โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

PTTGC ลั่นปั๊มยอดขายปี'66 โต 15% เตรียมเปิด COD 2 โรงงานใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.พ. 2566 เวลา 03.34 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2566 เวลา 01.35 น.
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC)

จีนเปิดประเทศหนุน PTTGC ปั๊มยอดขายปี 2566 โต 15% จากปีก่อน ไตรมาส 1 เตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ 2 โรงงานใหม่ โรงกลั่นน้ำมัน-ปิโตรเคมี พร้อมอัดงบฯลงทุนปีนี้ 1 หมื่นล้านบาท ไม่รวม M&A คาดปีนี้มีความชัดเจนการลงทุนโรงงานผลิตรีไซเคิลพลาสติกในสหรัฐ

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) หรือ GC เปิดเผย ถึงทิศทางธุรกิจในปี 2566 ว่ามีแนวโน้มที่จะกลับมาเติบโต 15% ในเชิงปริมาณ จากการผลิตที่จะปรับเพิ่มขึ้นในหลายสินค้า

โดยคาดว่าในไตรมาส 1/2023 จะมีโรงงานสร้างเสร็จพร้อม COD โครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 และโครงการผลิตพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงของบริษัท Kuraray GC Advanced Material (KGC) ที่ร่วมทุนกับ บริษัท Kuraray และบริษัท Sumitomo ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิต High Heat Resistant Polyamide-9T (PA-9T) จำนวน 13,000 ตันต่อปี และ Hydrogenated Styrenic Block Copolymer (HSBC) จำนวน 16,000 ตันต่อปี นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อรองรับเมกะเทรนด์โลก และปีนี้จะไม่มีการปิดซ่อมบำรุง

ส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานไบพลาสติก (PLA) แห่งที่ 2 ร่วมกับพันธมิตร NatureWorks หรือนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เสร็จสิ้น ปี 2567 เป็นฐานผลิตที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 กำลังผลิต 75,000 ตัน รองจากฐานผลิตของเนเจอร์เวิร์คที่สหรัฐ ทั้งนี้โรงงานดังกล่าวจะรองรับความต้องการใช้ไบโอพลาสิติกส์ในกลุ่มประเทศแถบเอเชีย

ทั้งนี้ ผลประกอบการ ในปี 2565 มูลค่า 678,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% โดยกำไร EBITDA มูลค่า 49,134 ล้านบาทลดลง 13% ส่วนแบ่งกำไร 2,908 ล้านบาท ลดลง 58% เป็นปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย และความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งจากปัญหารัสเซีย-ยูเครน สหรัฐ จีน ส่งผลผลให้ต้นทุนราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงวัตถุดิบที่สูงขึ้น ขณะที่ซัพพลายการผลิตปิโตรเคมีของโลกมีปริมาณมากขึ้นทำให้ราคาขายปรับตัวลดลง

จีนเปิดประเทศ หนุนธุรกิจ

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจในปีนี้ ประกอบด้วยปัจจัยจากภายนอก ซึ่งน่าจะได้รับผลดีภายหลังจากที่จีนเปิดประเทศ ทำให้มีการเดินทางและจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น แต่ยังต้องระวังเพราะว่าจีนเปิดได้ก็ปิดได้ ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมลูกค้า 4 อุตสาหกรรมหลัก คือ ยานยนต์ สิ่งทอ บรรจุภัณฑ์ และก่อสร้างปรับตัวดีขึ้นทั่วโลก

ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อ 5 กลุ่มสินค้าหลัก ประกอบด้วย เบสท์เคมิคอล ทั้งน้ำมัน โอเลฟิน อะโรเมติกส์ มีกำลังการผลิตล้นเพราะโรงงานส่วนใหญ่ได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตไปก่อนหน้านี้ น่าจะดีขึ้นหลังจากที่มีการเดินทาง ขณะที่สินค้ากลุ่มกลางน้ำ เช่น ไกรคอล ฟีนอล และสินค้ากลุ่มปลายน้ำ คือ โพลิเมอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ใกล้ชิ้นกับผู้บริโภคมาก ๆ ได้รับผลดีขึ้น

ขณะที่สินค้าใหม่คือกลุ่ม Bio & Circular และกลุ่ม Performance Chemical ทางจีซีได้เข้าประกอบกิจการในธุรกิจ Allnex สหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ผลิตสารเคลือบผิวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งในปีที่แล้วรับรู้รายได้เต็มปี ส่วนในปีนี้ Allnex มีแผนจัดตั้ง China Hub ขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้ในกลุ่มตลาดจีน และจะมีการตั้ง Thailand Innovation Hub ในไตรมาส 2 ปีนี้ ทั้งนี้ Allnex ปัจจุบันมี โรงงาน 30 แห่ง มีศูนย์วิจัยและพัฒนา 20 แห่ง โดยหลักอยู่ในตลาดสหภาพยุโรป 40% และสหรัฐ 20% ที่เหลือในเอเซียและอาเซียน

“ปัจจัยสำคัญอีกด้านคือเรื่อง Crude Premium ซึ่งปกติจีซีใช้ดีเซล และน้ำมันเตาที่ไม่มีซัลเฟอร์ตามมาตรฐานสากลต้องลดการปล่อยซัลเฟอร์เป็นศูนย์ที่หลาย ๆ คนคงได้ยินว่ามีการส่งเสริมการใช้น้ำมันยูโร 5 ซึ่งราคาน้ำมันดิบหรือ Crude ที่ต้องซื้อต้องมีความสะอาดมีมาตรฐาน บวกเพิ่มไป 10 กว่าเหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล ซึ่งในปีนี้ก็ต้องจับตาสถานการณ์ Crude ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นใด”

งบฯลงทุนหมื่นล้าน

ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ภาพรวมแล้วจีซีมีแผนการลงทุนในปีนี้ราว 10,000 ล้านบาท คลอบคลุมทั้งการลงทุนในธุรกิจหลัก รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการคอมเพนเซส เพื่อไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะเป็น Net Zero ในปี 2050

อย่างไรก็ตาม งบประมาณส่วนนี้จะไม่รวมการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งทางจีซีอยู่ระหว่างการแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ หากได้ข้อสรุปดีลที่น่าสนใจ ก็พร้อมจะเสริมงบประมาณเพิ่มในส่วนนี้

“ในสหรัฐ ซึ่งเดิมมีแผนขยายการลงทุน ปิโตรคอมเพล็กซ์ ขณะนี้ยังมองหาพันธมิตรใหม่อยู่ ยังไม่ได้พับแผน ทั้งยังมองโอกาสขยายการลงทุนในธุรกิจรีไซเคิลและท่าเรือแอลเอ็นจีในสหรัฐ เพราะมีต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ถูก อีกทั้งในสหรัฐยังมีกฎหมายส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับความยั่งยืน (IRA) ที่จะไปช่วยลดการปล่อยคาร์บอนต่าง ๆ ซึ่งจะสอดรับกับกลุยทธ์ Step up ที่จีซีมุ่งจะขยายการลงทุนเพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต”

ขณะที่ความแข็งแกร่งด้านการเงินในปี 2565 ดร.คงกระพัน กล่าวว่า เราตระหนักดีว่าในสภาวะวิกฤตธุรกิจต้องเตรียมพร้อมเรื่องสภาพคล่องให้แข็งแกร่ง ซึ่งในปีที่ผ่านมา จีซีประสบความสำเร็จเรื่องการออกหุ้นกู้ 30,000 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนทางการเงินของเราดี ทั้งยังร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ออก Sustainability Link Loan เป็นครั้งแรก 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์โลกที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทำให้เรามีเงินทุนตุนไว้สำหรับการลงทุนใหม่หากตัดสินใจที่จะลงทุนในปีนี้

พร้อมกันนี้ยังมีดำเนินกลยุทธ์ตัวเบา หรือ Asset light โดยบริษัทได้มีการรีไฟแนนซ์ Allnex ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน 800 ล้านยูโร และให้ Allnex ทำการเข้าซื้อกิจการเล็ก ๆ (Acquisition) ทั้งยังมีการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลง 15% หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ลดงบฯลงทุน CAPEX แบบ Zero Growth ไม่ใช่ไม่ลงทุนแต่เป็นการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลตอบแทนการลงทุนที่คุ้มค่า

ยืนกลุยทธุ์ 3 Step ลุยต่อ “สหรัฐ”

ทั้งนี้ จีซียังดำเนิน 3 กลยุทธ์ คือ Step Change การปรับเปลี่ยนสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง Hight Value Product, Step Out คือการขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีการลงทุนอยู่ในประมาณ 40 ประเทศทั่วโลก โดยการ Step up ซึ่งจะดำเนินการทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพ (Efficiency-driven) การ ปรับสัดส่วนธุรกิจ กลุ่ม High Value Business (HVB) และการ Compensationdriven ดำเนินโครงการฟื้นฟูและเสริมสร้างสมดุลของระบบนิเวศลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งจาการปลูกป่า และการลงทุนทำระบบกักเก็บคาร์บอน เป็นต้น

“กลยุทธ์ 3 STEP เหมือนเดิมแต่จะเข้มข้นมากขึ้น เรามี Allnex อยู่ในมือจะใช้ เชื่อมโยงกับธุรกิจอื่นในกลุ่มจีซีเพื่อสร้างการเติบโต และอาศัยจุดแข็งทางด้านเครื่องมือทางการเงินในการลงทุนสร้างการเติบโตในอนาคต โดยจะมองถึงเมกะเทรนด์ของโลกที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ 5 ด้าน คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนเพื่อรับสังคมสูงวัย การลงทุนรับสังคมเมืองที่จะมีการใช้รีไซเคิล เซอร์คูล่ามากขึ้น เป็นต้น”

ปรับพอร์ต เพิ่มสินค้าคุณภาพดี

ในปีที่ผ่านมา เราปรับแผนโดยลดสัดส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non Core Business) ปีก่อน คือ บริหารจัดการพอร์ตธุรกิจ การลดสัดส่วนการลงทุนในบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) การหาพาร์ตเนอร์ใหม่ ๆ เช่น การร่วมกับ บมจ.กัลฟ์ ในการทำธุรกิจ Tank Terminal และการร่วมกับ บริษัท AGC Vinythai หรือ AVT ในการขยายสู่ธุรกิจพีวีซี ที่แข็งแกร่งในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม

จีซีมีแผนที่จะปรับเพิ่มสัดส่วนธุรกิจผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High Value Product : HVP) เพิ่มขึ้น เช่น โพลิเมอร์ เป็นวัสดุที่ต้องใช้อนาคต แต่ต้องผลิตให้คุณภาพดี ยืดหยุ่นได้มาก และใช้ได้นานขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญของการปรับพอร์ตเราวางว่า สินค้า HVP ปี 2565 มีสัดส่วน 36% ในปี 2565 จะเพิ่มเป็น 56% ในปี 2573 สินค้ากลุ่มพลาสติกชีวภาพเพื่อความยั่งยืน (Bio & Circular) ที่เรามีโรงงานกับเนเจอร์เวิร์คผลิตไบโอพลาสติกเป็นเบอร์ 1 ในโลก

พร้อมกันนี้ ได้วางศิลาฤกษ์ที่นครสวรรค์ไบโอคอมแพล็ตแล้ว โรงงานจะเสร็จในปี 2568 ภาพรวมจะผลิตไบโอได้ 1 ล้านตัน และผลิตสินค้ากลุ่ม Performance Chemical ซึ่งเป็นเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษอย่าง ใน Allnex ให้มีสัดส่วน EBITDA เพิ่มจากปี 2564 ที่มี 22% เป็น 1 ใน 3 หรือ 35% ในปี 2573 (2030) โดยภาพรวมเฉลี่ย EBITDA ของจีซีจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4% ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...