วนใหญ่ผลิตในยุโรป อเมริกา จีน และอินเดีย อาจมีต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และการขนส่งภายในประเทศล่าช้าจากข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิง แต่คงไม่ถึงขั้นขาดคราวหรือขาดแคลน

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้วางมาตรการรับมือ 3 ระยะ โดยระยะสั้น 0-6 เดือน เน้นบริหารจัดการพลังงาน ลดการเดินทาง ประชุมออนไลน์ ให้มีการ Work From Home โดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ประสานสถานีเชื้อเพลิงสำหรับรถพยาบาลฉุกเฉิน เพิ่มบริการผ่านระบบ Telemedicine ให้ได้ 30% โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีอาการคงที่ และใช้ระบบส่งยา Refill ทางไปรษณีย์ 100% รวมถึงปรับการจ่ายยาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้สั้นลงไม่เกินครั้งละ 1-2 เดือน ตามบริบทพื้นที่

ขณะเดียวกัน อย. ยังได้จัดทำ Watch List ยาสำคัญ ได้แก่ ยาช่วยชีวิต ยาที่ใช้ในห้องผ่าตัด น้ำเกลือ น้ำยาล้างไต ยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ยารักษามะเร็ง รวมถึงวัคซีน โดยติดตามปริมาณสำรองคงคลังจากผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นมี 63 รายการ ขณะนี้มีปริมาณสำรองเพียงพอตั้งแต่ 3-12 เดือน และยังจัดทำมาตรการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ เพื่อลดผลกระทบในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพด้านภาชนะบรรจุและด้านวัตถุดิบ โดยให้สามารถยื่นขอคำแก้ไขเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ทดแทนแหล่งผลิตเดิมได้

สำหรับในระยะกลาง 6-9 เดือน เพิ่มการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งปัจจุบันติดตั้งแล้ว 1,683 แห่ง คิดเป็น 90.6% มีกำลังการผลิต 129,113 กิโลวัตต์ รวม 188 ล้านหน่วย/ปี ช่วยประหยัดค่าไฟได้ 687 ล้านบาท/ปี และลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 88,258 TONco2/ปี มีการปรับเปลี่ยนใช้ยาทดแทนตามมาตรฐานทางการแพทย์ ส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรและวัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งยกระดับการใช้หมอพร้อม Super App ในการให้บริการทาง Telemedicine

ส่วนระยะยาว 9 เดือนขึ้นไป มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด เปลี่ยนรถเก่าเป็นรถไฟฟ้า ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายาในประเทศเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพ รวมถึงขยายหน่วยบริการปฐมภูมิและนำ AI มาใช้

ด้านการบริหารจัดการยาขององค์การเภสัชกรรม พบว่า เป็นผู้ผลิตเอง 203 รายการ เป็นผู้จัดหา 171 รายการ ได้จัดซื้อและสำรองวัตถุดิบจากแหล่งผู้ผลิตในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติมเพื่อป้องกันความผันผวน และเพิ่มแหล่งวัตถุดิบที่สามารถใช้ทดแทนกันได้จากผู้ผลิตในภูมิภาคเอเชียเพื่อกระจายความเสี่ยง

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเป็นหน่วยบริหารจัดการภายในพื้นที่ ตรวจสอบทรัพยากรสำคัญ 5 กลุ่ม คือ น้ำมัน ยา เวชภัณฑ์ ออกซิเจน และชุด PPE อย่างใกล้ชิด ซึ่งจากข้อมูลที่เข้ามาในระบบรายงาน มีพื้นที่ได้รับผลกระทบในระดับปานกลางจากน้ำมันเชื้อเพลิง 25 จังหวัด แต่ยังให้บริการได้ตามปกติ

นอกจากนี้ ยังให้จัดทำแผนความต่อเนื่องบริการ (BCP) รวมถึงยกระดับงานเอกสารราชการสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยอนุมัติให้ทุกหน่วยงานส่วนภูมิภาคใช้งานระบบ e-Office ให้แล้วเสร็จภายใน เดือนพ.ค. 2569

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...