โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

พักรบอิหร่าน–สหรัฐฯ วิกฤตพลังงานยังไม่จบ: จีนกำลังเจ็บหรือได้เปรียบ

Amarin TV

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พักรบ อิหร่าน–สหรัฐอเมริกา แต่วิกฤตพลังงานยังไม่จบ จีนกำลังแค่ประคองตัวจากแรงกระแทก หรือจริง ๆ แล้วกำลังใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสบนกระดานโลก

การหยุดยิงชั่วคราวระหว่าง อิหร่านและสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานี้ อาจทำให้ตลาดการเงินคลายความตื่นตระหนกลงได้บ้าง และเปิดความหวังว่าตะวันออกกลางจะไม่ลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าพาดหัวข่าว นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่ “คลี่คลายแล้ว” หากเป็นเพียงการกดปุ่มพักชั่วคราวในเกมที่ยังเต็มไปด้วยแรงเสียดทานเดิม

เพราะแม้เสียงปืนจะเบาลงชั่วคราว แต่ปมสำคัญที่ทำให้โลกกังวลยังไม่หายไป นั่นคือความเปราะบางของเส้นทางพลังงาน การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ต้นทุนประกันภัย การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงความไม่แน่นอนว่าโต๊ะเจรจาจะไปได้ไกลแค่ไหน

ในภาพนี้ ปากีสถานถูกวางบทบาทให้เป็น “กาวใจ” หรืออย่างน้อยเป็นพื้นที่กลางสำหรับการพูดคุยระหว่างฝ่ายที่ยังไม่ไว้วางใจกัน แต่เบื้องหลังฉากที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือจีน ที่แสดงจุดยืนพร้อมมีส่วนร่วมสร้างสันติภาพ แต่คงท่าทีที่ระมัดระวัง จนบางคนถึงขั้นบอกว่า “ดูเงียบเกินไป” แต่ในควาทเป็นจริง คือจีนเคลื่อนไหวอยู่ตลอด และก่อนหน้านี้ก็ออกมาประกาศ 5 ข้อฟื้นฟูตะสันออกกลาง ร่วมกันกับปากีสถาน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า จีนได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้มากแค่ไหน แต่คือว่า จีนกำลังแค่ประคองตัวจากแรงกระแทก หรือจริง ๆ แล้วกำลังใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการขยับตำแหน่งของตัวเองบนกระดานโลกด้วย

พักรบระหว่างอเมริกา กับอิหร่าน ไม่ได้แปลว่าวิกฤตพลังงานจบลง

ปัญหาของโลกในรอบนี้อยู่ที่ตลาดไม่เชื่อว่าการหยุดยิงชั่วคราวจะเพียงพอให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติได้เร็ว ราคาน้ำมันในตลาดฟิวเจอร์สอาจลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะนักลงทุนคาดหวังว่าสถานการณ์อาจไม่ยืดเยื้อยาวนาน แต่ในตลาดน้ำมันจริง หรือราคาของน้ำมันที่ส่งมอบจริงให้โรงกลั่น กลับเคลื่อนไหวสูงกว่านั้นมาก

ต่อให้มีข้อตกลงพักรบ แต่ตราบใดที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาไหลลื่นเต็มที่ ต้นทุนด้านพลังงานก็ยังถูกกดดันต่อไป และส่งต่อไปยังสินค้าอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางในภูมิศาสตร์ แต่เป็นหลอดเลือดใหญ่ของระบบพลังงานโลก น้ำมันโลกประมาณหนึ่งในห้าต้องผ่านจุดนี้ เช่นเดียวกับก๊าซธรรมชาติเหลวจากอ่าวเปอร์เซียจำนวนมหาศาล หากการผ่านทางยังถูกจำกัด ถูกควบคุม หรือถูกทำให้เสี่ยงสูงขึ้น บริษัทเดินเรือ บริษัทประกันภัย โรงกลั่น ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกก็ต้องรับภาระตามไปด้วย

ดังนั้น การพักรบที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการลดระดับความตื่นตระหนกจาก “อันตรายเฉียบพลัน” ลงมาเป็น “ความเสี่ยงเรื้อรังที่ยังคุมไม่ได้”

ปากีสถานอาจเป็นเจ้าภาพเจรจา แต่จีนคือผู้เล่นที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึง

บทบาทของปากีสถานในฐานะพื้นที่พูดคุยเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะอิสลามาบัดมีความสัมพันธ์ที่พอจะคุยได้ทั้งกับโลกมุสลิม กับจีน และยังพอมีพื้นที่ให้สหรัฐฯ ใช้งานเชิงการทูตได้ในบางจังหวะ ปากีสถานจึงเหมาะกับการเป็นสะพานในช่วงที่ทุกฝ่ายยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากันโดยตรง

แต่เมื่อพูดถึง “น้ำหนัก” ที่จะทำให้การเจรจามีความหมายมากขึ้น จีนก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะเข้ามาอยู่ในสมการ โดยแม้จีนระวังถ้อยคำทุกคำที่ใช้ในทางการทูต แต่สิ่งที่จีนทำชัดเจนมากคือการติดต่อกับหลายฝ่ายพร้อมกัน พูดคุยกับประเทศหลักในภูมิภาค และส่งสัญญาณว่าต้องการให้สถานการณ์หยุดลุกลาม ซึ่งนับตั้งแต่วิกฤติอิหร่านเกิดขึ้น หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน คุยกับประเทศต่างๆ อย่างน้อย 25 ประเทศ และถ้ารวม EU สหภาพยุโรปเข้าไปด้วย ก็เป็น 26 เป็นตัวเลขที่จีนสามารถกล่าวได้ว่า จีนคุยทุกวันเพื่อพยายามหาสันติภาพแก่โลก

ท่าทีแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ จีนพยายามสร้างภาพตัวเองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในฐานะมหาอำนาจที่ “เสถียรกว่า” และ “คาดเดาได้มากกว่า” อเมริกา โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ผู้เล่นจำนวนมากเริ่มเบื่อความผันผวนจากนโยบายของอเมริกา อย่างยิ่งในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์

การที่จีนสงวนท่าทีแบบระวัง และแสดงจุดยืนว่าใช้ทางการทูตเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติ แสดงถึงว่า จีนต้องการได้ผลลัพธ์ของการเป็นผู้มีบทบาท แต่ลดความเสี่ยงให้มากที่สุดหากต้องแบกรับต้นทุนหากกระบวนการล้มเหลว

พูดอีกแบบคือจีนอยากอยู่ในเกม แต่ไม่อยากถูกผูกมัดกับเกมมากเกินไป เพราะจีนยังคงต้องการรักษาผลประโยชน์และความร่วมมือในอนาคตกับทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่อเมริกาเอง และอย่างในตะวันออกกลาง จีนมีโครงการความร่วมมือสำคัญที่จีนเข้าไปลงทุน ไม่ใช่แค่อิหร่าน ข้อนี้คืออีกหนึ่งข้อสำคัญยิ่ง

สำหรับจีน วิกฤตนี้คือภัยต่อเศรษฐกิจ

(แม้จีนจะชูนโยบาย พึ่งพาตนเอง เน้นในประเทศแข็งแกร่ง)

หากดูเฉพาะด้านลบ จีนมีเหตุผลมากพอที่จะกังวลกับสงครามนี้ เพราะเศรษฐกิจจีนยังเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับเสถียรภาพของตลาดโลก แม้จีนพยายามพูดถึงการพึ่งพาตลาดในประเทศมากขึ้น แต่ข้อเท็จจริงคือการส่งออกยังเป็นเสาหลักสำคัญของการเติบโต และภาคการผลิตจีนก็ยังอ่อนไหวต่อราคาพลังงานอย่างมาก

เมื่อสงครามทำให้ต้นทุนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แต่ลามไปถึงต้นทุนขนส่ง ต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนการผลิตของโรงงาน และกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศ ในสภาพที่เศรษฐกิจจีนยังฟื้นแบบไม่เต็มแรง แรงกดดันเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก ซึ่งแน่นอนว่ากระทบจีน ถึงจีนจะมีปริมาณน้ำมันสำรองในปริมาณมากและเริ่มกระจายความเสี่ยงไปยังพื้นที่อื่น เช่น รัสเซีย ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติก็ตาม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง จีนก็อาจได้ประโยชน์จากวิกฤตนี้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพให้ครบ เราจะเห็นว่าจีนไม่ได้อยู่ในฐานะ“ผู้เสียหายล้วน ๆ” ตรงกันข้าม วิกฤตนี้อาจเปิดช่องให้จีนได้ประโยชน์ในหลายข้ออย่างน่าสนใจ

ข้อแรกคือ ด้านการทูตและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ

ทุกครั้งที่ตะวันออกกลางปั่นป่วนและโลกมองว่าอเมริกา เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา จีนมักฉวยจังหวะนี้เสนอภาพตัวเองในฐานะผู้เล่นที่ Stable กว่า และ “พร้อมคุยกับทุกฝ่าย” ต่อให้จีนไม่ได้เป็นคนหยุดสงครามด้วยตัวเอง แต่การที่จีนถูกพูดถึงว่าอยู่ในช่องทางการสื่อสารหรือช่วยเอื้อให้เกิดเงื่อนไขของการพักรบ ก็เพียงพอแล้วที่จะยกระดับสถานะของตัวเองในสายตาหลายประเทศ

ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความสามารถในการคุยได้ทั้งกับอิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และประเทศอื่น ๆ พร้อมกัน เป็นแต้มทางการทูตที่สหรัฐฯ ไม่ได้ถืออยู่ในมือเท่าเดิมอีกแล้ว จีนจึงได้ประโยชน์จากการเป็น“ผู้มีความเกี่ยวข้อง” แม้จะยังไม่ใช่“ผู้ตัดสินเกม” ก็ตาม

ข้อที่สองคือ ด้านยุทธศาสตร์พลังงาน

วิกฤตครั้งนี้ช่วยยืนยันกับผู้นำจีนว่า แนวทางที่ผลักดันมาหลายปีเรื่องการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานนั้นมาถูกทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลังผลิตในประเทศ การสะสมสต็อกน้ำมัน การลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน การเร่งพลังงานหมุนเวียน และการกระจายแหล่งนำเข้า

ทุกครั้งที่โลกเจอความปั่นป่วนจากฟอสซิลนำเข้า จีนจะมีเหตุผลมากขึ้นในการเร่งโครงการที่ทำให้ตัวเองพึ่งพาตลาดต่างประเทศน้อยลง เพราะยิ่งความเสี่ยงจากตะวันออกกลางชัดขึ้นเท่าไร การผลักดันแนวคิด “พึ่งพาตนเอง” ก็ยิ่งมีความชอบธรรมมากขึ้นเท่านั้น

ในความหมายนี้ วิกฤตไม่ได้แค่ทำให้จีนเจ็บ แต่ยังทำหน้าที่เป็น“ข้อพิสูจน์” ให้กับทิศทางนโยบายของปักกิ่ง

ข้อที่สามคือ ผลประโยชน์ทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

นี่คือมุมที่สำคัญมากและไม่ควรถูกมองข้าม เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ไม่ว่าจากสงคราม การปิดช่องแคบ หรือความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันทั่วโลกคือผู้บริโภคและรัฐบาลจำนวนมากจะกลับมามองทางเลือกอื่นอย่างจริงจังมากขึ้น หนึ่งในทางเลือกนั้นคือ EV

และถ้าพูดถึง EV ในเวลานี้ จีนคือผู้เล่นที่ได้เปรียบอย่างมหาศาล ทั้งด้านกำลังการผลิต ต้นทุน แบตเตอรี่ ซัพพลายเชน และความสามารถในการส่งออก

จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ในช่วงซึ่งโลกกังวลเรื่องพลังงาน รถยนต์ไฟฟ้าจีนกลับยังขยายตัวแรงในต่างประเทศ เพราะรถ EV ไม่ได้ขายแค่ในฐานะสินค้าทันสมัย แต่ขายในฐานะ “ทางออกจากความผันผวนของน้ำมัน” ได้ด้วย

พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ทุกครั้งที่น้ำมันแพงขึ้น รถ EV จีนก็ยิ่งมีเหตุผลให้คนซื้อ

ข้อที่สี่คือ ผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในความสัมพันธ์กับรัสเซีย

หากความไม่แน่นอนของ LNG จากตะวันออกกลางยืดเยื้อ จีนอาจมีแรงจูงใจมากขึ้นในการกลับมาพิจารณาโครงการท่อส่งก๊าซจากรัสเซียอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ Power of Siberia 2 แม้จีนจะยังระวังไม่ให้พึ่งพารัสเซียมากเกินไป แต่ถ้าทางเลือกในตลาดโลกไม่น่าเชื่อถือเท่าเดิม ปักกิ่งก็ย่อมมี leverage ใหม่ในการต่อรองเงื่อนไขราคากับมอสโก

นั่นหมายความว่า วิกฤตนี้อาจไม่ได้แค่เปลี่ยนเส้นทางพลังงาน แต่เปลี่ยนดุลอำนาจในการต่อรองพลังงานของจีนด้วย

แล้วจีน “กระทบ” หรือ “ได้ประโยชน์” กันแน่

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ทั้งสองอย่างพร้อมกัน จีนได้รับผลกระทบจริงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการนำเข้าผ่านฮอร์มุซ และแรงกดดันต่อเศรษฐกิจภาคการผลิต แต่ในอีกด้านหนึ่ง จีนก็มีความพร้อมมากพอที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นแต้มต่อในระยะกลางถึงยาว

ประเทศอื่นจำนวนมากอาจเผชิญวิกฤตนี้แบบตั้งรับล้วน ๆ แต่จีนไม่เหมือนกัน เพราะจีนมีทั้งสต็อกพลังงาน มีโครงข่ายซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น มีตลาดส่งออกรถ EV ที่กำลังโต และมีความทะเยอทะยานทางการทูตที่สอดรับกับความปั่นป่วนของระเบียบโลกเดิม

ดังนั้น ถ้าถามว่าสงครามและการพักรบครั้งนี้ทำให้จีนเดือดร้อนหรือไม่ คำตอบคือเดือดร้อนแน่ แต่ถ้าถามต่อว่า จีนมีศักยภาพจะ “เก็บเกี่ยวผลประโยชน์” จากความไม่แน่นอนนี้หรือไม่ คำตอบก็ยังเป็นใช่อีกเหมือนกัน

สิ่งที่จีนต้องการที่สุดไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใด แต่คือภาวะที่ตัวเองวางเกมต่อได้

หลายคนอาจสงสัยว่าจีนต่องการเห็นใครชนะในสงครามนี้ อิหร่าน หรืออเมริกา มองเผิน ๆ ทุกคนก็คงมองไปที่ “อิหร่าน” เพราะมีหรือว่าจีนอยากเห็นอเมริกาขนะ แต่เหนือแค่คำว่า ชสะ หรือแพ้ ซึ่งจีนย้ำตบอดว่า ในสวคราม ไม่มีคำว่าผู้ชนะ มีแต่คำว่าเสียหาย ดังนั้น สิ่งที่จีน ดูจะต้องการมากที่สุดคือสถานการณ์ที่ไม่ปะทุจนควบคุมไม่ได้ แต่ก็ไม่สงบจนอเมริกา กลับมายึดพื้นที่นำทางการทูตอย่างเต็มตัว

หรือพูดอย่างตรงไปตรงมา จีนต้องการ “เสถียรภาพที่พอใช้งาน (เป็นประโยชน์ต่อจีน)“ มากกว่าสันติภาพอุดมคติ

เพราะเสถียรภาพระดับนั้นจะทำให้จีนยังซื้อน้ำมันได้ ยังส่งออกสินค้าได้ ยังดัน EV ได้ ยังสะสมภาพลักษณ์ของมหาอำนาจที่รับผิดชอบได้ และยังปล่อยให้โลกเห็นความแตกต่างระหว่างตัวเองกับวอชิงตันได้ต่อไป

นั่นคือเหตุผลที่ท่าทีของจีนจึงดูระมัดระวังมาก ปักกิ่งไม่รีบเข้าไปรับบทหนักเกินไป แต่ก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองหลุดจากภาพรวมของการแก้ปัญหา

การหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และความพยายามเปิดโต๊ะเจรจาโดยมีปากีสถานเป็นพื้นที่กลาง เป็นสัญญาณที่ดีกว่าการปล่อยให้สงครามไหลต่อแบบไร้ทางลง แต่สิ่งที่โลกควรจับตาไม่ใช่แค่จะมีการเจรจาหรือไม่ หากคือหลังจากเจรจาแล้ว โครงสร้างความเสี่ยงเดิมจะถูกแก้หรือเพียงถูกเลื่อนเวลาออกไป

เพราะตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติเต็มที่ ตราบใดที่ตลาดยังเชื่อว่าน้ำมันจริงหายากกว่าที่ราคาฟิวเจอร์สบอก และตราบใดที่ภูมิรัฐศาสตร์ยังทำให้พลังงานกลายเป็นอาวุธได้ทุกเมื่อ โลกก็ยังอยู่ในภาวะเปราะบางเหมือนเดิม

สำหรับจีน นี่ไม่ใช่แค่บททดสอบว่ารับแรงกระแทกได้แค่ไหน แต่คือจังหวะสำคัญที่ปักกิ่งกำลังพยายามเปลี่ยนวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นข้อได้เปรียบภายใน

จีนได้รับผลกระทบแน่จากวิกฤตินี้ และจีนกังวลแน่กับความไม่แน่นอนของฮอร์มุซ แต่ขณะเดียวกัน จีนก็อาจเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพมากที่สุดในการเปลี่ยนความปั่นป่วนนี้ให้เป็นแรงส่ง ทั้งต่ออุตสาหกรรมพลังงานใหม่ การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า ความมั่นคงทางพลังงานระยะยาว และสถานะของตัวเองในเวทีโลก

ดังนั้น หากจะสรุปสถานะของจีนในวิกฤตครั้งนี้ให้แม่นที่สุด อาจไม่ใช่คำว่า“ผู้เสียหาย” หรือ “ผู้ได้ประโยชน์” อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ ประเทศที่กำลังพยายามทำทั้งสองเรื่องพร้อมกัน — รับมือกับความเสียหายระยะสั้น และเก็บผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวไปพร้อมกัน

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้จีนกลายเป็นผู้เล่นที่น่าจับตาที่สุด แม้จะไม่ใช่ฝ่ายที่ยิงกันอยู่โดยตรงก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...