COCOCOบุกตลาดใหม่ สปินออฟอาหารสัตว์เลี้ยง
#COCOCO #ทันหุ้น – COCOCO ยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 โต 30-35% เดินหน้าขยายตลาดใหม่ แถบโอเชียเนีย เน้น นิวซีแลนด์เปิดโรงงานผลิตกะทิในฟิลิปปินส์ Q3/2569 ด้านอาหารสัตว์เลี้ยงดีมานด์พุ่ง จ่อขยายกำลังกรผลิตเพิ่มอีก 30-40% ปลายปีนี้ –มีแผนดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ปี 2570 ด้านต้นทุนผลิตสูงขึ้น แต่ชดเชยจากค่าบาทที่อ่อนค่า จึงยังไม่เพิ่มราคาขาย
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวและผลไม้ต่างๆ เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในปี 2569 บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้เติบโต 30-35% ซึ่งจะเน้นการขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองมากขึ้น รวมถึงการสร้างการรับรู้แบรนด์ “มะพร้าวไทย” โดยปัจจุบันรายได้จากการส่งออก 80% และภายในประเทศไทย 20%
@ค่าเงินชดเชยต้นทุน
ในด้านต้นทุนการผลิต แม้ว่าต้นทุนขวดพลาสติกพรีฟอร์ม (Preform) หรือชิ้นส่วนพลาสติกกึ่งสำเร็จรูปจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 50% แต่ยังเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับต้นทุนรวม ที่รวมค่าน้ำมัน ค่ากล่อง และค่าฉลาก พบว่าน้ำมะพร้าวแบบบรรจุขวดมีต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่เกิน 5% ขณะที่น้ำมะพร้าวแบบกล่องกระดาษมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 1% เท่านั้น
นอกจากนี้บริษัทได้รับผลบวกจากการอ่อนค่าของเงินบาทจาก 31 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 32 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นกำไรจากส่วนต่างค่าเงินประมาณ 7-8% ซึ่งเพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ส่งผลให้บริษัทยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า
@ขยายตลาดน้ำมะพร้าว
ทั้งนี้ธุรกิจน้ำมะพร้าว ปัจจุบันราคามะพร้าวน้ำหอมปรับตัวลดลงจากภาวะ Supply ล้นตลาด และปัญหาการค้ากับจีน เพราะประเด็นเรื่องน้ำมะพร้าวปลอม แต่บริษัทมองว่าเป็นโอกาสและความได้เปรียบ เพราะบริษัทผลิตน้ำมะพร้าวแท้ 100% ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวเมื่อตลาดกลับมามีความเชื่อมั่น
ขณะที่ตลาดสหรัฐ แม้ว่าสหรัฐ จะเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อสูงหรือปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่สินค้าในกลุ่มน้ำมะพร้าวยังคงขยายตัวได้ดี เนื่องจากเป็นสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคยังคงมีความจำเป็นต้องบริโภค ส่วนตลาดตะวันออกกลางแม้ตลาดจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่สินค้าของบริษัทได้รับการยอมรับอย่างสูง ถึงจะยังไม่สามารถเติบโตตามแผนธุรกิจที่วางไว้ได้จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีมีแผนจะขยายไปยังโซนโอเชียเนียมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศนิวซีแลนด์
@ออเดอร์กะทิเพียบ
สำหรับธุรกิจกะทิในปีนี้ ราคากะทิเริ่มปรับตัวลดลง เนื่องจากมีผลผลิตออกมาจำนวนมาก หลังจากผ่านช่วง Low Season ในไตรมาสที่ 1/2569 ทำให้เริ่มมีออเดอร์เข้ามาเป็นจำนวนมากในไตรมาสที่ 2/2569 และคาดว่าจะเติบโตอย่างเต็มที่ในปีหน้า เนื่องจากจะมีการเปิดโรงงานในฟิลิปปินส์ซึ่งมีต้นทุนวัตถุดิบถูกกว่าประเทศไทยถึง 50% อีกทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้าในยุโรป สหรัฐ แคนาดา และอังกฤษ คาดจะเปิดตัวและเริ่มผลิตสินค้าได้ในช่วงไตรมาสที่ 3/2569
@Spin-off อาหารสัตว์เลี้ยง
ในส่วนกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง คาดรายได้ปีนี้เพิ่มขึ้น 20% เนื่องจาก ปัจจุบันมีออเดอร์เข้ามาเต็มจำนวนที่วางแผนไว้แล้ว จึงเตรียมลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 100 ล้านบาทในช่วงปลายปีนี้ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอีก 30-40% สำหรับรองรับออเดอร์ในปีหน้า โดยบริษัทมีแผนจะ Spin-off ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงออกมาในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 เพื่อให้ธุรกิจนี้สามารถระดมทุนและเติบโตได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพิงงบประมาณหรือการกู้ยืมจากบริษัทแม่เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตไปได้ไกลกว่าเดิม
นอกจากนี้บริษัทแต่งตั้งผู้จัดการ การจัดจำหน่ายหุ้นกู้อย่างเป็นทางการ 6 แห่ง เพื่อเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ จำนวน 2 ชุด มูลค่ารวมไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยชุดที่ 1 อายุ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.85% ต่อปี และหุ้นกู้ชุดที่ 2. เป็นหุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.05% ต่อปี โดยเปิดให้จองซื้อในระหว่างวันที่ 27-29 เมษายน 2569 โดยการออกหุ้นกู้ในครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางการเงิน รองรับแผนขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มศักยภาพการผลิตและต่อยอดผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว