โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"สว.อังคณา" ผิดหวัง! "นโยบายรัฐบาล" ไม่พูดถึง "สิทธิมนุษยชน"

สยามรัฐ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

สัมภาษณ์พิเศษ:

"นโยบายครั้งนี้ไม่มีการพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนเลย" อังคณา นีละไพจิตร

หมายเหตุ: อังคณา นีละไพจิตรสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนระดับสากล ให้สัมภาษณ์ "สยามรัฐออนไลน์"ถึงประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม ที่ถูกละเลยในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา

สะท้อนมุมมองต่อร่างนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็น "ช่องว่าง" หลักสิทธิมนุษยชนที่ไม่ถูกกล่าวถึงอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเสนอประเด็นเร่งด่วนที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในหลายมิติ

ในฐานะที่ท่านเกาะติดเรื่องสิทธิมนุษยชนมาตลอด ท่านมองภาพรวมนโยบายของรัฐบาลชุดนี้อย่างไร?

เป็นเรื่องน่าแปลกใจมากค่ะ เพราะที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะไม่ได้ประกาศนโยบายสิทธิมนุษยชนชัดเจน แต่มักจะใช้คำว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ตามรัฐธรรมนูญ แต่นโยบายครั้งนี้กลับไม่มีการพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน การสร้างหลักยุติธรรม หรือการยุติวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดเลย แม้รัฐบาลจะอ้างว่าปัญหาพลังงานและเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเรายอมรับได้ แต่เรื่องสิทธิมนุษยชนคือพื้นฐานที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างเท่าเทียมกัน ส่วนนโยบายต่างประเทศที่บอกว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เขียนไว้กว้างมากจนไม่ชัดเจนว่าหมายถึงกฎหมายการค้า ธุรกิจ หรือหลักสิทธิมนุษยชนสากลกันแน่

มีประเด็นเรื่องตัวบุคคลที่ท่านรู้สึกแปลกใจเป็นพิเศษไหม?

แปลกใจมากค่ะ เพราะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านปัจจุบัน เคยดำรงตำแหน่งสูงในสหประชาชาติ และเคยเป็นอดีตประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) เมื่อปี 2554 แต่เหตุใดนโยบายครั้งนี้จึงไม่พูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญในการคุ้มครองประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงโอกาสและสวัสดิการ รวมถึงการป้องกันการถูกทรมาน การถูกบังคับสูญหาย และการละเมิดสิทธิ์ต่างๆ

นอกจากเรื่องสิทธิโดยตรงแล้ว มีกฎหมายฉบับไหนที่รัฐบาลมองข้ามไปบ้าง?

รัฐบาลไม่ได้พูดถึง พรบ. อากาศสะอาดฯ ทั้งที่มีเนื้อหากว่า 200-300 มาตรา และเป็นเรื่องสิทธิในการได้รับอากาศบริสุทธิ์ กฎหมายนี้จะคุ้มครองทุกคนและกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือเอกชน ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ การที่รัฐบาลไม่บรรจุเรื่องนี้ไว้ชัดเจนในนโยบายส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงล่าช้าออกไป และกระทบต่อสิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชนทุกคน

ท่านมองความเชื่อมโยงระหว่างสิทธิมนุษยชนกับระบบเศรษฐกิจไทยอย่างไร?

ระบบเศรษฐกิจไทยดูเหมือนจะใหญ่กว่าประเทศอื่นในอาเซียน แต่ทำไมเรายังมีคนไร้บ้านนอนข้างถนนเต็มไปหมด มีคนรายได้น้อยที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก นั่นเพราะสิทธิมนุษยชนเชื่อมโยงกับทุกระบบ ทั้งเศรษฐกิจและสาธารณสุข รัฐมีหน้าที่ดูแลให้ประชาชนเข้าถึงอาหาร น้ำดื่ม และบริการสาธารณสุข และต้องไม่ทำให้ประชาชนของตนเองเสียชีวิต เพราะเรื่องนี้คือเรื่องในชีวิตประจำวันของทุกคน

ในแง่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและบทบาทของกองทัพ ท่านมีข้อกังวลอย่างไร?

เราต้องผลักดันและตรวจสอบการใช้อำนาจค่ะ อย่างเรื่อง พรบ. ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ที่มีการพยายามผลักดันให้ เลขาธิการ ศอ.บต. มีอำนาจนำผู้ว่าราชการจังหวัด ในพื้นที่ ซึ่งในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ที่การเมืองจะนำการทหารได้ หากโครงสร้างยังเอื้อให้กองทัพมีอำนาจเหนือพลเรือนแบบนี้ มันกลายเป็นว่า "ทหารนำการเมือง" ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังเห็นได้จากการที่นายกรัฐมนตรีมอบอำนาจใน กอ.รมน. ให้รองนายกรัฐมนตรีซึ่งคือทหารดูแลแทนที่จะกำกับดูแลด้วยตนเอง

มองเรื่อง "ศาลทหาร" ที่เป็นประเด็นมานานอย่างไร?

นี่คือเรื่องที่แม้แต่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติก็พยายามผลักดันการแก้ไขธรรมนูญศาลทหาร โดยเฉพาะกรณีทหารเกณฑ์ในค่ายที่ถูกละเมิด ทหารมักไม่ยอมและยืนยันให้ขึ้นศาลทหาร ซึ่งต่างจากศาลพลเรือนในการคุ้มครองสิทธิ์ แม้แต่การแก้ไข พรบ. ปปช. เมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อให้คดีทุจริตขึ้นสู่ศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งใช้ระบบไต่สวนและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ แต่ปรากฏว่า คดีทุจริตที่เกิดขึ้นภายใต้หน่วยงานทหาร กลับยังถูกดึงให้ต้องขึ้นศาลทหาร ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในระบบไต่สวนเท่ากับศาลพลเรือน ผลที่ตามมาคือความล่าช้าอย่างมาก เช่น คดี GT200 ของกระทรวงกลาโหมที่คดียังหยุดนิ่งมาตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่ส่วนของมหาดไทยไปถึงศาลพลเรือนแล้ว บางกรณี อัยการทหารก็เลือกที่จะไม่ฟ้องจำเลย สะท้อนถึงความล่าช้าและขาดความคืบหน้าในระบบศาลทหาร

หากรัฐบาลชูเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้นมาจริงๆ จะส่งผลเสียต่อการบริหารงานของรัฐบาลไหม?

ไม่เลยค่ะ กลับเป็นเรื่องดีเสียอีกเพราะจะทำให้เกิด การตรวจสอบ ตามหลักประชาธิปไตย การยกระดับสิทธิมนุษยชนคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของคน หากรัฐบาลไม่มีความ "เต็มใจ" ที่จะหยุดยั้งการ "ฟ้องปิดปาก" ประชาชนก็จะหวาดกลัวในการตรวจสอบความโปร่งใส ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการคุ้มครองผู้ที่ออกมาส่งเสียงเพื่อประโยชน์สาธารณะ

สุดท้าย ท่านมองว่ารัฐบาลควรปรับทิศทางอย่างไร?

รัฐบาลมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนขาด "ความเต็มใจ" ที่จะยกระดับเรื่องนี้ขึ้นมา ประชาชนต้องช่วยกันส่งเสียงว่าสิทธิมนุษยชนคือเรื่องเดียวกับการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะรัฐบาลต้องพูดถึงเรื่องการยุติการ "ฟ้องปิดปาก" เพื่อไม่ให้กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามประชาชนที่ออกมาตรวจสอบ ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมีการตรวจสอบได้ และสิทธิมนุษยชนคือหัวใจสำคัญของเรื่องนั้นค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...