โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

‘รพ.เอกชน’ รักษาฐานในปท. ตรึงค่าบริการ ลดเตียง ลดคน รับมือวิกฤติตะวันออกกลาง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ภาคบริการทางการแพทย์ของประเทศไทยที่ ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นพายุเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยมีเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพโลกหรือเวลเนส&เมดิคัลฮับ (Wellness & Medical Hub) ซึ่งผู้รับบริการจากประเทศตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าสำคัญ

นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ถึงแผนเตรียมการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ได้มีการหารือร่วมกันของสมาชิกสมาคมฯ โดยขณะนี้โรงพยาบาลเอกชนกำลังตกอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยประการแรกที่เห็นผลทันที คือ ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานที่อาจขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้น

เสี่ยงสต็อกยา -ต้นทุนเพิ่ม

รวมถึง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่หากเป็นการนำเข้าจากภูมิภาคยุโรปจะต้องประสบกับปัญหาเส้นทางเดินเรือที่ยากลำบากขึ้น จนต้องมีการอ้อมเส้นทาง ส่งผลให้ระยะเวลาและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าการนำเข้าจากประเทศในแถบตะวันออกอย่างอินเดีย อาจจะไม่ได้รับผลกระทบในด้านเส้นทางมากนัก แต่แรงกดดันจากค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นในภาพรวม ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ทุกวงการต้องรับแรงกระแทก

“หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ในประเทศย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่การเคลื่อนย้ายทรัพยากรหยุดชะงักไปทั่วโลก”นพ.ไพบูลย์กล่าว

สำรองทรัพยากรอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การปรับตัวของโรงพยาบาลในภาวะวิกฤติพลังงาน มุ่งไปที่การจัดลำดับความสำคัญ โดยจะให้ความสำคัญกับการรักษาชีวิตคนไข้ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งหากกระแสไฟฟ้าดับส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยในห้อง ICU ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ โดยเฉพาะปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ความจำเป็นในการใช้ไฟฟ้าเพื่อเดินเครื่องมือช่วยชีวิตยิ่งมีความสำคัญสูงสุดส่วนระบบสนับสนุนอื่น ๆ เช่น ระบบปรับอากาศในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นอาจต้องมีการปรับลดการใช้งานลง เพื่อประหยัดพลังงาน

“ส่วนเรื่องสต็อกยา เวชภัณฑ์ แต่ละโรงพยาบาลจำเป็นต้องพิจารณาแผนการสำรองทรัพยากรอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากทุกแห่งเร่งดำเนินการพร้อมกันอาจทำให้เกิดสภาวะของขาดตลาด และสร้างแรงกดดันต่อระบบโดยรวมได้”นพ.ไพบูลย์กล่าว

ต่างชาติหดตัว - ต้องลดเตียง

ด้านการตลาดและการให้บริการคนไข้ต่างชาติ นพ.ไพบูลย์ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนคนไข้ต่างชาติหดตัว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากกัมพูชาและประเทศในแถบตะวันออกกลางที่ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อรายได้จากกลุ่มเป้าหมายหลักหายไป โรงพยาบาลที่เน้นกลุ่มต่างชาติจึงต้องปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว

“รพ.บางแห่งต้องมีการบริหารจัดการกำลังคนและทรัพยากรใหม่ เช่น การลดจำนวนเตียงที่เปิดรับ หรือการปรับลดกำลังบุคลากรในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับจำนวนคนไข้ที่หดตัวลง” นพ.ไพบูลย์กล่าว

มุ่งกลุ่มเอ็กซ์แพท-เจาะตลาดใหม่

ที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชนเริ่มมองหาโอกาสในตลาดต่างชาตกใหม่เพิ่มเติม เพื่อทดแทนกลุ่มลูกค้าเดิมที่หายไป โดยจากการหารือกับกระทรวงสาธารณสุข พบว่า กลุ่มประเทศในเอเชียใต้ โดยเฉพาะบังกลาเทศ เป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี
แม้ปัจจุบันจะมีคนไข้จากกลุ่มนี้เข้ามาบ้างแล้วแต่ยังถือว่าไม่มากนัก ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ที่มีความลำบากในการเดินทางและค่าบัตรโดยสารเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นทันทีตามราคาพลังงานโลก ทำให้คนไข้กลุ่มนี้ชะลอการเดินทางเข้ามามารักษาในไทย

“ช่วงเวลานี้ การให้ความสำคัญกับการดูแลและรักษาฐานคนไข้ในประเทศ ทั้งกลุ่มคนไทยและกลุ่มตลาดชาวต่างชาติที่ทำงานและพำนักในประเทศไทย หรือ เอ็กซ์แพท (Expat) ถือเป็นหัวใจหลักที่โรงพยาบาลเอกชนต้องยึดถือ เพื่อประคับประคองธุรกิจ”นพ.ไพบูลย์กล่าว

ตรึงราคาค่าบริการให้นานที่สุด

ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นส่งผลต่อเงินเฟ้อทางการแพทย์(Medical Inflation) ยิ่งสูงจากปี 2568 ที่สูง 10 %อยู่แล้วและส่งผลต่อค่าบริการหรือไม่ นพ.ไพบูลย์ กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เงินเฟ้อทางการแพทย์ขยับตัวสูงในช่วงหลังเกิดจากวิวัฒนาการของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีราคาแพง แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น ใช้เวลาน้อยลง และลดระยะเวลาการนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลได้มาก แต่ต้นทุนของอุปกรณ์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญก็สูงขึ้น

ยกตัวอย่าง การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งในอดีตต้องผ่าเปิดหน้าท้องและพักฟื้นนานหลายวัน ต่อมาพัฒนาเป็นเทคโนโลยีส่องกล้อง และปัจจุบันก้าวไปถึงขั้นใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดหรือโรโบติก ซึ่งมีความแม่นยำสูงมากแต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่กระโดดขึ้นจากวิธีการเดิมหลายเท่าตัว

“ทิศทางของโรงพยาบาลเอกชนในขณะนี้ คือ การพยายามตรึงราคาค่าบริการให้คงที่ได้นานที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้บริการประจำ โดยจะพิจารณาปรับราคาเฉพาะในกรณีที่ต้นทุนวัตถุดิบ หรือบริการบางตัวพุ่งสูงขึ้นจนไม่สามารถบริหารจัดการได้จริง ๆ และจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป เนื่องจากโรงพยาบาลเองก็มีความกังวลว่าจะเสียฐานลูกค้า หากมีการปรับราคาขึ้นแบบสุ่มเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเปราะบาง”นพ.ไพบูลย์กล่าว

กระทบเมดิคัลฮับ แต่เชื่อโอกาสกลับมา

สำหรับนโยบายWellness & Medical Hub ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ นพ.ไพบูลย์ ยอมรับว่า สถานการณ์การสู้รบและความขัดแย้งของโลกส่งผลกระทบโดยตรง ทำให้การดำเนินงานต้องชะงักงัน แต่ไทยยังคงมีจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่งในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซีย ทั้งในเรื่องของคุณภาพการรักษาที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และการแข่งขันด้านราคาที่ยังเข้าถึงได้ง่ายกว่า

แม้ขั้นตอนการขอวีซ่าพิเศษเพื่อการรักษาพยาบาล (Medical Visa) อาจจะซับซ้อนเนื่องจากต้องคำนึงถึงมิติความมั่นคงของชาติ แต่รัฐบาลก็พยายามหาทางปรับปรุงระบบให้มีความยืดหยุ่นและใช้งานได้จริงมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยต่างชาติ

“ชื่อมั่นว่าหากโรงพยาบาลเอกชนไทย สามารถรักษามาตรฐานชื่อเสียงและคุณภาพการให้บริการที่โดดเด่นเอาไว้ได้ เมื่อสถานการณ์ทั่วโลกคลี่คลายลง ประเทศไทยจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับผู้รักสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลก และสามารถกลับมาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแข็งแกร่ง”นพ.ไพบูลย์กล่าว

///////////////////

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...