วัดฝีมือ ‘สรพงศ์’ ปัดฝุ่นขนส่งทางบกสู่ยุคใหม่ ลดเหลื่อมล้ำ - สร้างความเชื่อมั่น
เศรษฐกิจ
รถโดยสารสาธารณะ รถยนต์ หรืออะไรตามที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบก ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประชาชนประเทศนี้มีคุณภาพชีวิตเป็นอย่างไร
เพราะชีวิตประจำวันของทุกคนต้องเดินทาง ต้องสัญจรไปทำภารกิจต่างๆ
และเป็นเรื่องปกติที่สังคมจะต้องตั้งความหวังต้องการมีระบบขนส่งที่ทั้ง ‘เข้าถึงได้ ปลอดภัย และทันสมัย’ เพื่อที่จะเป็นตัวช่วยและทางเลือกของประชาชนในการโดยสารสัญจรได้อย่างสะดวกสบายและสบายใจ
แต่หากเจาะลึกระบบขนส่งไทยกลับพบว่า มีสะสมปัญหาเชิงโครงสร้างมานาน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ มาตรฐานความปลอดภัยที่ยังไม่เท่ากัน ไปจนถึงกฎหมายที่ล้าหลังโลกยุคใหม่ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ตกอยู่บนบ่าของ ‘สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์’ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ที่เข้ามารับตำแหน่งท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ
และต้องเผชิญกับภารกิจสองด้านพร้อมกัน—ทั้งการประคองระบบขนส่งให้เดินหน้าต่อในภาวะต้นทุนพุ่งจากปัญหาน้ำมันแพง และการปฏิรูปโครงสร้างเดิมที่สั่งสมปัญหามายาวนาน
แนวทางการทำงานของอธิบดี ‘สรพงศ์’ เริ่มจากหัวใจที่สัมผัสได้ถึงความจริงของความเหลื่อมล้ำในพื้นที่เมื่อครั้งลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ แล้วพบคุณยายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ที่สถานีขนส่งตอน 6 โมงเย็น เพียงเพราะหมอตรวจเสร็จช้ากว่ารถเที่ยวสุดท้ายไปเพียงครึ่งชั่วโมง
“คุณยายบอกว่า ออกมาจากบ้านตั้งแต่ตี 4 เพื่อมาหาหมอ รถเที่ยวเย็นคือสี่โมงครึ่ง แต่หมอปล่อยแกออกมาตอนห้าโมงเย็น แกไม่มีทางเลือก นั่งตำหมากไปปาดน้ำตาไป ผมเห็นแล้วสะเทือนใจมาก คิดในใจว่าคนไทยต้องเป็นอย่างนี้เลยเหรอ?”
จากสิ่งที่พบเจอทำให้สรพงศ์รู้ความจริงว่า การมีระบบขนส่งไม่ได้แปลว่า “ประชาชนเข้าถึงได้จริง” และมีความความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ในเมือง คนอาจเลือกไม่ใช้รถสาธารณะ แต่ในชนบท…หลายคน “ไม่มีทางเลือก”
นี่คือจุดตั้งต้นของวิสัยทัศน์ใหม่ ที่พยายามเปลี่ยนโครงสร้างขนส่งสาธารณะไทยจากระบบที่กระจัดกระจาย ให้กลายเป็น “ระบบเดียว” ที่เชื่อมต่อกันได้ ไม่ต่างจากรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด “ตั๋วใบเดียว” หรือการวางระบบกำกับดูแลคนขับและตัวรถให้มีมาตรฐานเดียวกัน
รวมถึงการผลักดันให้มีรถวิ่งในเส้นทางขาดแคลน ซึ่งเป็น “สวัสดิการพื้นฐาน” ที่รัฐต้องจัดให้ เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ การเข้าถึงการเดินทางคือการเข้าถึงโอกาส
อีกปัญหาสำคัญที่สรพงศ์ไม่ปล่อยผ่านคือ ปัญหา ‘รถโรงเรียนเถื่อน’ ที่ยังเป็นหนามยอกอกสังคมไทย และมักจะถูกแก้ไขแบบผักชีโรยหน้ามาตลอดหลายทศวรรษ
ในฐานะพ่อที่มีลูก สรพงศ์เปิดใจว่า ทนเห็นเด็กนักเรียนนั่งรถสองแถวเก่าคร่ำคร่าอายุ 30-40 ปี ห้อยขาเสี่ยงตายไม่ได้
สรพงศ์ระบุว่า ประเทศไทยมีนักเรียนราว 11 ล้านคน แต่มีรถรับส่งนักเรียนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียง 5,500 คัน เทียบกับโรงเรียนกว่า 52,000 แห่ง
ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ “ช่องว่าง” แต่คือหลุมดำของระบบความปลอดภัย
รถจำนวนมากเป็นรถดัดแปลง ไม่ผ่านมาตรฐาน บางคันอายุ 30-40 ปี ขณะที่ระบบกำกับดูแลแทบไม่ครอบคลุม
จึงตัดสินใจผลักดันเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบาย 4 เดือนแรกหลังรับตำแหน่งที่ต้องเข้ามาปฏิรูป โดยเริ่มจับมือกระทรวงศึกษาธิการ รวบรวมข้อมูลรถทุกประเภทโดยไม่เกี่ยงว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะเข้าใจดีว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทำให้แต่ละหมู่บ้านมีต้นทุนไม่เท่ากัน พร้อมเร่งตรวจสภาพรถที่ตกหล่นให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน
พร้อมเตรียมชงมาตรการ ‘แยกประเภททะเบียนรถนักเรียน’ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยใช้รหัส ‘1 นร.’ หรือป้ายสีส้มเด่นเป็นการสร้างความเข้าใจให้ผู้ใช้รถ “รับรู้” และ “ระวัง” มากขึ้น โดยเฉพาะรถโดยสารที่มีเด็กๆ โดยสารจำนวนมาก
และถือเป็นการพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ไปพร้อมกับ “มาตรการทางกฎหมาย”
ทั้งนี้ สรพงศ์ระบุว่า หากมองในเชิงโครงสร้าง กฎหมายขนส่งไทยนั้น ‘เก๋ากึ๊ก’ ยิ่งกว่ารถเมล์บางสาย พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกใช้มานานกว่า 40 ปี จนหลายบทบัญญัติกลายเป็นของโบราณ ตนเองจึงเดินหน้าชง ครม.รื้อกฎกระทรวง 3 ฉบับรวด
หนึ่งในนั้นคือ การรับมือเทรนด์ EV (Electric Vehicle) ที่ตอนนี้จดทะเบียนไปแล้วกว่า 4 แสนคัน มองข้ามช็อตไปถึงเรื่องความปลอดภัยของแบตเตอรี่ เพราะเมื่อรถอายุครบ 6-7 ปี แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมสภาพ ถือเป็น ‘ระเบิดเวลา’ หากไม่มีมาตรการรองรับ รวมถึงการแยกพื้นที่จอดรถ EV ออกจากรถน้ำมัน เพราะเวลาเกิดเหตุอัคคีภัย วิธีการดับไฟนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
ไม่เพียงเท่านั้น ยังพยายามจัดระเบียบ “รถเศรษฐกิจชุมชน” อย่างสามล้อพ่วงข้างหรือรถพุ่มพ่วง แทนที่จะไล่จับให้สิ้นซาก สรพงศ์เสนอให้ “อนุญาตภายใต้กรอบ” เช่น วิ่งได้ในซอยหรือเขตชุมชน แต่ห้ามขึ้นถนนสายหลัก เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ายังทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ภายใต้ความปลอดภัยที่เป็นรูปธรรม
อีส่วนที่สรพงศ์ให้ความสำคัญคือ การลดขั้นตอนการทำใบขับขี่ ซึ่งทาง ขบ.เตรียมรื้อระบบตรวจประวัติอาชญากรรมสำหรับผู้ขับรถสาธารณะ จากเดิมที่ต้องรอผลกันเป็นเดือน ให้เหลือเพียงไม่ถึงสัปดาห์ผ่านระบบออนไลน์ เพราะตนรู้ดีว่าเวลาของคนหาเช้ากินค่ำนั้นมีค่า
ส่วนประชาชนที่กังวลเรื่องการโดยสารแท็กซี่ไทย สรพงศ์ระบุว่า กรมขนส่งฯ ยุคนี้จัดหนักด้วยการติด QR Code บนรถแท็กซี่ เพื่อให้ผู้โดยสารสแกนตรวจสอบข้อมูลคนขับและร้องเรียนได้ทันที คาดว่าจะครอบคลุมครบ 70,000 คันภายในกลางปี 2569 พร้อมจัดการแท็กซี่หมดอายุและรถกระบะดัดแปลงบรรทุกเกินพิกัดที่ไม่ได้อัพเกรดระบบเบรก ซึ่งเป็นต้นตอของอุบัติเหตุรุนแรง
การขับเคลื่อนของกรมการขนส่งทางบกภายใต้ ‘สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์’ ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องยนต์และล้อรถ
แต่มันคือการปรับระบบขนส่งให้เข้าถึงใจคนไทยมากที่สุด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัดฝีมือ ‘สรพงศ์’ ปัดฝุ่นขนส่งทางบกสู่ยุคใหม่ ลดเหลื่อมล้ำ – สร้างความเชื่อมั่น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly