โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ณัฐพงษ์’ อภิปรายนโยบาย ‘อนุทิน’ ชี้แบ่งผลประโยชน์ลงตัวกับ 5 กลุ่ม ตั้งแต่มุ้งทางการเมืองไปจนถึงผู้มีอำนาจ

The Momentum

อัพเดต 09 เม.ย. เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 05.04 น. • THE MOMENTUM

วันนี้ (9 เมษายน 2569) ที่อาคารรัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ขึ้นอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยตอนหนึ่งกล่าวถึงการแบ่งดุลอำนาจของรัฐบาลออกเป็น 5 ขั้วที่แบ่งปันผลประโยชน์กันได้อย่างลงตัว

ณัฐพงษ์ระบุว่า รัฐบาลชุดนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะสามารถคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็น สภาบน สภาล่าง หรือองค์กรอิสระต่างๆ

โดย 5 กลุ่มที่ณัฐพงษ์มองว่า สามารถแบ่งปันผลประโยชน์กันได้ลงตัวประกอบไปด้วย

1. ‘มุ้งทางการเมือง’ ที่อดีตเคยสังกัดอยู่พรรคการเมืองอื่น แต่ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย โดยหลักฐานที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนคือ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มี สส. ย้ายมาสังกัดและชนะการเลือกตั้งได้มากที่สุดในสภาฯ ชุดที่ 27 ทำให้เห็นโฉมหน้ารัฐมนตรีที่มาจากบ้านชลบุรี บ้านสงขลา และบ้านสุพรรณบุรี

2. ‘พรรคการเมืองอันดับ 2’ ในพรรคร่วมรัฐบาล เป็นดุลอำนาจที่ค้ำจุนรัฐบาลชุดนี้ ณัฐพงษ์ขยายความว่า พรรคการเมืองอันดับ 2 ยอมขายวิญญาณตนเอง เพราะไม่สามารถต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้ หากวันหนึ่งมีการขู่ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยก็ไม่ต้องมีข้อกังวลใจ เพราะสามารถเลือกพรรคการเมืองที่อยู่ในฝ่ายค้านไปร่วมรัฐบาลได้ทันที

3. ‘พรรคการเมืองอื่นๆ’ ที่ร่วมรัฐบาล หัวหน้าพรรคประชาชนมองว่า เป็นดุลอำนาจสำคัญ ที่ทำลายอำนาจการต่อรองของพรรคที่จะไปร่วมรัฐบาล เพราะหากปราศจากพรรคการเมืองเหล่านี้ การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ ‘ชักเข้า-ชักออก’ ได้ตลอดเวลา

4. บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือองค์กรอิสระ ล้วนแต่เป็น ‘ไพ่โจ๊กเกอร์’ ที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยสามารถเลือกหยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ สามารถใช้คุมเกมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามแบบที่ต้องการ รวมไปถึงใช้โจมตีพรรคการเมืองฝั่งตรงข้าม เช่น กรณีที่พรรคประชาชนกำลังประสบอยู่ในปัจจุบัน จากคดี 44 สส.

นอกจากนั้นรัฐบาลอาจใช้ไพ่นี้ในการปกป้องพวกพ้องของตนเอง อย่างกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (8 เมษายน 2569) ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งสุพรรณบุรี เขต 2 เป็นที่เรียบร้อย ทั้งๆ ที่ยังมีข้อครหา ไม่ว่าจะเป็นการนับคะแนนที่ไม่ตรงกับวันเลือกตั้ง จึงทำให้ประชาชนมีข้อครหากับหน่วยเลือกตั้งอื่นๆ ว่าเป็นอย่างไร

5. ‘กลุ่มคนบางกลุ่ม’ ในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมของประเทศนี้ให้อยู่ต่อไป ณัฐพงษ์อภิปรายว่า บทบาทของกลุ่มนี้มีหน้าที่คุ้มครองทุกคนที่อยู่ค่ายรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มการเมืองอื่นๆ ว่าให้มาสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพราะทำอะไรก็ไม่ผิด

“คนกลุ่มนี้คือคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 ที่ให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง” ณัฐพงษ์ระบุ

หัวหน้าพรรคประชาชนอภิปรายต่อว่า การบริหารราชการแผ่นดินที่แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มนี้ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ และเมื่อการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นจากดีลของกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่ผลประโยชน์ลงตัว จึงไร้ซึ่งเจตจำนงหรือวาระที่จะมาผลักดันร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล

“นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เรามีความรู้สึกลึกๆ เมื่อฟังท่านนายกฯ แถลงนโยบายถึง 23 ข้อจบว่า ทำไมตัวของผมถึงยังไม่ได้รู้สึกว่าพวกเรากำลังจะมีอนาคตร่วมกับอนาคตของประเทศที่ท่านนายกฯ ได้พยายามฉายภาพให้ได้เห็นแต่อย่างใด”

ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า เมื่อได้ฟังคำแถลงนโยบายของนายกฯ ไม่ได้เห็นพันธกิจและเจตจำนงของรัฐบาลว่า ตกลงแล้ววาระของประเทศที่แต่ละพรรคการเมืองตกลงมาร่วมรัฐบาลจะทำร่วมกันคืออะไร

โดยณัฐพงษ์ยกตัวอย่างการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการแสดงออกทางการเมือง ที่ไม่ปรากฏในเล่มคำแถลงนโยบายของอนุทิน จึงอยากสอบถามไปยังพรรคร่วมรัฐบาลถึงเจตจำนงทางการเมืองและความเป็นนักประชาธิปไตยว่าปรากฏอยู่ตรงไหนของเอกสารฉบับนี้

นอกจากนั้นหัวหน้าประชาชนยังเสริมว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศ ณ เวลานี้ไม่ใช่วิกฤตภายนอก แต่เป็นวิกฤตภายใน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตน้ำมัน วิกฤตเครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือวิกฤตฝุ่นพิษ PM2.5

“แทบทุกวิกฤตที่ผมเอ่ยมานี้เป็นวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับคนในประเทศเราทั้งสิ้น แต่สิ่งที่รัฐนี้ปกป้องอยู่ตลอดเสมอมา ไม่ได้เลือกที่จะปกป้องประชาชนก่อน แต่เลือกที่จะปกป้องคนที่อยู่ใกล้ชิดกับรัฐบาลก่อน

“ในวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมีดุลอำนาจที่ลงตัว มีความมั่นคงทางการเมือง ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงเพิ่มขึ้นหรือไม่ พวกเขารู้สึกมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้นหรือไม่ ที่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่อยู่จะใช้โรงกลั่นน้ำมันที่พวกเรามีอยู่ในประเทศ กำกับดูแลค่ากลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสม สะท้อนกับต้นทุนจริง ไม่ได้เอารัดเอาเปรียบประชาชน”

ขณะที่เรื่องฝุ่น PM2.5 ณัฐพงษ์ฉายภาพว่า มีประชาชนกว่า 1 ล้านคนกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ แต่รัฐบาลทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นหรือไม่ว่า รัฐบาลจะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการผ่านกฎหมายอากาศสะอาดได้โดยเร็ว

“ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่นายกฯ มีอยู่ในมือ หากรัฐบาลประสงค์จะทำสิ่งใด ผมเชื่อว่าสามารถทำได้จนประสบผลสำเร็จ แต่มันอยู่ที่ความแน่วแน่และความกล้าหาญทางการเมืองของพวกท่าน นี่คือสิ่งที่ตัวผมและประชาชนกำลังมองหาจากตัวท่านนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทุกคน

“สิ่งที่พวกเราต้องการตอนนี้คือ รัฐบาลที่จะเข้าไปทำในสิ่งที่ผิดให้กลายเป็นสิ่งที่ถูก ไม่ได้ทำในสิ่งถูกให้กลายเป็นสิ่งผิด วิกฤตที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือสถานการณ์ที่บรรดากลุ่มคนผู้มีอำนาจในประเทศพยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาระเบียบเดิม

“สิ่งที่ประเทศกำลังมองหาอาจจะไม่ได้อยู่ในเล่มคำแถลงนโยบายเล่มนี้ แต่มันคือรัฐบาลที่ไม่ได้เลือกจะรักษาระเบียบเดิม แต่เลือกที่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับประชาชน พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับพวกตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วการเมืองของประชาชน ของพวกเราทุกคน” ณัฐพงษ์ทิ้งท้าย

ภาพ: นนท์ มีวัฒนานนท์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...