ฝากขัง ‘อัจฉริยะ’ เผยพฤติการณ์ รีดเงินตำรวจ ทนาย คนในกระบวนการยุติธรรม
กองปราบหิ้ว อัจฉริยะ ฝากขังศาลอาญา ระบุพฤติการณ์ เป็นขบวนการขู่เข็ญเงินจากบุคคลในกระบวนการยุติธรรม มีคดีอื่นลักษณะเดียวกันอีก หากได้ปล่อยตัวเกรง แทรกแซงพยานหลักฐาน โยกย้ายทรัพย์สินลุ้นศาลมีคำสั่ง
22 เมษายน 2569 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.ปราโมทย์ ศุขศรีไพศาล พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม นำตัว พ.ต.อ.กวินศักดิ์ พีรยศธนนนท์ , น.ส.วิภาดา จั่นเรไร,นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ผู้ต้องหาที่ 1-3 ในข้อหา ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพ ชื่อเสียง ของผู้ถูกข่มขืนใจและร่วมกันกรรโชก มาฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ต่อศาล
พฤติการณ์แห่งคดี คือ กล่าวคือ เมื่อประมาณวันที่ 8 ธ.ค. 68 พ.ต.อ.วัชรพล กาญจนกันทร ผู้กล่าวหาที่2 ทราบว่า นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ผู้ต้องหาที่3 จะไลฟ์สดเปิดโปงขบวนการนำตัวผู้ต้องกักชาวจีนออกจากห้องกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดยกล่าวหาว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงความเป็นจริง
ต่อมาวัน ที่ 2 ม.ค. 68 พ.ต.อ.วัชรพล จึงได้เข้าไปพบผู้ต้องหาที่ 3 ที่บ้านพักย่านสุขสวัสดิ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการเพื่อชี้แจงเรื่องขั้นตอนการทำงานของห้องกักตัวสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
ต่อมาเมื่อ พ.ต.อ.วัชรพล กลับออกจากบ้านของผู้ต้องหาที่ 3 ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน พ.ต.อ.กวินศักดิ์ ผู้ต้องหาที่1 ได้โทรศัพท์มาพูดคุยอ้างว่าทราบเรื่องที่พ.ต.อ.วัชรพล เข้าไปพบผู้ต้องหาที่ 3 และเสนอตัวเป็นคนกลางจะเคลียร์เรื่องดังกล่าวให้ผู้ต้องหาที่ 3 หยุดแฉ หากยอมจ่ายเงินให้ จากนั้น2-3วันต่อมา ได้มีน.ส.วิภาดา ผู้ต้องหาที่2 ซึ่งเป็นลูกน้องของผู้ต้องหาที่1 โทรศัพท์ติดต่อไปยัง ผู้กล่าวหาอื่นๆ อีกหลายคนจะถูกผู้ต้องหาที่ 3 แฉเรื่องขบวนการห้องกักตัว
โดยหากต้องการให้ผู้ต้องหาที่ 3หยุดเรื่องดังกล่าว ให้หาเงินมาเพื่อเคลียร์กันผู้ต้องหาที่3 ผ่านผู้ต้องหาที่ 1 จำนวน 2,000,000บาท และต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 ได้แจ้งขอเพิ่มยอดเงินเป็น 2,500,000 บาท โดยบอกกับพ.ต.อ.วัชรพล ที่ว่าให้นำเงินไป ส่งมอบแก่ นายสิทธิชัย ทังโส
ต่อมาผู้กล่าวหา 4 คน สามารถรวมรวมเงินได้ครบจำนวน 2,500,000 บาท แล้ว ผู้กล่าวหาที่1 จึงโทรศัพท์ ไปหานายสิทธิชัยฯ ตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ผู้ต้องหาที่ 1 แจ้งให้ทราบ เพื่อนัดหมายเรื่องการส่งมอบเงินดังกล่าว
ต่อมาวันที่ 9 ม.ค.68 ผู้กล่าวหาได้มอบหมายให้ลูกน้องนำเงินไปมอบให้กลุ่มผู้ต้องหา ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านเลียบด่วนรามอินทรา และพบนายจิรโรจน์ กรพัตนะทรัพย์ กับ น.ส.วลาลักษณ์ กรพัตนะทรัพย์ได้เดินทางมารับเงินด้วยกันจึงส่งมอบเงินจำนวน2,500,000 บาท ให้แก่ นายจิรโรจน์กับน.ส.วลาลักษณ์ ซึ่งมีการแบ่งแยกเงินทั้งหมดใส่ของกระดาษสีน้ำตาล ออกเป็น2ซอง ก่อนแยกย้ายกันกลับ
ต่อมาวันที่ 12 ม.ค.69 ผู้ต้องหาที่ 3 ก็ยังคงทำการไลฟ์สดแฉขบวนการเรื่องประกันตัวคนจีนออกจากห้องกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหาที่มีการมาข่มขู่ ขู่เข็ญ เรียกรับเงิน ดังกล่าว จนกลุ่มผู้กล่าวหาเกรงกลัวว่าจะได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่ การงานความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนอาจต้องถูกตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และยินยอมมอบเงินให้กันกลุ่มผู้ต้องหา จึงเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย ทำให้กลุ่มผู้กล่าวหาได้รับความเสียหาย
ต่อมาวันที่ 21 เม.ย. 69 พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลอาญา ออกหมายจับ และจากนั้นได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 และนำตัว ส่งพนักงานสอนสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เหตุเกิดที่ ตำบลสำโรงกลาง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ,แขวงประเวศ เขตประเวศ,แขวงสวนหลวง,เขตสวนหลวง.และแขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ระหว่าง วันที่ 8 ธ.ค.68-12 ม.ค.69 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน
การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-3 เป็นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,309 วรรคแรก 337 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉนับที่ 26 ) พ.ศ.2560 มาตรา 4
ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาที่ 1-3 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังทำการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากต้องรอสอบพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลตรวจลายนิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาที่ 1-3
หากผู้ต้องหาทั้งสามยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชน จากการสืบสวนสอนสวนพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาเป็นขบวนการ ที่ร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำในการขู่เข็ญ เรียกรับเงินจากข้าราชการตำรวจ ทนายความ และบุคคลในกระบวนการยุติธรรม คือเป็นการกระทำที่บั่นทอนความเชื่อในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ขอกระบวนการยุติธรรม
โดยพบว่า นอกจากคดีนี้แล้วยังมีการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกันผู้เสียหายรายอื่นๆ อีก หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวย่อมจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมจะเกิดการแทรกแซง พยานบุคคล พยานหลักฐาน เคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่อาจได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งยังตรวจสอบไม่พบ และเกรงว่า ผู้ต้องหาจะหลบหนี อาจไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุร้ายประการอื่นได้
ศาลอนุญาตให้ฝากขัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ต้องหาทั้งสามได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวขณะนี้อยู่ระหว่างศาลกำลังพิจารณา