VAT 10% คุยกัน ‘รอบที่ล้าน’
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : วรรณโชค ไชยสะอาด
หากจะมีประเด็นหรือนโยบายไหนที่ถูกยกมาถกเถียงกันซ้ำซากที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย คงหนีไม่พ้นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จาก 7% เป็น 10%
แทบทุกรัฐบาลต่างรู้ดีว่าเราต้องการสิ่งนี้
แทบทุกรัฐบาลต้องเจอด่าเพราะเรื่องนี้
ว่ากันจริง ๆ ตามมาตรา 80 แห่งประมวลรัษฎากร ประเทศไทยกำหนดอัตรา VAT ไว้ที่ 10% มาตั้งแต่ปี 2535 แต่ในทางปฏิบัติ เราอาศัยการออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อ “ลดอัตราภาษี” ให้เหลือ 7% มาโดยตลอด
เคยใช้เรต 10% จริง ๆ ช่วงสั้น ๆ หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ภายใต้เงื่อนไข IMF ก่อนจะถอยกลับมาอยู่ที่ 7% จนกลายเป็น “ค่ามาตรฐาน” ในเชิงความรู้สึกและเชิงปฏิบัติ
ตัวเลข 7% ที่เราจ่ายกันทุกวันนี้ มีโครงสร้างคือ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 6.3% + ภาษีท้องถิ่น 0.7% (เก็บเพิ่ม 1 ใน 9 ของอัตรา VAT ตามกฎหมาย) รวมเป็น 7%
เมื่อมองไปรอบโลก 7% ของบ้านเราถือว่า “ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน”
กลุ่มประเทศรายได้สูงเก็บกันที่ 18-25% (EU เฉลี่ยที่ 21%) โดยมีฮังการีครองแชมป์สูงที่สุดในโลกที่ 27%
หันมาดูเพื่อนบ้านอาเซียน ฟิลิปปินส์ 12%, อินโดนีเซีย 11%, เวียดนาม-กัมพูชา-ลาว 10% และสิงคโปร์ที่เพิ่งขยับขึ้นเป็น 9% เมื่อปี 2567 (จากเดิม 8% ในปี 2566 และ 7% ก่อนหน้านั้น)
VAT คือ “เส้นเลือดใหญ่” ของรัฐบาล คิดเป็นเกือบ 30% ของรายได้ทั้งหมด ประมาณ 9.9 แสนล้านบาท จากรายได้รวมราว 3.4 ล้านล้านบาท
เหล่านักเศรษฐศาสตร์ประเมินกันว่า การขยับ VAT 1% = รายได้รัฐเพิ่มขึ้นถึง 70,000-80,000 ล้านบาท
หากเราขยับไปที่ 10% ตามกฎหมายแม่ รัฐจะมีเงินถุงเงินถังเพิ่มขึ้นทันทีร่วม 2.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งมากพอจะทำให้มองเห็นโอกาสเรื่องสวัสดิการถ้วนหน้า, การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ หรือเบี้ยผู้สูงอายุได้อย่างเป็นรูปธรรม
แต่ในทางความเป็นจริง การขยับไปที่ 10% นั้นเต็มไปด้วยขวากหนาม รัฐบาลไหนขยับจะถูกตราหน้าทันทีว่า “รัฐบาลถังแตก” หรือ“รังแกคนจน” เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ VAT คือภาษีที่คนจนได้รับผลกระทบมากกว่าคนรวยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับผู้มีรายได้น้อย รายได้เกือบ 100% ของพวกเขาถูกใช้ไปกับการซื้อสินค้าและบริการเพื่อการดำรงชีวิต การขึ้น VAT จึงเท่ากับลดทอนกำลังซื้อของเขาโดยตรง ต่างจากกลุ่มคนรวยที่สัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อบริโภคคิดเป็นเพียงเศษเสี้ยวของรายได้ทั้งหมด การขึ้นภาษีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จึงแทบไม่กระทบขนหน้าแข้ง
เมื่อคำด่ามาพร้อมกับเรื่องคะแนนเสียงที่ต้องรักษาและไม่อาจให้หายไป เรื่อง 10% จึงเป็นได้แค่การโยนหินถามทางอยู่เสมอ
มีคำแนะนำจากหลายคนแล้วครับว่า สิ่งที่รัฐบาลและผู้นำต้องทำให้เข้มแข็งคือ “การสื่อสาร”
คือต้องพูดให้ชัดว่าเอาเงินไปทำอะไร ไม่ใช่ให้น้ำหนักไปที่ “ประเทศขาดเงิน” แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเงิน 3% ที่เพิ่มมาจะย้อนกลับมาเป็นบำนาญหรือสวัสดิการที่เป็นของประชาชนโดยตรงอย่างไร พร้อมมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบางที่ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสิงคโปร์ ที่เลือกปรับขึ้นแบบขั้นบันได และให้เหตุผลชัดเจนว่า “เพื่อดูแลประชากรผู้สูงอายุและรองรับค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข” โดยมีมาตรการช่วยเหลือผ่านคูปองและเงินอุดหนุนเพื่อลดแรงกระแทก สิงคโปร์แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและ “เป้าหมายที่จับต้องได้” จนประชาชนยอมรับ
ใด ๆ ก็ตาม พูดแบบแฟร์ ๆ ต่อทุกรัฐบาล สุดท้ายแล้ว แนวทางศึกษาเรียนรู้มีอยู่ทั่วโลก แต่พอเป็นประเทศไทยในชั่วโมงนี้ การจะยอมรับตัวเลข 10% ยังคงเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน
คุยกัน “รอบที่ล้าน” เหมือนเดิมครับ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : VAT 10% คุยกัน ‘รอบที่ล้าน’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net