โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

กรณ์ อัดรบ.ไร้นโยบายแก้น้ำมันแพง ชี้ขอโรงกลั่นลดได้ 2 บาท ชัดเกรงใจนายทุน มากกว่าปชช.

MATICHON ONLINE

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘กรณ์’ ซัดรบ.ไม่มีนโยบายแก้ปัญหาน้ำมันที่ชัดเจน มีเพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา รอให้ราคาน้ำมันโลกลดลง ชี้รมว.พลังงาน อ้างผลงานลดราคาโรงกลั่น 2 บาท ทั้งที่ควรลด 12 บาท ทำประชาชนยังต้องใช้นำมันราคาแพง เหน็บเกรงใจนายทุน แต่ไม่มีความเกรงใจความเดือดร้อนปชช. สวน ‘เอกนิติ’ ภาษีสรรพสามิตส่งตรงเข้ากองกลาง ไม่เกี่ยวช่วยระบบสาธารณสุข พร้อมตั้งคำถามเอาจริงปราบสแกมเมอร์หรือไม่ จี้ ความเหมาะสมตั้งบุคคลมีข้อครหาเข้าครม. หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน-เศรษฐกิจไทย

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 10 เมษายน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) มี นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นวันที่สอง โดยแจ้งต่อที่ประชุมว่าวันแรกของการแถลงนโยบาย ใช้เวลาไป 17 ชม. เหลือเวลาในวันที่สอง 15 ชม.

จากนั้น เวลา 08.45 น. นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปราย ว่า ปัญหาที่สำคัญคือเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน และคงไม่พ้นราคาปัญหาน้ำมัน จากการติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ปัญหาของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรมีเพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลารอให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงมา หากดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวราคาหน้าปั๊ม แม้ราคาตลาดโลกจะปรับลดลง ประชาชนก็ยังต้องจ่ายราคาน้ำมันที่สูงเหมือนเดิม ซึ่งเมื่อวาน (10 เม.ย.) ราคาหน้าโรงกลั่นได้ลดลงถึง 9 บาทต่อลิตร แต่ราคาหน้าปั๊มที่ประชาชนต้องจ่ายลดลง 2.14 บาท ซึ่งการชดเชยด้วยกองทุนน้ำมันลดลง ซึ่งหากเทียบกับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ที่สะท้อนการปรับลดลงในตลาดโลก มองว่าควรลดลงกว่า 7 บาท สาเหตุเพราะเมื่อรัฐบาลได้อ้างผลงานในการเจรจาลดค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร และเมื่อวานค่าการตลาดที่ประชาชนต้องจ่ายหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นจาก 5 บาทเป็น 10 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และทำให้สุดท้ายแม้ราคาตลาดโลกจะลดลง ราคาโรงกลั่นลดลง แต่ราคาหน้าปั๊มลดลงเพียงแค่ 2 บาท ซึ่งสะท้อนถึงประเด็นปัญหาการแก้ปัญหาของรัฐบาลเรื่องนี้ และเมื่อผ่านจะพบว่าภาระทั้งหมดถูกพรรคให้ประชาชนต้องแบกรับ แม้แต่เรื่องการอ้างผลงานการเจรจาลดค่ากลั่นลง 2 บาท

ทั้งนี้ สูตรการทำงานของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้เจรจาปรับลดลง 2 บาท โดยอิงค่าการกลั่นเฉลี่ยของเดือนมีนาคม ที่ 7 บาท หมายถึงว่าค่าการันที่ควรเก็บคือ 2 บาท บวกกับ War Premium 3 บาท ทำให้ขอคืนจากโรงกลั่นได้ 2 บาท แต่ขณะนี้ค่าการกลั่นไม่ใช่ 7 บาท แต่เฉลี่ยคือ 17 บาท ดังนั้นควรที่จะลด 12 บาท ตนจึงมองว่านโยบายไม่ชัด และทุกการตัดสินใจทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่เกรงใจนายทุนมากเกินไป ในขณะที่ความเกรงใจและความเดือดร้อนของประชาชนแทบไม่มี และในส่วนของรัฐบาลภาษีสรรพสามิตจากประชาชน ในยามที่เดือดร้อนสูงสุดกับไม่ปรับลดลงมาแม้แต่สตางค์เดียว และเมื่อวานนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงว่าภาระการดูแลราคาน้ำมันให้เป็นของกองทุนน้ำมัน ซึ่งหมายความว่าให้ประชาชนดูแลเอง เพราะคนที่ต้องชดใช้หนี้ในกองทุนน้ำมันคือประชาชน ส่วนรัฐบาลยังยืนยันเก็บภาษีกับสามิตแนวราคาเท่าเดิม เพราะหากทำเช่นนั้นจะไม่มีเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล

“ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากน้ำมัน ไม่ได้เป็นภาษีที่ส่งตรงไปยังการรักษาพยาบาล หรือสาธารณสุข แต่เก็บเข้ากองกลาง สิ่งที่เราเรียกร้องคือรถภาษีสรรพสามิตและไปลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งไม่ควรอ้างการรักษาพยาบาล เพราะไม่เคยมีใครไปขอให้ลดค่าใช้จ่ายส่วนนั้น ซึ่งหากให้ประชาชนเลือกคงให้น้ำมันถูกลงและค่าครองชีพลดลง เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายบางเรื่องที่รัฐบาลสามารถปรับลดลงได้ แล้ววันนี้ยังตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสืบข้อเท็จจริงในการกำหนดราคาน้ำมันว่าควรจะเป็นอย่างไร หรือคตร. ตนบอกว่ารัฐบาลควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ว่าการคำนวณราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชนควรใช้สูตรไหน อย่าใช้เพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา และหวังว่าสงครามในตะวันออกกลางจะยุติ ประชาชนจะลืมปัญหาความเดือดร้อนในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา” นายกรณ์กล่าว

นายกรณ์ ยังอภิปรายถึง ราคาค่าไฟที่ไม่ได้ปรากฏในนโยบายของรัฐบาล ว่าไฟฟ้าของไทยพึ่งพาแก๊สเป็นเชื้อเพลิงในระดับที่สูงมาก ซึ่งสงครามทำให้ราคาแก๊สสูงขึ้น ซึ่งสัญญาการซื้อขายระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตกับเอกชน ทำให้เอกชนมีกำไรมากขึ้นทุกครั้งที่แก๊สในตลาดโลกสูงขึ้น เพราะสูตรการซื้อไฟ มีการคำนวณปริมาณแก๊สเกินกว่าที่เอกชนใช้จริง ซึ่งมีส่วนต่างถือเป็นกำไรของเอกชน ซึ่งราคาแก๊สสูงขึ้นส่วนต่างยิ่งมีมูลค่าที่สูงขึ้น ส่งนการซื้อแก๊ส LNG มีการเปิดช่องโหว่ให้เอกชนผู้นำเข้าสามารถขายแก๊สที่สั่งซื้อมาให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาที่แพงกว่าต้นทุนการนำเข้า

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาทุนเทาการทุจริต และสแกมเมอร์เป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกพรรคการเมืองต้องมีจุดยืน แต่หลังการเลือกตั้งความเข้มข้นในเรื่องนี้กับหายไป ซึ่งนโยบายที่นายกได้แถลงต่อรัฐสภา เสมือนคลิกบิ๊กวิน พูดเพียงว่าการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้นถือเป็นความสำเร็จใน ”รัฐบาลอนุทิน 1“ เหมือนภารกิจเรื่องนี้จบไปแล้ว และเมื่อวานนี้ (9 เม.ย.) นายกรัฐมนตรี ได้มีการแถลงข่าวร่วมกับปปง. ในการยึดอายัติทรัพย์ ทั้งระบุจะปิดชื่อถือพฤติกรรม ซึ่งความหมายคือ ไม่สนใจว่าผู้เกี่ยวข้องเป็นใครจะยึดถือตามพฤติกรรมเท่านั้นในการเดินหน้าเอาผิด ซึ่งตนอยากเห็นทำแบบนั้นจริงๆ แต่ไม่มั่นใจว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งมีเพื่อนสมาชิกเคยอภิปรายว่าเหมือนรัฐบาลจะเก่งมาก ในการไล่ล่าผู้กระทำผิดที่เป็นต่างชาติ และเหมือนพึงพอใจเมื่อคนเหล่านั้นย้ายออกจากประเทศไทย ถือว่าเรื่องนั้นจบไป ซึ่งคนกลุ่มนี้จะไม่สามารถมาซื้อหุ้นได้หาก ไม่มีคนไทยเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องช่วยเหลือหรือเป็นนอร์มินี ซึ่งประเด็นที่จะพิสูจน์รัฐบาลว่าท่านพร้อมที่จะปิดชื่อถือพฤติกรรมจริงหรือไม่ คือการติดตามว่าท่านจะดำเนินการถึงที่สุดกับบุคคลเหล่านั้นอย่างไร ดังนั้น สิ่งที่ตนอยากจะสื่อสาร คือเรื่องไม่ได้จบแค่ชาวต่างชาติไม่กี่คน เรื่องนี้ขยายวงกว้างอยู่กับบุคคลที่รู้จักในสังคม บุคคลที่นั่งเคยนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ บุคคลที่เคยนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล และถ้าไม่มีการสื่อสารให้ชัดเจนเราก็ไม่สามารถที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศหรือในประเทศ แล้วแก้ปัญหากับประเทศเราได้ มีอยู่ข้อหนึ่งในนโยบายที่ระบุว่าจะทบทวนนโยบาย เรื่องของการตรวจตราฟรีวีซ่าเพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ ชัดเจนว่าสิ่งที่ตนพยายามจะสื่อกับท่าน อย่าไปสมมติว่าเครือข่ายสแกมเมอร์ จะตัดช่องทางได้ด้วยการฟรีวีซ่าเพราะคนที่ไม่อาศัยวีซ่าในการอยู่ประเทศไทยคือคนไทย

นายกรณ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่ทำให้เห็นว่าท่านไม่มีความจริงจังในการปราบสแกมเมอร์อย่างชัดเจน คือกรณี MOU กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เรื่องนี้จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในห้องนี้โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ที่งานแถลงนโยบายอนุทิน 1 ได้ขึ้นมาเปิดประเด็นว่ามีบุคคลหนึ่งที่พยายามจะติดสินบนท่าน 40 ล้านบาทต่อเดือน ให้มองข้ามและหลีกเลี่ยงในการติดตามประเด็นตามจับเรื่องสแกมเมอร์ และการฟอกเงิน วันนั้นท่านได้พูดชัดเจนว่าท่านกังวลว่าการที่มีคนกล้าที่จะเสนอสินบนให้กับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งรมว.ดีอี สะท้อนถึงวัฒนธรรมฝ่ายบริหารกระทรวงนี้ก่อนที่ท่านจะเข้ามาหรือไม่ ซึ่งนัยยะนี้คือท่านพยายามตั้งประเด็นคำถามที่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงนี้ก่อนที่ท่านจะเข้ามา และหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ นายไชยชนก ได้เปิดประเด็นเรื่อง MOU ที่ถูกขนาดนามว่าเป็น MOU อัปยศ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในชั้นการพิจารณามาตรา 157 ที่ป.ป.ช. แต่คำถามที่ตนมีคือหากท่านจริงจังหรือจริงใจในเรื่องนี้จริงและพร้อมที่จะปิดตาถือพฤติกรรมจริง อยากทราบว่าด้วยข้อมูลทั้งหมดทำไมท่านถึงยังคิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่จะตั้งนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีในครม.อนุทิน 2 ของท่าน นายประเสริฐอาจจะพิสูจน์สุดท้ายว่าตัวเองบริสุทธิ์ก็ได้ แต่แปลกหรือไม่ว่าด้วยข้อมูลหลักฐานทั้งหมดส่วนสำคัญมาจากนายไชยชนก แต่ท่านกลับพร้อมที่จะมองข้ามและยืนยันที่จะแต่งตั้งนายประเสริฐในตำแหน่งนี้

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ขอถามถึงความเหมาะสมในการที่แต่งตั้ง บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการลงนาม MOU ที่ถูกยกเลิกไปแล้วในรัฐบาลท่านเอง ถูกกล่าวหาว่าเป็น MOU ที่เอื้อต่อการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก และวันนั้นเป็นผู้ร่วมลงนามเหมาะสมหรือไม่ที่จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ก.ล.ต. นอกจากนี้ยังมีกรณีของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรสหกรณ์ ที่ได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีในครม.นี้อีกเช่นเดียวกัน ทั้งที่ปรากฏข่าวชัดเจนว่าท่านก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมร่วมกับนายเบน สมิธ ซื้อเครื่องบินเจ็ต มูลค่า 800 ล้านบาทจากภรรยาของนายเบนสมิธ โดยท่านอ้างว่าผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ และการชำระเงินนั้นผ่านธนาคาร BIC กัมพูชาของนายยิม เลียก คู่หูของนายเบน สมิธ คำถามที่ตนมีต่อนายกฯ คือก่อนที่ท่านได้แต่งตั้งนายสุริยะกลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรี ในรัฐบาลนี้ท่านได้ตั้งคำถามและตรวจสอบเส้นทางเงินหรือไม่ ว่ามีการซื้อจริงหรือไม่ เพียงแค่ข้อเท็จจริงในวันนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่นายสุริยะซื้อเครื่องบินนี้จากนายเบนสมิธ เสมือนซื้อของจากผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจร แค่นั้นก็เป็นพฤติกรรมต้องสงสัยแล้ว แต่ที่ต้องรีบดำเนินการก่อนที่จะมีการยืนยันเสนอท่านเป็นรัฐมนตรีในครม.ชุดนี้ คือเส้นทางเงินที่ได้ใช้ในการชำระให้กับนายเบนสมิธ ว่ามีการชำระจริงหรือไม่ และเงินที่ใช้ชำระมาจากไหน รวมถึงเมื่อชำระแล้วเงินไปที่ไหน ถ้านายกฯ มีคำตอบที่ชัดเจนว่าตรวจสอบมาแล้ว ทุกอย่างบริสุทธิ์สามารถอธิบายได้ก็ขอชี้แจงต่อสาธารณะ แต่ถ้าท่านยังไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้ ตนก็อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่าสะท้อนความจริงใจจริงจังของท่านหรือไม่ในการปราบกลุ่มทุนเทา เพราะหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ใกล้ตัวท่านมาก เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ยากที่ประชาชนจะมีความมั่นใจว่าท่านตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ และถ้าท่านไม่ตั้งใจแก้ไขปัญหานี้ ก็จะยากในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจของประเทศนี้ได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กรณ์ อัดรบ.ไร้นโยบายแก้น้ำมันแพง ชี้ขอโรงกลั่นลดได้ 2 บาท ชัดเกรงใจนายทุน มากกว่าปชช.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...