วิกฤติน้ำมัน วิกฤติรัฐบาล
แม้ว่านาทีนี้ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าใครจะชนะ แต่รับรองว่าความเสียหายจะต้องเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง เพราะมีการโจมตีเป้าหมายทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงาน ทั้งโรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บน้ำมัน และท่าเรือ
แน่นอนว่าเมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย ย่อมนำมาซึ่งต้นทุนด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและขาดแคลน ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย แม้ว่าเวลานี้ “ผู้นำประเทศ” และบรรดารัฐมนตรีในรัฐบาลจะยืนยันว่า “น้ำมันไม่ขาดแคลน” มีสำรองได้นานเกินกว่า 3 เดือนก็ตาม โดย “อนุทิน ชาญวีรกูล“ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ระบุว่า ” น้ำมันดิบยังมีเพียงพอในสต๊อกถึง 100 วัน และไม่มีสัญญาณที่ประเทศไทยขาดแคลนน้ำมัน และขอย้ําว่าเรื่องการขาดแคลนพลังงานคงไม่เกิดขึ้น“
แต่ทว่าสวนทางกับ ความตื่นตระหนกของประชาชนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงประชาชนเติมน้ำมันในปั้มทั้งในต่างจังหวัด รวมถึงในกรุงเทพฯ สัปดาห์นี้พบเห็นประชาชนแห่เติมน้ำมันตามปั๊มน้ำมันเป็นแถวยาว และหลายแห่งเกิดภาวะ “น้ำมันหมด” โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล จนมีการประกาศปิดจำหน่ายน้ำมันชั่วคราว แถมในบางจังหวัดเราได้เห็นปรากฎการณ์ประชาชนหอบหิ้วแกลลอนน้ำมันเข้าคิวเติมน้ำมันเพื่อตุนไว้ใช้ยามจำเป็น และเข้าคิวที่ปั๊มน้ำมันเพื่อรอรับบัตรคิวเติมน้ำมัน หลังจากน้ำมันในปั๊มหมด และรอรถขนส่งมาให้ที่ปั๊ม
แม้ว่าจะมีคำยืนยันจากปากของ “ผู้นำประเทศ” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “น้ำมันมีเพียงพอ” แต่ไม่ได้ยืนยันการตรึงราคา เอาไว้ เพราะในความเป็นจริง เวลานี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีราคาสูงขึ้นมาก และยังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่สงครามยังไม่ยุติ ขณะที่เรามี “กองทุนน้ำมัน” ที่สามารถพยุงราคาเอาไว้ได้อยู่ แต่เชื่อว่าหากราคาจริงในตลาดโลกยังพุ่งสูงไม่หยุดกองทุนน้ำมันก็ต้องหมดลงและถ้า”เอาไม่อยู่“ รัฐบาลจะทำอย่างไรต่อไป
ดังนั้นนั่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศอื่นๆ ก็ต้องปฏิบัติการในลักษณะเดียวกัน จึงต้องจับตากันว่า การตรึงราคาน้ำมันดีเซล จะถึงเมื่อไหร่ เพราะหากมีการปรับราคาขึ้นไปอีก มันก็ยิ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เป็นลูกโซ่แน่นอน เพราะหากมีปรากฎการณ์การจำกัดการซื้อ โดยห้ามชาวบ้านนำภาชนะไปเติมน้ำมัน มันก็เริ่มน่ากลัว และสร้างความเดือดร้อน เพราะแม้ว่าการจำกัดดังกล่าวเพื่อป้องกันการกักตุน แต่ ในความเป็นจริงมันสะท้อนว่าสถานการณ์เริ่มถึงขั้นวิกฤตที่สุดแล้ว
ฉะนั้นเมื่อแนวโน้มสงครามยืดเยื้อยาวนานและขยายวงกว้างออกไปแบบนี้อีกเป็นเดือน ที่นั่งลำบากตกที่คนไทยเข้าสู่ยุค“ข้าวยากหมากแพง” แบบเลี่ยงไม่ได้ ต้องลำบากกันอีกรอบ หากสถานการณ์ไม่กลับมาเป็นปกติในเร็ววัน นาทีนี้จึงต้องรอดูฝีมือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” และรัฐบาลสีน้ำเงินจะบริหาร แก้เกมช่วยคนไทยจากวิกฤตินี้ได้อย่างไร ในภาวะที่กำลังเกิดขึ้นจะทำได้ดีเพียงใด กับรัฐบาลอำนาจเต็ม เพราะทุกอย่างตอนนี้ส่อเค้าหนักหนาสาหัสมากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้.