BAM พลิกตำรา AMC เลิกขายทอดตลาด NPA ปั้นโมเดล “ทรัพย์แผ่นดิน” คืนชีพบ้านเก่าสู่ Value มหาศาล
BAM พลิกกลยุทธ์บริหารสินทรัพย์รอการขาย (NPA) จากการ "ระบายทิ้ง" สู่การ "สร้างมูลค่าใหม่" ผ่านโครงการต้นแบบบ้านพระพิทักษ์ ผนึกอาศรมศิลป์ดึง DNA 5D ปั้น ESG in Process ฟื้นจิตวิญญาณย่านเมืองเก่าตรอกตึกดิน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและรายได้ท่องเที่ยว ชูแนวคิด 3 ประสาน "เจ้าของทรัพย์-ผู้เชี่ยวชาญ-ชุมชน" เป็นคานงัดสำคัญในการยกระดับธุรกิจ AMC ไทยสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ
9 เมษายน 2569—ในโลกของการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (AMC) ตัวเลขพอร์ตโฟลิโอระดับหมื่นล้านอาจเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จทางบัญชี แต่สำหรับ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM โจทย์ใหม่ที่ท้าทายกว่าคือการทำให้ทรัพย์ที่เคย "หยุดนิ่ง" กลับมา "เปล่งเสียง" ได้อีกครั้ง
ปัจจุบัน BAM มีการรับซื้อทรัพย์เข้ามาบริหารต่อปีมูลค่ามหาศาลกว่า 30,000-80,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มักมี "เพชรในตม" ที่เป็นอาคารประวัติศาสตร์แฝงมาด้วยเสมอ การตัดสินใจเลือกที่จะไม่ "ขายทิ้ง" เพื่อทำกำไรระยะสั้นเพียงไม่กี่สิบล้านบาท แต่เลือกที่จะนำมาเจียระไนใหม่ภายใต้โครงการ “ทรัพย์แผ่นดิน” จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าจับตามอง
DNA 5D เมื่อกำไรไม่ใช่บรรทัดฐานเดียว
หัวใจสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้อยู่ที่วิสัยทัศน์ของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร CEO ของ BAM ที่ต้องการกลั่นกรองแนวคิด ESG ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกับกระบวนการธุรกิจ หรือที่เรียกว่า CSR in Process โดยหยิบยก "บ้านพระพิทักษ์" บ้านไม้สองชั้นทรงคุณค่าอายุ 88 ปี ในย่านตรอกตึกดิน มูลค่ากว่า 36 ล้านบาท มาเป็นกระดานหมากตัวแรก
การนำทรัพย์ชิ้นนี้มาพัฒนา แทนที่จะติดป้ายประกาศขาย NPA แบบเดิม คือการนำกลยุทธ์ DNA 5D (ดีต่อพนักงาน, ผู้ถือหุ้น, ลูกค้า, สังคม และประเทศ) มาใช้งานจริง เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมที่มากกว่าแค่เม็ดเงิน แต่คือการสร้าง "Enduring Value" หรือคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ที่ดินของแผ่นดิน
"ราคานี้ไม่ได้ทำให้ BAM จนลงหรือรวยขึ้น แต่จะดีกว่าไหมถ้าเรานำ DNA 5D ของเราเข้ามากลั่นเป็น ESG หรือ CSR in process… เพื่อให้พอร์ตของ BAM กลับมามีคุณค่าและสามารถทำหน้าที่เปล่งเสียงความเป็นไทยให้กับแผ่นดินไทยอีกครั้ง" — ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร
โมเดล 3 ประสาน: คานงัดฟื้นคืนชีพย่านเมืองเก่า
เพื่อให้การฟื้นฟูไม่ใช่แค่การซ่อมแซมอาคาร แต่เป็นการ "คืนลมหายใจ" ให้ย่านเมืองเก่า BAM จึงวางโครงสร้างความร่วมมือที่เรียกว่า 3 ประสาน ประกอบด้วย:
- BAM ในฐานะเจ้าของทรัพย์: ผู้สนับสนุนทรัพยากรและพื้นที่
- Subject Matter Expert (สถาบันอาศรมศิลป์): ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่จะเข้ามาบูรณะอย่างถูกวิธี
- คนในชุมชน: ตัวละครสำคัญที่จะช่วยถนอมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่
อาจารย์ธีรพล นิยม จากอาศรมศิลป์ มองว่านี่คือการใช้อาคารเก่าเป็น "คานงัด" ในการบริหารจัดการย่านแบบบูรณาการ โดยเปลี่ยนจากบ้านพักส่วนตัวสู่ "พื้นที่สร้างสรรค์" (Creative Space) ที่เชื่อมโยงผู้คนและประวัติศาสตร์เข้าด้วยกัน
เศรษฐกิจสร้างสรรค์: แลนด์มาร์กใหม่ใกล้เสาชิงช้า
โครงการนี้ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องการอนุรักษ์ แต่ยังคำนวณถึง"ตัวคูณทางเศรษฐกิจ" (Economic Multiplier) อย่างชัดเจน ด้วยทำเลศักยภาพใกล้เสาชิงช้าและศาลาว่าการ กทม. โครงการนี้ตั้งเป้าที่จะ:
- สร้าง Opportunity: เปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะและจุดเช็กอินทางการท่องเที่ยว
- ยกระดับคุณภาพชีวิต: คาดการณ์ว่าจะช่วยคนในพื้นที่กว่า 600 คนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
- ดึงดูดเม็ดเงิน: กระตุ้นการจับจ่ายจากนักท่องเที่ยวและผู้สัญจรที่เดิมมีอยู่กว่า 3,000 คนต่อวัน ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
การใช้เวลาบูรณะประมาณ 8 เดือน โดยมีกำหนดการเปิดเฟสแรกช่วงปลายปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์ว่าธุรกิจ AMC สามารถเป็นกลไกสำคัญในการ "พัฒนาเมือง" ได้มากกว่าที่เคยเป็นมา
ต้นแบบใหม่ของ AMC ไทย
การขยับของ BAM ในครั้งนี้ คือการประกาศว่า NPA ไม่ใช่เพียง"สินทรัพย์รอการขาย" ที่เป็นภาระในงบดุล แต่สามารถเป็น "เครื่องมือสร้างมูลค่าใหม่" ที่เชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างแยบคาย
หากโมเดลบ้านพระพิทักษ์ประสบความสำเร็จ เราอาจได้เห็นการ "ปลุกชีพ" ทรัพย์แผ่นดินชิ้นอื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในไทย ให้กลายเป็นธุรกิจที่ส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมไปพร้อมกับการเติบโตขององค์กร
"โมเดลต้นแบบบ้านพระพิทักษ์จะเป็นโมเดลแรกของธุรกิจ AMC ในประเทศไทย ที่จะนำทรัพย์มาสร้างคุณค่าให้กับแผ่นดินไทยต่อไป" — CEO BAM ทิ้งท้าย
เกร็ดประวัติศาสตร์: บ้านพระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ เดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของนางพิทักษ์ ยุทธภัณฑ์ ภริยาของพันเอก พระพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ (ทอง สุวรรณเหม) อดีตปลัดกรมบัญชีทหารบก ผู้มีประวัติรับราชการมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475