นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนหรืออำนาจ
เนื้อหาที่มาจากใจของนพ.ธีรภัทร์ พุ่มพวง หรือ “หมออั้น” ศัลยแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลสมุทรปราการ และอินฟลูเอ็นเซอร์ เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก Aun Theeraphat ได้รับการกล่าวถึงและถูกแชร์มากในโลกโซเชี่ยล
หลายประโยค หลายความรู้สึกล้วนมีความหมายต่อ “หมอเสริฐ” ผู้ลาจากในวัย 93 ปีและครอบครัว รวมถึงผู้ที่ยังมีลมหายใจ เพราะให้ “ข้อคิด” ที่หลากหลายจากประสบการณ์ตรง “ดีไลฟ์ ประชาชาติฯ” จึงขอสรุปแก่นแห่งความดีที่ปรากฏ ผ่านคอลัมน์นี้ …
สร้างระบบดูแลชีวิตคนทั้งประเทศ
นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ “หมอเสริฐ” เป็นหมอคนหนึ่ง…ที่ไม่ได้สร้างแค่โรงพยาบาล แต่สร้าง “ระบบที่ดูแลชีวิตคนทั้งประเทศ” บางครั้งเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ก็ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนหรืออำนาจ แต่เริ่มจากความไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่
ในวันที่จากไปหุ้นในบริษัทที่สร้างมามีมูลค่ารวมกันเกือบ 5 แสนล้านบาท
ย้อนไปปี 2503 นพ.ปราเสริฐเพิ่งจบแพทยศาสตรบัณฑิตจากศิริราช รุ่นที่ 61 ในฐานะแพทย์ประจำบ้านแผนกศัลยกรรม ท่านเห็นสิ่งที่หมอคนอื่นก็เห็น
โรงพยาบาลรัฐที่แน่นจนล้น คนไข้ที่รอจนทรุด เครื่องมือที่ไม่เคยพอ และคุณภาพการรักษาที่ขึ้นอยู่กับโชคมากกว่ามาตรฐาน
ท่านไม่ได้ถามว่า “จะรักษาคนไข้ให้เก่งขึ้นยังไง” แต่ถามคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก
“ทำไมระบบมันถึงเป็นแบบนี้ และเราจะสร้างระบบใหม่ได้ไหม” คำถามเดียวที่เปลี่ยนชีวิตท่านไปตลอดกาล
จุดเริ่มต้นในวันที่ไม่มีใครเชื่อ
30 ตุลาคม 2512 บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ ถูกจดทะเบียนขึ้น ด้วยทุนเริ่มต้นเพียง 10 ล้านบาท
3 ปีต่อมา วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2515 โรงพยาบาลกรุงเทพแห่งแรกเปิดประตูให้บริการครั้งแรก ไม่ได้อยู่ทำเลทอง ไม่ได้ใหญ่โต เป็นเพียงอาคาร 4 ชั้น บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ขนาดเพียง 50 เตียง
ในยุคที่คำว่า “โรงพยาบาลเอกชน” ยังไม่ใช่ธุรกิจที่ใครกล้าเชื่อว่าจะอยู่รอด
ช่วงแรกไม่ได้สวยงาม เตียงว่าง คนไข้ยังไม่ไว้ใจ แพทย์เก่ง ๆ ไม่กล้าเสี่ยงลาออกจากโรงพยาบาลรัฐมาร่วมงาน รายได้ไม่แน่นอน แต่ค่าใช้จ่ายแน่นอนทุกเดือน นี่คือธุรกิจที่พลาดนิดเดียวก็ล้มได้ทันที
แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ วิธีที่ท่านเลือกสู้ ไม่เร่งโต ไม่ลดราคาแข่ง ไม่ลดคุณภาพเพื่อดึงคนไข้ แต่เลือกทางที่ยากที่สุด คือ สร้างความเชื่อมั่นอย่างช้า ๆ ทีละคน ทีละเคส ทีละชื่อเสียง
ใช้เวลาเกือบ 20 ปี กว่าบริษัทจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ในปี 2534
และใช้เวลาอีกหลายปีกว่าคำว่า “โรงพยาบาลกรุงเทพ = ไว้ใจได้” จะติดปากคนไทย
ปริศนาของน้ำเกลือ
หมอเสริฐเห็นสิ่งที่คนอื่นยังไม่เห็น ว่าโรงพยาบาลไม่ใช่แค่สถานที่รักษา แต่มันคือระบบเศรษฐกิจขนาดย่อมที่มีกระแสเงินสดไหลเวียนทุกทิศทาง
ปี 2553 ท่านตัดสินใจทำสิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจ ทุ่มเงิน 734 ล้านบาท ซื้อกิจการ บริษัทเอ.เอ็น.บี. ลาบอราตอรี่ ผู้ผลิตน้ำเกลือ Klean & Kare ที่ใช้ล้างจมูก ล้างแผล ล้างคอนแท็กต์เลนส์
ไม่มีใครตื่นเต้นกับน้ำเกลือ เพราะเป็นสินค้าที่ไร้เสน่ห์ในโลกการแพทย์ แต่ท่านเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม ของที่ใช้ทุกวัน ทุกเตียง ทุกเคส ทุกโรงพยาบาลในเครือ
ในวันที่คนอื่นคิดแค่ว่า “รักษาคนไข้ให้ดี” ท่านคิดไปอีกขั้น “ถ้าคุมต้นน้ำได้ เราจะคุมทั้งเกมได้”
จากนั้นจิ๊กซอว์ก็เริ่มต่อกันอย่างเงียบ ๆ ห้องแล็บในนาม N Health ร้านขายยา Save Drug เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ เฮลิคอปเตอร์รับส่งผู้ป่วย และระบบส่งต่อคนไข้ระหว่างโรงพยาบาลในเครือ
ทุกอย่างถูกออกแบบโดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น เงินทุกบาทหมุนอยู่ในระบบเดียวกัน นี่คือ Healthcare Supply Chain คำที่คนไทยในปี 2553 แทบไม่คุ้น
เกมที่ชนะด้วยการ “ซื้อเวลา”
จุดเปลี่ยนจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่การสร้าง แต่อยู่ที่การซื้อ ในวันที่หลายคนเลือกสร้างเอง หมอเสริฐเลือกซื้อกิจการ สมิติเวช BNH พญาไท เปาโล ถูกดึงเข้ามาอยู่ใต้ร่มเดียวกัน หลายดีลถูกตั้งคำถาม “แพงไปไหม” นักวิเคราะห์บางคนบอกว่า เขาซื้อในราคาที่ไม่สมเหตุสมผล
ดีลที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์คือ ดีลในปี 2554 เมื่อหมอเสริฐคุยกับคุณวิชัย ทองแตง เจ้าของกลุ่มพญาไทและเปาโล เสนอการควบรวมกิจการ
มีการเล่าต่อกันว่า คุณวิชัยใช้เวลาตัดสินใจเพียง 50 วัน หลังควบรวมโรงพยาบาลในเครือเพิ่มจาก 19 แห่งเป็น 27 แห่ง จำนวนเตียงกระโดดจาก 2,992 เตียง ไปเป็น 4,639 เตียงในชั่วข้ามคืน
วันนั้นคนวงการเงินบอกดีลนี้แพง แต่วันนี้ชัดแล้วว่า ดีลไม่ได้แค่ซื้อโรงพยาบาล แต่ซื้อเวลา 10-20 ปี ถ้าสร้างเองคงใช้งบฯมหาศาล และอาจสร้างไม่ทันด้วยซ้ำ
การซื้อไม่ใช่เรื่องยากที่สุด สิ่งที่ยากกว่าคือการรวมให้เป็นหนึ่ง
วัฒนธรรมองค์กร ระบบ ทีมแพทย์ที่ต่างกัน หลายดีลทั่วโลก ควบรวมล้มเหลวเพราะเรื่องนี้
แต่สิ่งที่ยากสุดได้เปลี่ยนหลายโรงพยาบาลให้เป็นระบบเดียวกัน ภายใต้มาตรฐาน JCI ของสหรัฐอเมริกาที่ได้รับการรับรองถึง 14 แห่งในเครือ
เกมที่คนไม่เข้าใจ ทำไมหมอทำสายการบิน
หมอเสริฐเดินเกมที่คนส่วนใหญ่สงสัย ทำไมหมอทำสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ฟังดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่ที่น่าทึ่งคือ ท่านเริ่มมันตั้งแต่ปี 2511 ก่อนเปิดโรงพยาบาลกรุงเทพด้วยซ้ำ
เริ่มจากแผนกการบินเล็ก ๆ ในบริษัทรับเหมาชื่อ “กรุงเทพสหกล” ที่บินสำรวจน้ำมันในอ่าวไทยให้ยูเนี่ยนออยส์ จนปี 2529 ถึงได้เป็นสายการบินเอกชนแห่งแรกของไทย
แล้วปี 2532 ท่านก็ทำในสิ่งที่ไม่มีธนาคารไหนยอมปล่อยกู้คือ สร้างสนามบินเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย บนเกาะเล็ก ๆ ที่ชื่อ “สมุย”
ท่านเล่าเองว่า วันที่คิดสร้างสนามบินสมุยเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นเขาไม่มีที่ดินบนเกาะนั้นเลยแม้ตารางวาเดียว สถาบันการเงินมองไม่เห็นอนาคต ไม่มีใครเชื่อเกาะเล็ก ๆ กลางทะเลจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เขาค่อย ๆ หาที่ดิน ค่อย ๆ สร้าง ค่อย ๆ โน้มน้าวทุกฝ่าย
สมุยเคยติดอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 1 ของอาเซียน ในฐานะเกาะท่องเที่ยวยอดเยี่ยม สนามบินสมุยสร้างรายได้ให้บางกอกแอร์เวย์สถึง 50 % ของรายได้ทั้งหมด
จิ๊กซอว์ที่คนเพิ่งมาเข้าใจภายหลัง
สิ่งที่ลึกกว่านั้นคือ ทำไมหมอต้องทำสายการบิน คำตอบอยู่ในหัวท่านมานานแล้ว มองเห็นก่อนใคร ว่าอนาคตโรงพยาบาลไทยไม่ได้อยู่แค่คนไทย แต่อยู่ที่คนไข้ต่างชาติ
เมื่อคนไทยยังใช้โรงพยาบาลรัฐ ตลาดเอกชนระดับพรีเมี่ยมก็ต้องดึงกำลังซื้อจากต่างประเทศเข้ามา
แต่ปัญหาคือ คนไข้จะเดินทางมาได้ยังไงในวันที่โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม
ท่านไม่รอให้รัฐสร้างสนามบินให้ ไม่รอให้สายการบินต่างชาติเปิดเส้นทางให้ แต่ขอลงมือสร้างเองทั้งระบบ
เครื่องบินของตัวเองพาคนไข้จากต่างประเทศเข้าสู่ระบบ สนามบินกลายเป็นประตูสู่ระบบนิเวศ สมุย ตราด สุโขทัย ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่คือจุดเชื่อมของธุรกิจ ทั้งสร้างงานให้คนในพื้นที่
คนไข้จากดูไบหรือฮ่องกงบินมาไทย ลงที่สนามบินของเขา เข้าพักในเขตที่เขามีโรงแรมร่วมทุน เข้ารักษาในโรงพยาบาลในเครือ ใช้น้ำเกลือที่ผลิตเอง ใช้แล็บของตัวเอง ซื้อยาจากร้านขายยาเอง จ่ายเงินผ่านประกันสุขภาพที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบผืนแผ่นดินไทย จนถึงก้าวสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับ ทุกอย่างเชื่อมกันหมด
ถ้าใครคิดว่าระบบนิเวศของท่านจบที่ “โรงพยาบาล + สายการบิน + สนามบิน” ก็ยังไม่ใช่อีก
เพราะปี 2556 ท่านขยับสู่ธุรกิจสื่อ ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ PPTV HD 36 ผ่านบริษัทบางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ช่วงที่ กสทช.เปิดประมูลทีวีดิจิทัล และเข้าถือหุ้นช่อง One31 อีกด้วย
หลายคนถาม “หมอจะทำทีวีไปทำไม” ถ้ามองในแง่ระบบสื่อคือเครื่องมือสร้างแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญเป็นช่องทางสื่อสารถึงคนไทยหมู่มากในยุคที่การโฆษณาผ่านสื่อหลักยังทรงพลัง
PPTV ในวันนี้กลายเป็นช่องที่แข็งในข่าวกีฬา (โดยเฉพาะลิขสิทธิ์ฟุตบอลและกีฬาระดับโลก) และคอนเทนต์เอเชีย จับกลุ่มตรงกับฐานลูกค้าหลักของโรงพยาบาลในเครือพอดี
สิ่งที่ไม่มีใครลอกได้
วันนี้ Bangkok Dusit Medical Services หรือ BDMS มีโรงพยาบาลในเครือเกือบ 60 แห่ง ครอบคลุมกรุงเทพฯ พัทยา ระยอง หัวหิน เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย ขยายไปพนมเปญและเสียมราฐ ติดอันดับเครือโรงพยาบาลขนาดใหญ่สุดของโลก
ปี 2566 เป็นอันดับหนึ่งของโลกในดัชนีความยั่งยืน Dow Jones Sustainability Index ในหมวดผู้ให้บริการด้านสุขภาพ แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่สุดไม่ใช่จำนวน แต่คือโครงสร้างที่ไม่มีใครลอกได้
ต่อให้คู่แข่งมีเงินเท่ากัน ต่อให้จ้างที่ปรึกษาชุดเดียวกัน ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปสร้างสนามบินสมุยในปี 2532 ได้ ทั้งไม่สามารถซื้อสมิติเวชหรือพญาไทในราคาเดียวกันได้อีกแล้ว
หลายสิ่งที่ท่านทำเป็นการตัดสินใจที่ต้องทำในวินโดว์เวลาเฉพาะ เมื่อผ่านไปแล้วก็ผ่านเลย
บทส่งท้ายจากใจ
ผมตั้งใจค้นหาข้อมูล เรียบเรียงบทความนี้ขึ้นมา
ในฐานะที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ หรือหมอปุย ลูกสาวท่านที่นั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม BDMS ซึ่งสมัยที่เรียนเฉพาะทางศัลยศาสตร์ อาจารย์ท่านปฏิบัติต่อลูกศิษย์ทุกคนด้วยความเมตตามาตลอด
เดือนแรกหลังจากเรียนจบเฉพาะทาง ผมมีโอกาสได้ทำงานพาร์ตไทม์ในโรงพยาบาลในเครือของท่าน (เปาโล สมุทรปราการ) ต่อเนื่องจนวันนี้เป็นเวลา 13 ปีแล้ว
งานนั้นผมไม่ได้มองเป็นแค่ “รายได้เสริม” แต่คือสิ่งที่ทำให้ผมได้สร้างเนื้อสร้างตัว เก็บออมลงทุนต่อยอด ได้ผ่อนบ้านให้พ่อแม่ ได้จ่ายค่าน้ำค่าไฟทุกสิ้นเดือน ได้ส่งลูกไปโรงเรียนทุกเช้า
หล่อเลี้ยงสิ่งที่ผมเรียกมันว่า “ชีวิตปกติ” ชีวิตที่มีไฟสว่าง มีแอร์เย็น ๆ มีข้าวร้อน ๆ มีรอยยิ้มของพ่อแม่ และมีเสียงหัวเราะของลูกในบ้าน
คือชีวิตปกติที่มีความสุข จนผมเรียกมันว่า “ชีวิตที่ดี”
คนที่ผมไม่เคยได้เจอหน้า ท่านไม่รู้จักผม แต่ท่านเป็นคนที่สร้างองค์กรขึ้นมา และหล่อเลี้ยงครอบครัวผมมาตลอด รวมถึงพนักงานอีกหลายหมื่นชีวิตและครอบครัวของพวกเขา
นี่คือสิ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึง เวลาพูดถึงคนที่สร้างอาณาจักร ว่าอาณาจักรที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่มูลค่าหลักทรัพย์ ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเตียง ไม่ได้วัดกันที่อันดับ Forbes
แต่วัดกันที่จำนวนชีวิตที่ถูกหล่อเลี้ยงอยู่อย่างเงียบ ๆ จำนวนครอบครัวที่มีข้าวกิน จำนวนบ้านที่มีไฟฟ้าใช้ และจำนวนลูก ๆ ที่ได้เรียนหนังสือ
นี่แหละคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “มรดก” ที่มิใช่ทรัพย์สินที่ส่งต่อให้ลูกหลาน
แต่คือชีวิตของคนอื่น ๆ ในองค์กรและครอบครัวนับแสนที่มีวิถีที่ดีขึ้น เพราะวิชั่นขนานแท้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนหรืออำนาจ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net