พักรบอิหร่าน–สหรัฐฯ วิกฤตพลังงานยังไม่จบ: จีนกำลังเจ็บหรือได้เปรียบ
การหยุดยิงชั่วคราวระหว่าง อิหร่านและสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานี้ อาจทำให้ตลาดการเงินคลายความตื่นตระหนกลงได้บ้าง และเปิดความหวังว่าตะวันออกกลางจะไม่ลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าพาดหัวข่าว นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ “คลี่คลายแล้ว” หากเป็นเพียงการกดปุ่มพักชั่วคราวในเกมที่ยังเต็มไปด้วยแรงเสียดทานเดิม
เพราะแม้เสียงปืนจะเบาลงชั่วคราว แต่ปมสำคัญที่ทำให้โลกกังวลยังไม่หายไป นั่นคือความเปราะบางของเส้นทางพลังงาน การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ต้นทุนประกันภัย การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงความไม่แน่นอนว่าโต๊ะเจรจาจะไปได้ไกลแค่ไหน
ในภาพนี้ ปากีสถานถูกวางบทบาทให้เป็น “กาวใจ” หรืออย่างน้อยเป็นพื้นที่กลางสำหรับการพูดคุยระหว่างฝ่ายที่ยังไม่ไว้วางใจกัน แต่เบื้องหลังฉากที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือจีน ที่แสดงจุดยืนพร้อมมีส่วนร่วมสร้างสันติภาพ แต่คงท่าทีที่ระมัดระวัง จนบางคนถึงขั้นบอกว่า “ดูเงียบเกินไป” แต่ในควาทเป็นจริง คือจีนเคลื่อนไหวอยู่ตลอด และก่อนหน้านี้ก็ออกมาประกาศ 5 ข้อฟื้นฟูตะสันออกกลาง ร่วมกันกับปากีสถาน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า จีนได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้มากแค่ไหน แต่คือว่า จีนกำลังแค่ประคองตัวจากแรงกระแทก หรือจริง ๆ แล้วกำลังใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการขยับตำแหน่งของตัวเองบนกระดานโลกด้วย
พักรบระหว่างอเมริกา กับอิหร่าน ไม่ได้แปลว่าวิกฤตพลังงานจบลง
ปัญหาของโลกในรอบนี้อยู่ที่ตลาดไม่เชื่อว่าการหยุดยิงชั่วคราวจะเพียงพอให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติได้เร็ว ราคาน้ำมันในตลาดฟิวเจอร์สอาจลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะนักลงทุนคาดหวังว่าสถานการณ์อาจไม่ยืดเยื้อยาวนาน แต่ในตลาดน้ำมันจริง หรือราคาของน้ำมันที่ส่งมอบจริงให้โรงกลั่น กลับเคลื่อนไหวสูงกว่านั้นมาก
ต่อให้มีข้อตกลงพักรบ แต่ตราบใดที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาไหลลื่นเต็มที่ ต้นทุนด้านพลังงานก็ยังถูกกดดันต่อไป และส่งต่อไปยังสินค้าอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางในภูมิศาสตร์ แต่เป็นหลอดเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก น้ำมันโลกประมาณหนึ่งในห้าต้องผ่านจุดนี้ เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติเหลวจากอ่าวเปอร์เซียจำนวนมหาศาล หากการผ่านทางยังถูกจำกัด ถูกควบคุม หรือถูกทำให้เสี่ยงสูงขึ้น บริษัทเดินเรือ บริษัทประกันภัย โรงกลั่น ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกก็ต้องรับภาระตามไปด้วย
ดังนั้น การพักรบที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการลดระดับความตื่นตระหนกจาก “อันตรายเฉียบพลัน” ลงมาเป็น “ความเสี่ยงเรื้อรังที่ยังคุมไม่ได้”
ปากีสถานอาจเป็นเจ้าภาพเจรจา แต่จีนคือผู้เล่นที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึง
บทบาทของปากีสถานในฐานะพื้นที่พูดคุยเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะอิสลามาบัดมีความสัมพันธ์ที่พอจะคุยได้ทั้งกับโลกมุสลิม กับจีน และยังพอมีพื้นที่ให้สหรัฐฯ ใช้งานเชิงการทูตได้ในบางจังหวะ ปากีสถานจึงเหมาะกับการเป็นสะพานในช่วงที่ทุกฝ่ายยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากันโดยตรง
แต่เมื่อพูดถึง “น้ำหนัก” ที่จะทำให้การเจรจามีความหมายมากขึ้น จีนก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะเข้ามาอยู่ในสมการ โดยแม้จีนระวังถ้อยคำทุกคำที่ใช้ในทางการทูต แต่สิ่งที่จีนทำชัดเจนมากคือการติดต่อกับหลายฝ่ายพร้อมกัน พูดคุยกับประเทศหลักในภูมิภาค และส่งสัญญาณว่าต้องการให้สถานการณ์หยุดลุกลาม ซึ่งนับตั้งแต่วิกฤติอิหร่านเกิดขึ้น หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน คุยกับประเทศต่างๆ อย่างน้อย 25 ประเทศ และถ้ารวม EU สหภาพยุโรปเข้าไปด้วย ก็เป็น 26 เป็นตัวเลขที่จีนสามารถกล่าวได้ว่า จีนคุยทุกวันเพื่อพยายามหาสันติภาพแก่โลก
ท่าทีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ จีนพยายามสร้างภาพตัวเองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในฐานะมหาอำนาจที่ “เสถียรกว่า” และ “คาดเดาได้มากกว่า” อเมริกา โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ผู้เล่นจำนวนมากเริ่มเบื่อความผันผวนจากนโยบายของอเมริกา อย่างยิ่งในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์
การที่จีนสงวนท่าทีแบบระวัง และแสดงจุดยืนว่าใช้ทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติ แสดงถึงว่า จีนต้องการได้ผลลัพธ์ของการเป็นผู้มีบทบาท แต่ลดความเสี่ยงให้มากที่สุดหากต้องแบกรับต้นทุนหากกระบวนการล้มเหลว
พูดอีกแบบคือจีนอยากอยู่ในเกม แต่ไม่อยากถูกผูกมัดกับเกมมากเกินไป เพราะจีนยังคงต้องการรักษาผลประโยชน์และความร่วมมือในอนาคตกับทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่อเมริกาเอง และอย่างในตะวันออกกลาง จีนมีโครงการความร่วมมือสำคัญที่จีนเข้าไปลงทุน ไม่ใช่แค่อิหร่าน ข้อนี้คืออีกหนึ่งข้อสำคัญยิ่ง
สำหรับจีน วิกฤตนี้คือภัยต่อเศรษฐกิจ
(แม้จีนจะชูนโยบาย พึ่งพาตนเอง เน้นในประเทศแข็งแกร่ง)
หากดูเฉพาะด้านลบ จีนมีเหตุผลมากพอที่จะกังวลกับสงครามนี้ เพราะเศรษฐกิจจีนยังเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับเสถียรภาพของตลาดโลก แม้จีนพยายามพูดถึงการพึ่งพาตลาดในประเทศมากขึ้น แต่ข้อเท็จจริงคือการส่งออกยังเป็นเสาหลักสำคัญของการเติบโต และภาคการผลิตจีนก็ยังอ่อนไหวต่อราคาพลังงานอย่างมาก
เมื่อสงครามทำให้ต้นทุนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แต่ลามไปถึงต้นทุนขนส่ง ต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิตของโรงงาน และกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศ ในสภาพที่เศรษฐกิจจีนยังฟื้นแบบไม่เต็มแรง แรงกดดันเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก ซึ่งแน่นอนว่ากระทบจีน ถึงจีนจะมีปริมาณน้ำมันสำรองในปริมาณมากและเริ่มกระจายความเสี่ยงไปยังพื้นที่อื่น เช่น รัสเซีย ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติก็ตาม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง จีนก็อาจได้ประโยชน์จากวิกฤตนี้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพให้ครบ เราจะเห็นว่าจีนไม่ได้อยู่ในฐานะ“ผู้เสียหายล้วน ๆ” ตรงกันข้าม วิกฤตนี้อาจเปิดช่องให้จีนได้ประโยชน์ในหลายข้ออย่างน่าสนใจ
ข้อแรกคือ ด้านการทูตและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ
ทุกครั้งที่ตะวันออกกลางปั่นป่วนและโลกมองว่าอเมริกา เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา จีนมักฉวยจังหวะนี้เสนอภาพตัวเองในฐานะผู้เล่นที่ Stable กว่า และ “พร้อมคุยกับทุกฝ่าย” ต่อให้จีนไม่ได้เป็นคนหยุดสงครามด้วยตัวเอง แต่การที่จีนถูกพูดถึงว่าอยู่ในช่องทางการสื่อสารหรือช่วยเอื้อให้เกิดเงื่อนไขของการพักรบ ก็เพียงพอแล้วที่จะยกระดับสถานะของตัวเองในสายตาหลายประเทศ
ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความสามารถในการคุยได้ทั้งกับอิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และประเทศอื่น ๆ พร้อมกัน เป็นแต้มทางการทูตที่สหรัฐฯ ไม่ได้ถืออยู่ในมือเท่าเดิมอีกแล้ว จีนจึงได้ประโยชน์จากการเป็น“ผู้มีความเกี่ยวข้อง” แม้จะยังไม่ใช่“ผู้ตัดสินเกม” ก็ตาม
ข้อที่สองคือ ด้านยุทธศาสตร์พลังงาน
วิกฤตครั้งนี้ช่วยยืนยันกับผู้นำจีนว่า แนวทางที่ผลักดันมาหลายปีเรื่องการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานนั้นมาถูกทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลังผลิตในประเทศ การสะสมสต็อกน้ำมัน การลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน การเร่งพลังงานหมุนเวียน และการกระจายแหล่งนำเข้า
ทุกครั้งที่โลกเจอความปั่นป่วนจากฟอสซิลนำเข้า จีนจะมีเหตุผลมากขึ้นในการเร่งโครงการที่ทำให้ตัวเองพึ่งพาตลาดต่างประเทศน้อยลง เพราะยิ่งความเสี่ยงจากตะวันออกกลางชัดขึ้นเท่าไร การผลักดันแนวคิด “พึ่งพาตนเอง” ก็ยิ่งมีความชอบธรรมมากขึ้นเท่านั้น
ในความหมายนี้ วิกฤตไม่ได้แค่ทำให้จีนเจ็บ แต่ยังทำหน้าที่เป็น“ข้อพิสูจน์” ให้กับทิศทางนโยบายของปักกิ่ง
ข้อที่สามคือ ผลประโยชน์ทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
นี่คือมุมที่สำคัญมากและไม่ควรถูกมองข้าม เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ไม่ว่าจากสงคราม การปิดช่องแคบ หรือความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันทั่วโลกคือผู้บริโภคและรัฐบาลจำนวนมากจะกลับมามองทางเลือกอื่นอย่างจริงจังมากขึ้น หนึ่งในทางเลือกนั้นคือ EV
และถ้าพูดถึง EV ในเวลานี้ จีนคือผู้เล่นที่ได้เปรียบอย่างมหาศาล ทั้งด้านกำลังการผลิต ต้นทุน แบตเตอรี่ ซัพพลายเชน และความสามารถในการส่งออก
จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในช่วงซึ่งโลกกังวลเรื่องพลังงาน รถยนต์ไฟฟ้าจีนกลับยังขยายตัวแรงในต่างประเทศ เพราะรถ EV ไม่ได้ขายแค่ในฐานะสินค้าทันสมัย แต่ขายในฐานะ “ทางออกจากความผันผวนของน้ำมัน” ได้ด้วย
พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ทุกครั้งที่น้ำมันแพงขึ้น รถ EV จีนก็ยิ่งมีเหตุผลให้คนซื้อ
ข้อที่สี่คือ ผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในความสัมพันธ์กับรัสเซีย
หากความไม่แน่นอนของ LNG จากตะวันออกกลางยืดเยื้อ จีนอาจมีแรงจูงใจมากขึ้นในการกลับมาพิจารณาโครงการท่อส่งก๊าซจากรัสเซียอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ Power of Siberia 2 แม้จีนจะยังระวังไม่ให้พึ่งพารัสเซียมากเกินไป แต่ถ้าทางเลือกในตลาดโลกไม่น่าเชื่อถือเท่าเดิม ปักกิ่งก็ย่อมมี leverage ใหม่ในการต่อรองเงื่อนไขราคากับมอสโก
นั่นหมายความว่า วิกฤตนี้อาจไม่ได้แค่เปลี่ยนเส้นทางพลังงาน แต่เปลี่ยนดุลอำนาจในการต่อรองพลังงานของจีนด้วย
แล้วจีน “กระทบ” หรือ “ได้ประโยชน์” กันแน่
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ทั้งสองอย่างพร้อมกัน จีนได้รับผลกระทบจริงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการนำเข้าผ่านฮอร์มุซ และแรงกดดันต่อเศรษฐกิจภาคการผลิต แต่ในอีกด้านหนึ่ง จีนก็มีความพร้อมมากพอที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นแต้มต่อในระยะกลางถึงยาว
ประเทศอื่นจำนวนมากอาจเผชิญวิกฤตนี้แบบตั้งรับล้วน ๆ แต่จีนไม่เหมือนกัน เพราะจีนมีทั้งสต็อกพลังงาน มีโครงข่ายซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น มีตลาดส่งออกรถ EV ที่กำลังโต และมีความทะเยอทะยานทางการทูตที่สอดรับกับความปั่นป่วนของระเบียบโลกเดิม
ดังนั้น ถ้าถามว่าสงครามและการพักรบครั้งนี้ทำให้จีนเดือดร้อนหรือไม่ คำตอบคือเดือดร้อนแน่ แต่ถ้าถามต่อว่า จีนมีศักยภาพจะ “เก็บเกี่ยวผลประโยชน์” จากความไม่แน่นอนนี้หรือไม่ คำตอบก็ยังเป็นใช่อีกเหมือนกัน
สิ่งที่จีนต้องการที่สุดไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใด แต่คือภาวะที่ตัวเองวางเกมต่อได้
หลายคนอาจสงสัยว่าจีนต่องการเห็นใครชนะในสงครามนี้ อิหร่าน หรืออเมริกา มองเผิน ๆ ทุกคนก็คงมองไปที่ “อิหร่าน” เพราะมีหรือว่าจีนอยากเห็นอเมริกาขนะ แต่เหนือแค่คำว่า ชสะ หรือแพ้ ซึ่งจีนย้ำตบอดว่า ในสวคราม ไม่มีคำว่าผู้ชนะ มีแต่คำว่าเสียหาย ดังนั้น สิ่งที่จีน ดูจะต้องการมากที่สุดคือสถานการณ์ที่ไม่ปะทุจนควบคุมไม่ได้ แต่ก็ไม่สงบจนอเมริกา กลับมายึดพื้นที่นำทางการทูตอย่างเต็มตัว
หรือพูดอย่างตรงไปตรงมา จีนต้องการ “เสถียรภาพที่พอใช้งาน (เป็นประโยชน์ต่อจีน)“ มากกว่าสันติภาพอุดมคติ
เพราะเสถียรภาพระดับนั้นจะทำให้จีนยังซื้อน้ำมันได้ ยังส่งออกสินค้าได้ ยังดัน EV ได้ ยังสะสมภาพลักษณ์ของมหาอำนาจที่รับผิดชอบได้ และยังปล่อยให้โลกเห็นความแตกต่างระหว่างตัวเองกับวอชิงตันได้ต่อไป
นั่นคือเหตุผลที่ท่าทีของจีนจึงดูระมัดระวังมาก ปักกิ่งไม่รีบเข้าไปรับบทหนักเกินไป แต่ก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองหลุดจากภาพรวมของการแก้ปัญหา
การหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และความพยายามเปิดโต๊ะเจรจาโดยมีปากีสถานเป็นพื้นที่กลาง เป็นสัญญาณที่ดีกว่าการปล่อยให้สงครามไหลต่อแบบไร้ทางลง แต่สิ่งที่โลกควรจับตาไม่ใช่แค่จะมีการเจรจาหรือไม่ หากคือหลังจากเจรจาแล้ว โครงสร้างความเสี่ยงเดิมจะถูกแก้หรือเพียงถูกเลื่อนเวลาออกไป
เพราะตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติเต็มที่ ตราบใดที่ตลาดยังเชื่อว่าน้ำมันจริงหายากกว่าที่ราคาฟิวเจอร์สบอก และตราบใดที่ภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้พลังงานกลายเป็นอาวุธได้ทุกเมื่อ โลกก็ยังอยู่ในภาวะเปราะบางเหมือนเดิม
สำหรับจีน นี่ไม่ใช่แค่บททดสอบว่ารับแรงกระแทกได้แค่ไหน แต่คือจังหวะสำคัญที่ปักกิ่งกำลังพยายามเปลี่ยนวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นข้อได้เปรียบภายใน
จีนได้รับผลกระทบแน่จากวิกฤตินี้ และจีนกังวลแน่กับความไม่แน่นอนของฮอร์มุซ แต่ขณะเดียวกัน จีนก็อาจเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพมากที่สุดในการเปลี่ยนความปั่นป่วนนี้ให้เป็นแรงส่ง ทั้งต่ออุตสาหกรรมพลังงานใหม่ การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า ความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว และสถานะของตัวเองในเวทีโลก
ดังนั้น หากจะสรุปสถานะของจีนในวิกฤตครั้งนี้ให้แม่นที่สุด อาจไม่ใช่คำว่า“ผู้เสียหาย” หรือ “ผู้ได้ประโยชน์” อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ ประเทศที่กำลังพยายามทำทั้งสองเรื่องพร้อมกัน — รับมือกับความเสียหายระยะสั้น และเก็บผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวไปพร้อมกัน
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้จีนกลายเป็นผู้เล่นที่น่าจับตาที่สุด แม้จะไม่ใช่ฝ่ายที่ยิงกันอยู่โดยตรงก็ตาม