โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัดฝีมือ ‘สรพงศ์’ ปัดฝุ่นขนส่งทางบกสู่ยุคใหม่ ลดเหลื่อมล้ำ - สร้างความเชื่อมั่น

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

เศรษฐกิ

รถโดยสารสาธารณะ รถยนต์ หรืออะไรตามที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบก ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประชาชนประเทศนี้มีคุณภาพชีวิตเป็นอย่างไร

เพราะชีวิตประจำวันของทุกคนต้องเดินทาง ต้องสัญจรไปทำภารกิจต่างๆ

และเป็นเรื่องปกติที่สังคมจะต้องตั้งความหวังต้องการมีระบบขนส่งที่ทั้ง ‘เข้าถึงได้ ปลอดภัย และทันสมัย’ เพื่อที่จะเป็นตัวช่วยและทางเลือกของประชาชนในการโดยสารสัญจรได้อย่างสะดวกสบายและสบายใจ

แต่หากเจาะลึกระบบขนส่งไทยกลับพบว่า มีสะสมปัญหาเชิงโครงสร้างมานาน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ มาตรฐานความปลอดภัยที่ยังไม่เท่ากัน ไปจนถึงกฎหมายที่ล้าหลังโลกยุคใหม่ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ตกอยู่บนบ่าของ ‘สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์’ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ที่เข้ามารับตำแหน่งท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ

และต้องเผชิญกับภารกิจสองด้านพร้อมกัน—ทั้งการประคองระบบขนส่งให้เดินหน้าต่อในภาวะต้นทุนพุ่งจากปัญหาน้ำมันแพง และการปฏิรูปโครงสร้างเดิมที่สั่งสมปัญหามายาวนาน

แนวทางการทำงานของอธิบดี ‘สรพงศ์’ เริ่มจากหัวใจที่สัมผัสได้ถึงความจริงของความเหลื่อมล้ำในพื้นที่เมื่อครั้งลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ แล้วพบคุณยายคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ที่สถานีขนส่งตอน 6 โมงเย็น เพียงเพราะหมอตรวจเสร็จช้ากว่ารถเที่ยวสุดท้ายไปเพียงครึ่งชั่วโมง

“คุณยายบอกว่า ออกมาจากบ้านตั้งแต่ตี 4 เพื่อมาหาหมอ รถเที่ยวเย็นคือสี่โมงครึ่ง แต่หมอปล่อยแกออกมาตอนห้าโมงเย็น แกไม่มีทางเลือก นั่งตำหมากไปปาดน้ำตาไป ผมเห็นแล้วสะเทือนใจมาก คิดในใจว่าคนไทยต้องเป็นอย่างนี้เลยเหรอ?”

จากสิ่งที่พบเจอทำให้สรพงศ์รู้ความจริงว่า การมีระบบขนส่งไม่ได้แปลว่า “ประชาชนเข้าถึงได้จริง” และมีความความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ในเมือง คนอาจเลือกไม่ใช้รถสาธารณะ แต่ในชนบท…หลายคน “ไม่มีทางเลือก”

นี่คือจุดตั้งต้นของวิสัยทัศน์ใหม่ ที่พยายามเปลี่ยนโครงสร้างขนส่งสาธารณะไทยจากระบบที่กระจัดกระจาย ให้กลายเป็น “ระบบเดียว” ที่เชื่อมต่อกันได้ ไม่ต่างจากรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด “ตั๋วใบเดียว” หรือการวางระบบกำกับดูแลคนขับและตัวรถให้มีมาตรฐานเดียวกัน

รวมถึงการผลักดันให้มีรถวิ่งในเส้นทางขาดแคลน ซึ่งเป็น “สวัสดิการพื้นฐาน” ที่รัฐต้องจัดให้ เพราะในเศรษฐกิจยุคใหม่ การเข้าถึงการเดินทางคือการเข้าถึงโอกาส

อีกปัญหาสำคัญที่สรพงศ์ไม่ปล่อยผ่านคือ ปัญหา ‘รถโรงเรียนเถื่อน’ ที่ยังเป็นหนามยอกอกสังคมไทย และมักจะถูกแก้ไขแบบผักชีโรยหน้ามาตลอดหลายทศวรรษ

ในฐานะพ่อที่มีลูก สรพงศ์เปิดใจว่า ทนเห็นเด็กนักเรียนนั่งรถสองแถวเก่าคร่ำคร่าอายุ 30-40 ปี ห้อยขาเสี่ยงตายไม่ได้

สรพงศ์ระบุว่า ประเทศไทยมีนักเรียนราว 11 ล้านคน แต่มีรถรับส่งนักเรียนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียง 5,500 คัน เทียบกับโรงเรียนกว่า 52,000 แห่ง

ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ “ช่องว่าง” แต่คือหลุมดำของระบบความปลอดภัย

รถจำนวนมากเป็นรถดัดแปลง ไม่ผ่านมาตรฐาน บางคันอายุ 30-40 ปี ขณะที่ระบบกำกับดูแลแทบไม่ครอบคลุม

จึงตัดสินใจผลักดันเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบาย 4 เดือนแรกหลังรับตำแหน่งที่ต้องเข้ามาปฏิรูป โดยเริ่มจับมือกระทรวงศึกษาธิการ รวบรวมข้อมูลรถทุกประเภทโดยไม่เกี่ยงว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะเข้าใจดีว่า ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทำให้แต่ละหมู่บ้านมีต้นทุนไม่เท่ากัน พร้อมเร่งตรวจสภาพรถที่ตกหล่นให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน

พร้อมเตรียมชงมาตรการ ‘แยกประเภททะเบียนรถนักเรียน’ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยใช้รหัส ‘1 นร.’ หรือป้ายสีส้มเด่นเป็นการสร้างความเข้าใจให้ผู้ใช้รถ “รับรู้” และ “ระวัง” มากขึ้น โดยเฉพาะรถโดยสารที่มีเด็กๆ โดยสารจำนวนมาก

และถือเป็นการพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ไปพร้อมกับ “มาตรการทางกฎหมาย”

ทั้งนี้ สรพงศ์ระบุว่า หากมองในเชิงโครงสร้าง กฎหมายขนส่งไทยนั้น ‘เก๋ากึ๊ก’ ยิ่งกว่ารถเมล์บางสาย พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกใช้มานานกว่า 40 ปี จนหลายบทบัญญัติกลายเป็นของโบราณ ตนเองจึงเดินหน้าชง ครม.รื้อกฎกระทรวง 3 ฉบับรวด

หนึ่งในนั้นคือ การรับมือเทรนด์ EV (Electric Vehicle) ที่ตอนนี้จดทะเบียนไปแล้วกว่า 4 แสนคัน มองข้ามช็อตไปถึงเรื่องความปลอดภัยของแบตเตอรี่ เพราะเมื่อรถอายุครบ 6-7 ปี แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมสภาพ ถือเป็น ‘ระเบิดเวลา’ หากไม่มีมาตรการรองรับ รวมถึงการแยกพื้นที่จอดรถ EV ออกจากรถน้ำมัน เพราะเวลาเกิดเหตุอัคคีภัย วิธีการดับไฟนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว

ไม่เพียงเท่านั้น ยังพยายามจัดระเบียบ “รถเศรษฐกิจชุมชน” อย่างสามล้อพ่วงข้างหรือรถพุ่มพ่วง แทนที่จะไล่จับให้สิ้นซาก สรพงศ์เสนอให้ “อนุญาตภายใต้กรอบ” เช่น วิ่งได้ในซอยหรือเขตชุมชน แต่ห้ามขึ้นถนนสายหลัก เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ายังทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ภายใต้ความปลอดภัยที่เป็นรูปธรรม

อีส่วนที่สรพงศ์ให้ความสำคัญคือ การลดขั้นตอนการทำใบขับขี่ ซึ่งทาง ขบ.เตรียมรื้อระบบตรวจประวัติอาชญากรรมสำหรับผู้ขับรถสาธารณะ จากเดิมที่ต้องรอผลกันเป็นเดือน ให้เหลือเพียงไม่ถึงสัปดาห์ผ่านระบบออนไลน์ เพราะตนรู้ดีว่าเวลาของคนหาเช้ากินค่ำนั้นมีค่า

ส่วนประชาชนที่กังวลเรื่องการโดยสารแท็กซี่ไทย สรพงศ์ระบุว่า กรมขนส่งฯ ยุคนี้จัดหนักด้วยการติด QR Code บนรถแท็กซี่ เพื่อให้ผู้โดยสารสแกนตรวจสอบข้อมูลคนขับและร้องเรียนได้ทันที คาดว่าจะครอบคลุมครบ 70,000 คันภายในกลางปี 2569 พร้อมจัดการแท็กซี่หมดอายุและรถกระบะดัดแปลงบรรทุกเกินพิกัดที่ไม่ได้อัพเกรดระบบเบรก ซึ่งเป็นต้นตอของอุบัติเหตุรุนแรง

การขับเคลื่อนของกรมการขนส่งทางบกภายใต้ ‘สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์’ ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องยนต์และล้อรถ

แต่มันคือการปรับระบบขนส่งให้เข้าถึงใจคนไทยมากที่สุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัดฝีมือ ‘สรพงศ์’ ปัดฝุ่นขนส่งทางบกสู่ยุคใหม่ ลดเหลื่อมล้ำ – สร้างความเชื่อมั่น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...