โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อรรถวิชช์ แฉวิกฤตน้ำมัน! มีขบวนการกักตุน-โยกกำไรเข้ากระเป๋าโรงกลั่น

สยามนิวส์

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Nick
ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวอภิปรายในการประชุมร่วมกันของรั

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวอภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 วาระด่วน เรื่องการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ถึงสถานการณ์วิกฤตน้ำมันของประเทศ โดยระบุว่าปัญหาน้ำมันในขณะนี้ต้องแยกให้ชัดเจนเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ การกักตุน การขาดแคลน และ ราคาไม่เป็นธรรม

ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่าสภาวะการขาดแคลนน้ำมันมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในช่วงเดือนพฤษภาคม เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 1 เดือน ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันต้องใช้เวลามากกว่า 1 เดือน ซึ่งกระทบต่อปริมาณน้ำมันในประเทศ ขณะเดียวกัน ปัญหาราคาที่ไม่เป็นธรรมก็เกิดขึ้นจริง โดยน้ำมันที่จำหน่ายในประเทศไทยยังเป็นสต็อกเก่า แต่กลับอิงราคาตลาดปัจจุบันของสิงคโปร์ที่สูงกว่า ส่งผลให้โรงกลั่นได้กำไรจำนวนมาก จึงเสนอให้รัฐบาลมีการจัดเก็บ “ภาษีลาภลอย” เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.อรรถวิชช์ ย้ำว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน คือการกักตุน พร้อมเสนอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเร่งด่วนด้วยการ “ฟิกซ์ราคาน้ำมันปลายทาง” ทั้งราคาขายปลีกและขายส่งของน้ำมันเบนซินและดีเซลทันที เพื่อยุติแรงจูงใจในการเก็งกำไร

ดร.อรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงพฤติกรรมการกักตุน โดยระบุว่าผู้ประกอบการสามารถทำกำไรเป็นรอบ ๆ ผ่านการซื้อขายตามจังหวะราคาที่ปรับขึ้น เช่น ซื้อตอนราคายังไม่ถึง 30 บาท แล้วขายที่ 32 บาท จากนั้นซื้อที่ 32 บาท เมื่อราคาขยับเป็น 34 บาท ก็ทำกำไร และเมื่อราคาขึ้นต่อเป็น 36 บาท หรือ 39 บาท ก็สามารถขายทำกำไรได้อีก นอกจากนี้ยังมีการหลบเลี่ยงการตรวจสอบสต็อก โดยเก็บน้ำมันไว้ในเรือหรือพื้นที่นอกระบบ เช่น พื้นที่ชายฝั่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและสงขลา ส่งผลให้ตัวเลขในระบบไม่สะท้อนปริมาณที่แท้จริง

นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ระบุว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้ประสานไปยัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ในการกำหนดราคาน้ำมันในฐานะสินค้าควบคุม แต่ได้รับคำชี้แจงว่าไม่มีอำนาจ ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ หรือสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองได้

ดร.อรรถวิชช์ ยังระบุอีกว่าที่ผ่านมานโยบายพลังงานมีข้อจำกัดจากแนวคิดการค้าเสรีของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งไม่สนับสนุนการตรึงราคา แต่ปัจจุบันเห็นว่าการตัดสินใจของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และสามารถใช้กำหนดราคาขายปลีกได้

ดร.อรรถวิชช์ ยังยกตัวอย่างกรณีการลดค่าการกลั่น 2 บาทต่อลิตร ที่ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 และมีผลวันที่ 9 เมษายน 2569 แต่กลับพบว่าค่าการตลาดปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.50 บาท เป็น 10.50 บาท ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่ได้ลดลงตามที่ควรจะเป็น พร้อมเปรียบเทียบว่าเป็นลักษณะ “โยกกระเป๋า” หรือ “เตะหมูเข้าปากหมา” คือ ไปลดค่าการกลั่นแต่ไปขึ้นค่าการตลาด ซึ่งสะท้อนความผิดปกติในโครงสร้างราคาพลังงาน

นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์จะปรับลดลงถึงประมาณ 10 บาท แต่ราคาขายในประเทศไทยกลับลดลงเพียง 2 บาท จึงเห็นว่าหากมีการกำหนดราคาปลายทาง จะสามารถป้องกันการบิดเบือนเช่นนี้ได้

สำหรับแนวทางการดูแลผู้ประกอบการ ดร.อรรถวิชช์ เสนอว่า หากโรงกลั่นได้รับผลกระทบจากการตรึงราคา รัฐบาลสามารถกำหนดเงื่อนไขในพระราชกำหนดเกี่ยวกับการกู้เงินชดเชย โดยให้ชดเชยเฉพาะต้นทุนที่แท้จริง ไม่รวมกำไร และแยกประเภทน้ำมันอย่างชัดเจน เช่น น้ำมันในสต็อกเดิม น้ำมันดิบระหว่างขนส่ง และน้ำมันจากแหล่งใหม่ รวมทั้งยังเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งเปิดการเจรจาซื้อน้ำมันจากอิหร่าน เช่นเดียวกับอินเดีย โดยมองว่าสถานการณ์โลกเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศดูแลการจัดหาพลังงานของตนเองมากขึ้น

ช่วงท้าย ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าเป็นผู้มีจิตอาสา และเชื่อว่าหากได้รับข้อมูลครบถ้วน จะตัดสินใจอยู่ข้างประชาชน และย้ำว่าการฟิกซ์ราคาน้ำมันปลายทาง คือกุญแจสำคัญในการลดการกักตุนและคลี่คลายวิกฤตพลังงานของประเทศในขณะนี้ พร้อมขอให้รัฐบาลนำข้อเสนอไปพิจารณาอย่างจริงจัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...