บลจ.ยูโอบี ประเมินวิกฤติ SVB ไม่กระทบมากนัก แนะลงทุนในตราสารหนี้ มองปี 66 ดัชนีอยู่ที่ 1,700 จุด
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (UOBAM) เปิดเผยว่า กรณีปัญหาธนาคารของสหรัฐฯ Silicon Valley Bank (SVB) ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบที่แน่นอนจากลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ SVB ผ่าน Master fund ในกอง FIF
โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับการที่เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยกระทบกับภาพรวมตลาดมากกว่า อีกทั้งเตรียมสภาพคล่องพร้อมไว้ไม่น้อยกว่า 40% เพื่อรองรับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
การล้มของ SVB มองว่าแม้จะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถือเป็นเรื่องเฉพาะตัว เพราะ SVB มีฐานลูกค้าไม่เหมือน Retail Bank ทั่วไป แต่เป็นกลุ่มเทคเป็นส่วนใหญ่ และปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากที่ SVB นำเงินลงทุน Mismatch ผิดแปลกไปจากปกติ โดยลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว แต่เมื่อต้องการขายก่อนครบกำหนดจึงเกิดผลขาดทุน ทำให้แบงก์ขาดสภาพคล่อง แต่กรณีนี้ทางการสหรัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาได้เร็วมาก แสดงว่าเป็นเรื่องที่ทางการจับตาอยู่ แม้จะไม่ใช่เป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหา แต่การเข้าไปของทางการสหรัฐเพื่อไม่ให้กระทบนักลงทุน
นอกจากนั้นอาจส่งผลดีที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยเดิมคาดว่าการประชุมในรอบเดือนมี.ค.นี้เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50% เป็นคาดว่าเฟดจะปรับขึ้น 0.25% หรืออาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยเลย เพราะเฟดไม่ได้มองเพียงการเติบโตของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องดูแลระบบการเงินด้วย
โดยกลยุทธ์ในปีนี้ยังคงชอบตราสารหนี้มากกว่าหุ้น เพราะมีโอกาสเฟดจะคงดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ย ส่วนหุ้นให้น้ำหนัก Neutral
นายวนา กล่าวว่า สำหรับในปี 2566 มีมุมมองต่อการลงทุนให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนตราสารหนี้มากกว่าหุ้น เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ยังคงขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้ตราสารหนี้ยังน่าสนใจ ส่วนหุ้นไทยจังหวะที่หุ้นปรับฐานลงมาต่ำกว่า 1,600 จุด มองเป็นจังหวะเข้าลงทุนสะสม ในกลุ่มเปิดเมือง ได้แก่ คอนซูมเมอร์ โรงแรมและโรงพยาบาล เน้นต่างชาติเข้ามารักษาและดูแลสุขภาพ รวมถึงกลุ่มอีวี และพลังงานหมุนเวียนที่เป็นเมกะเทรนด์ของโลก รวมถึงกลุ่มดิจิทัลอีโคซิสเต็มท์และดาตาเซ็นเตอร์ ยังน่าสนใจลงทุน
อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งแรกปีนี้มองดัชนีสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,700 จุด ผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 6-7% รวมปันผล2-3% ส่วนตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯและหุ้นยุโรป ยังคงต้องรอดูภาพเศรษฐกิจถดถอยและการแก้ไขปัญหาต่างๆให้ชัดเจนก่อน จังหวะที่เหมาะสม คือ ช่วงครึ่งหลังของปีนี้
นายวนา กล่าวว่า การสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าวลงได้ ควรเน้นการกระจายความเสี่ยงในตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับความผันผวนของตลาด ขณะเดียวกันยังแนะนำให้แบ่งสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในหุ้นกลุ่มที่สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีนที่เริ่มเปิดประเทศ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจีน โดยการจัดสรรการลงทุนดังกล่าว เราเชื่อว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงได้แม้ในช่วงเวลาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลง
สำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกนั้น คาดว่าจะชะลอตัวลงจาก 3.4% ในปี 2565 เหลือ 2.9% ในปี 2566 ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นเป็น 3.1% ในปี 2567 เฟดจะยังคงมีนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น โดยมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ที่ 5% คาดว่าการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐฯจะชะลอตัวลงเช่นเดียวกับในยุโรป ขณะที่ภูมิภาคเอเชียจะแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้น ด้วยอานิสงส์จากการเปิดประเทศของจีนและสายการผลิต (Supply chain)เริ่มปรับเข้าสู่ภาวะปกติ
ดังนั้น การจัดสรรการลงทุนยังคงเป็นไปด้วยความระมัดระวังโดยปัจจัยที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ
1. เงินเฟ้อซึ่งแม้ว่าจะอยู่ในขาลงและน่าจะผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว แต่คาดว่าจะคงอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
2. การใช้นโยบายทางการเงินและการคลังที่ต้องดำเนินการประสานกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดหรือชะลอผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
3. ความเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนและผลกระทบด้านพลังงานในยุโรป
“การสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นจะช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าวลงได้ควรเน้นการกระจายความเสี่ยงในตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศที่มีคุณภาพเพื่อรองรับความผันผวนของตลาด” นายวนา กล่าว
ชขณะเดียวกันยังแนะนำให้แบ่งสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในหุ้นกลุ่มที่สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจีนที่เริ่มเปิดประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจีน โดยการจัดสรรการลงทุนดังกล่าว เราเชื่อว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงได้แม้ในช่วงเวลาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลง