เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ เคาะลงทุนโปรเจ็กต์พัทยา 5 พันล้าน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
หลังจากภาคการท่องเที่ยวของไทยเผชิญสารพัดปัจจัยลบมาอย่างหนักตั้งแต่หลังเทศกาลตรุษจีนปี 2568 ทั้งประเด็นความไม่เชื่อมั่น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ ฯลฯ และเริ่มมาขยับดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายปี ปัจจัยลบต่างๆ เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ทุกฝ่ายคาดการณ์กันว่าปี 2569 นี้จะเป็นปีที่ดีมาก ๆ สำหรับภาคการท่องเที่ยวของไทย
แต่วันนี้สงครามตะวันออกกลางทำให้เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเจอวิกฤตครั้งใหญ่อีกครั้ง เพราะฮับการบินตะวันออกกลางปิดชั่วคราว บวกกับราคาน้ำมันโลกที่ขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว สายการบินทุกแห่งปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสาร
สงครามทุบยอดจอง มี.ค.-เม.ย.
“ประชาชาติธุรกิจ” ร่วมพูดคุยกับ “คุณแวว-ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล” เจ้าของและผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่มโรงแรม ในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ (กลุ่มเกษมกิจ) ผู้ลงทุนและบริหารโรงแรมกว่า 20 แห่งทั่วประเทศรวมกว่า 4,000 ห้อง ถึงผลกระทบ แผนยุทธศาสตร์ รวมถึงความพร้อมสำหรับการลงทุนใหม่
“ธีรวัลคุ์” บอกว่า ก่อนสงครามสหรัฐ-อิหร่านภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยปีนี้ดีมากๆ และดีต่อเนื่องจากปี 2568 อย่างชัดเจนในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ พอเกิดสงครามกระทบทันที โดยเฉพาะตลาดระยะไกล เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้า สายการบินบางแห่งไม่สามารถทำการบินปกติได้ มีการยกเลิกการจองห้องพักเกิดขึ้นบ้างในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จึงเชื่อมั่นว่าภาพรวมปีนี้น่าจะไม่โต
อย่างไรก็ตาม มองว่าภาวะที่เป็นอยู่นี้ยังไม่หนักเท่าวิกฤตโควิดช่วงปี 2563-2564 ที่ผ่านมา
เบนเข็มสู่ตลาดเซาท์อีสต์เอเชีย
“สำหรับกลุ่มของเราในช่วงมีนาคม-เมษายนโดยรวมยังถือว่าดี มีบุ๊กกิ้งยกเลิกบ้างแต่น้อย ที่น่ากลัวคือช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่จะถึงนี้บุ๊กกิ้งใหม่เริ่มไม่เข้า เพราะนักท่องเที่ยวสามารถเลือกจะไม่เดินทางในช่วงนี้ได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป ตอนนี้ผู้ประกอบการรายใดแข่งตลาดยุโรปจะเหนื่อยหน่อย เพราะต้องบินผ่านดูไบ ส่วนใครที่มุ่งตลาดแถวออสเตรเลียหรืออเมริกาก็ยังดีอยู่ แต่ค่าตั๋วสายการบินจะแพงขึ้น”
ส่วนเครือเราตอนนี้มุ่งตลาดเซาท์อีสต์เอเชียมากขึ้น โดยเน้นกลยุทธ์ไปหาจีน ซึ่งเดิมก็เน้นอยู่แล้ว แต่ก็จะมุ่งมากขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในช่องทางที่เป็นไดเร็กต์บุ๊กกิ้งและเอเย่นต์
“ตอนนี้พึ่งไดเร็กต์บุ๊กกิ้งอย่างเดียวโรงแรมไม่รอด ต้องเพิ่มส่วนที่เป็นเอเย่นต์ด้วย ที่สำคัญต้องแบ่งตะกร้าในตลาดให้ดี ส่วนตัวมองว่าตอนนี้ทุกคนต้องกลับมาดูและวางแผนกลยุทธ์ตัวเองให้ชัดเจนว่าจะโฟกัสตลาดไหน เท่าไหร่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ของโรงแรมที่ต้องดู เพื่อไม่ให้ยอดขายมีปัญหาเวลาเกิดวิกฤตกับตลาดใดตลาดหนึ่ง”
เดินหน้าโปรเจ็กต์พัทยา
เมื่อถามว่าท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้แผนการลงทุนที่วางไว้ต้องปรับหรือไม่ อย่างไร “ธีรวัลคุ์” บอกว่า เนื่องจากการลงทุนเป็นเรื่องของการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ดังนั้นกลุ่มเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์จะยังเดินหน้าลงทุนต่อ โดยจะโฟกัสโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงแรมหรูจำนวน 2 แห่ง รวมประมาณ 400 ห้องพัก บนพื้นที่ 15 ไร่ ติดกับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา จ.ชลบุรี
มูลค่าลงทุนราว 5,000-6,000 ล้านบาท หลังจากชะลอการลงทุนมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด
“เราสรุปแล้วว่าจะเดินหน้าต่อ เพราะถ้ารอไปรอมาก็ไม่ได้เดินหน้าสักที กว่าจะออกแบบใหม่ กว่าจะขอ EIA และกว่าจะประมูล ทุกขั้นตอนต้องใช้เวลา เราจึงต้องเดินหน้า”
“ธีรวัลคุ์” ย้อนความว่า ก่อนหน้านี้บริษัทได้ยื่นขอ EIA ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ด้วยเทรนด์การตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจึงตัดสินใจเปลี่ยนคอนเซ็ปต์และออกแบบใหม่ จึงต้องขอ EIA ใหม่อีกครั้ง
โดยแบบใหม่นี้คอนเซ็ปต์ของโครงการจะเน้นจับกลุ่มแฟมิลี่และประชุมสัมมนา มีจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น เนื่องจากตลาดพัทยามันแข่งขึ้นหนักมาก โดยเฉพาะโครงการใหม่ ๆ ที่อยู่ในแผนพัฒนา เช่น โครงการอควอทีค ของกลุ่ม AWC ลงทุนสูงมาก บริษัทจึงต้องปรับตัว และหาจุดขายใหม่ ที่สำคัญจะมีพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุนด้วย
ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2570 และสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2573
รีโนเวตใหญ่ “ภูเก็ต-หลังสวน”
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีโครงการที่อยู่ในแผนรีโนเวตโดยไม่ปล่อยให้พร็อพเพอร์ตี้ทรุดโทรม เช่น โรงแรมเคป พันวา ภูเก็ต (จ.ภูเก็ต) ซึ่งได้ทยอยรีโนเวตในส่วนของวิลล่า จำนวน 10 ห้อง และห้องอาหารไปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรีโนเวตห้องพัก คลับ ฯลฯ เพื่อให้มีความอลังการมากขึ้น
“หลังจากเรารีโนเวตส่วนของวิลล่าพบว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีมาก จึงเชื่อมั่นว่าการปรับห้องพักใหม่ครั้งนี้จะทำให้โรงแรมเราได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นเช่นกัน”
นอกจากนี้ยังมีแผนรีโนเวตใหญ่โรงแรมเคป เฮ้าส์ กรุงเทพฯ (ซ.หลังสวน) โดยมีแผนจะทำเป็นโฉมใหม่ มีจำนวนห้องพักรวมเพิ่มขึ้น และทำห้องพักให้ใหญ่และทันสมัยขึ้น เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบห้องพักทำเลกลางเมืองและสวยงาม โดยคาดว่าจะใช้งบฯ ราว 300 ล้านบาท
แนะรัฐลงทุนอินฟราฯ
เจ้าของและผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่มโรงแรม ในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ยังบอกด้วยว่า ในส่วนของการท่องเที่ยวและบริการนั้นอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดูเรื่องใบอนุญาตและโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาตยังสามารถเปิดให้บริการได้ ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตก็ยังคงถูกตรวจสอบเหมือนเดิม
ส่วนเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) นั้นอยากให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มทั้งในส่วนน้ำประปาและไฟฟ้าให้เพียงพอก่อนที่จะพิจารณาอนุมัติใบอนุญาต เนื่องจากในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต สมุย (สุราษฎร์ธานี) นั้นประสบปัญหาเรื่องปริมาณน้ำประปาและไฟฟ้าไม่เพียงพอในช่วงไฮซีซั่น
นอกจากนี้คือสนับสนุนให้รัฐบาลมุ่งโฟกัสนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพตามนโยบายการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ ขณะเดียวกันก็อยากให้มีระบบบริหารจัดการนักท่องเที่ยวกลุ่ม Digital Nomad หรือกลุ่มคนทำงานแบบยืดหยุ่นที่สามารถทำงานไปด้วยและเดินทางท่องเที่ยวไปด้วย
เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สร้างปัญหาหนักมาก โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลัก อย่างภูเก็ต สมุย เกาะเต่า รวมถึงพัทยา (ชลบุรี)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ เคาะลงทุนโปรเจ็กต์พัทยา 5 พันล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net