โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ถอดปรัชญามินิมอลลิสม์ "ท๊อป บิทคับ" ลั่น "ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ" แต่เช่าเพนท์เฮาส์ปีละ 6 ล้าน!

Manager Online

เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

วลีเด็ด "ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ เพราะเป็นหนี้สิน ไม่ใช่ทรัพย์สิน" จากปาก "ท๊อป จิรายุส" ซีอีโอ Bitkub กลายเป็นไวรัลข้ามคืน ก่อนจะพลิกเป็นดราม่าเมื่อโลกออนไลน์ขุดพบว่า ชีวิตจริงเบื้องหลังคำว่า "เรียบง่าย" นั้น มาพร้อมเพนท์เฮาส์ชั้น 42 ทีมเลขาส่วนตัว 8 ชีวิต และงบดูแลสุขภาพระดับหลายสิบล้านต่อปี คำถามใหญ่ที่สังคมกำลังอิหยังว่ะนี่คือปรัชญาบริหารสินทรัพย์ของนักลงทุนยุคใหม่ หรือเป็นเพียงการรีแบรนด์ความฟุ่มเฟือยให้สวมคราบนักบวชทางการเงินหรือไม่

หากตัดมาเฉพาะประโยคเด็ด หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่ากำลังฟังพระธรรมเทศนาเรื่องการปล่อยวาง

"ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ เพราะมันคือหนี้สิน ไม่ใช่ทรัพย์สิน"

ประโยคสั้น กระชับ และดูบรรลุพระนิพพานนี้ ออกจากปาก "นายท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และกลายเป็นไวรัลในพริบตา พร้อมเสียงปรบมือจากคนกลุ่มหนึ่งที่ยกย่องให้เป็นศาสดาคริปโตไทยว่าเป็นแนวคิดของ "นักลงทุนตัวจริง"ที่ไม่ยึดติดกับทรัพย์สินเสื่อมค่าแบบคนรุ่นเก่า…เพราะคงมีเพียงบิทคอยน์เท่านั้นที่เป็นนิรันดร์

แต่พอเปิดม่านดูเบื้องหลังชีวิตจริง หลายคนถึงกับอึ้ง เพราะสิ่งที่เรียกว่า "ไม่ยึดติดวัตถุ"นั้น กลับมีใบเสร็จแพงกว่าการผ่อนบ้านทั้งหลังเสียอีก

ภาพของ "คนไม่มีบ้าน" ในความเป็นจริงคือการเช่าเพนท์เฮาส์หรูชั้น 42 ด้วยค่าเช่าเดือนละราว 500,000 บาท หรือคิดเป็นปีละกว่า 6 ล้านบาท พ่วงบริการแม่บ้าน อาหารเช้า และการดูแลระดับโรงแรมห้าดาวแบบครบวงจร

เหตุผลที่ให้ไว้คือ "เวลามีค่ากว่าการต้องมานั่งจัดการเรื่องบ้าน"

ฟังดูมีเหตุผลในเชิงบริหารเวลาระดับซีอีโอ แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่กำลังผ่อนบ้านเดือนละ 2-3 หมื่นบาทอยู่ทุกวันนี้ คำพูดที่ว่า "บ้านคือกรงทอง"ฟังดูเหมือนบทสนทนาที่หลุดมาจากคนละจักรวาล

การไม่ซื้อบ้านอาจเป็นกลยุทธ์บริหารสินทรัพย์ที่ชาญฉลาดสำหรับคนมีทางเลือก

แต่การควักกระเป๋าจ่ายค่าเช่าปีละ 6 ล้านบาท ไม่ใช่ต้นทุนที่คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้มีสิทธิ์แม้แต่จะฝัน

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่คำถามคลาสสิกว่า "ซื้อหรือเช่า" แบบที่สื่อการเงินชอบถกกัน

แต่อยู่ที่ผู้พูดกำลังยืนอยู่บนจุดที่คนธรรมดาแทบเอื้อมไม่ถึงแม้แต่ปลายนิ้ว

ยิ่งเมื่อเจ้าตัวอธิบายเสริมว่า สิ่งที่ถือครองจริง ๆ มีเพียง "บิทคอยน์"เท่านั้น ภาพลักษณ์นักลงทุนสายมินิมอลก็ยิ่งถูกจับตามองอย่างเข้มข้น เพราะแม้จะไม่มีโฉนดที่ดิน ไม่มีเล่มทะเบียนรถ แต่กลับมีไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้เงินก้อนมหาศาลเพื่อแลกกับคำว่า "คุณภาพชีวิต" อยู่ดี

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามไม่แพ้กันคือ "การลงทุนด้านสุขภาพระดับหรูหรา"

ท๊อประบุว่า เคยทำงานหนักจนตรวจพบว่า "อายุเซลล์" พุ่งไปถึง 49 ปี ทั้งที่อายุจริงน้อยกว่านั้นมาก ก่อนจะหันมาทุ่มเทให้ศาสตร์ Longevity หรือการยืดอายุสุขภาพอย่างจริงจัง ทุ่มเวลาดูแลร่างกายวันละราว 5 ชั่วโมง จนปัจจุบันอายุเซลล์ลดฮวบเหลือ 31 ปี

การใส่ใจสุขภาพไม่ใช่เรื่องผิด เพราะตรงกันข้ามคือสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกสนับสนุนเต็มที่

แต่สิ่งที่ทำให้โลกออนไลน์สะดุดคือ "ระดับ" ของการลงทุนในการดูแลสุขภาพ

ตั้งแต่ห้องพักถูกติดตั้งระบบกรองอากาศ HEPA ระดับสูง เพื่อให้คุณภาพอากาศใกล้เคียงกับสวิตเซอร์แลนด์

น้ำดื่มธรรมดายังไม่พอ ต้องผ่านการกรองไมโครพลาสติกก่อนเติมแร่ธาตุด้วยเกลือหิมาลายัน

พร้อมทิ้งคำถามชวนสะเทือนวงการคนรักรถหรูว่า

"จะลงทุนกับรถหรูทำไม ในเมื่อได้สูดอากาศแบบสวิสเซอร์แลนด์ทุกวัน"

ประโยคนี้ฟังดูโคตรเฉียบในตอนแรก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้หลายคนย้อนถามกลับว่า ถ้าต้องลงทุนหลักล้านบาทเพื่อสร้าง "สวิตเซอร์แลนด์จำลอง" ไว้ในห้องพัก มันต่างจากการซื้อรถหรูสักคันตรงไหนกันแน่

เพียงแค่เปลี่ยนจากการโชว์ล้อแม็ก มาเป็นการโชว์เครื่องกรองอากาศเท่านั้นเอง

เมื่อเปิดประตูเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัว ภาพของ "คนไม่ยึดติดวัตถุ" ก็ยิ่งถูกตั้งคำถามหนักขึ้นไปอีก

ภายในห้อง Man Cave เต็มไปด้วยอุปกรณ์สุขภาพราคาแพงระดับพรีเมียม ตั้งแต่เครื่องนวดระบบน้ำเหลืองมูลค่าราว 2.5 ล้านบาท เครื่องฉายแสงสีแดงเพื่อฟื้นฟูเซลล์ ไปจนถึงเครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ช่วยสร้างซิกซ์แพ็กโดยแทบไม่ต้องออกแรงเอง

ยังไม่รวมเชฟส่วนตัวระดับ MasterChef ที่ดูแลอาหารทุกมื้อ โดยค่าวัตถุดิบเพียงอย่างเดียวก็แตะระดับราว 300,000 บาทต่อปี

ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งอย่างชัดเจน การไม่สะสมบ้านหรือรถ ไม่ได้แปลว่าใช้เงินน้อยลงแต่อย่างใด

แต่เป็นเพียงการย้ายงบประมาณก้อนใหญ่ไปซื้อ "เทคโนโลยีดูแลชีวิต" แทนเท่านั้นเอง

อีกมุมที่ถูกตั้งคำถามหนักไม่แพ้กันคือแนวคิดเรื่องการลด "Decision Fatigue หรือความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ"

แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับในวงการผู้บริหารระดับโลกอยู่แล้ว

แต่เวอร์ชันของนายท๊อปกลับยกระดับความ "เรียบง่าย" ไปอีกขั้น

โดยเนรมิตตู้เสื้อผ้ามีเพียงสูทแบบเดียวกันทั้งหมด ซึ่งใช้งบสั่งตัดชุดละประมาณ 300,000 บาท และเปลี่ยนใหม่ทุก 6 เดือน คิดเป็นค่าใช้จ่ายรวมราว 1.2 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ยังมีทีมเลขานุการถึง 8 คน คอยดูแลตารางชีวิตทุกมิติ ด้วยค่าใช้จ่ายรวมราวเดือนละ 500,000 บาท พร้อมกำหนดให้ทุกคนแต่งกายด้วยชุดยูนิฟอร์มแบบเดียวกันทั้งทีม

ขณะที่ส่วนโทรศัพท์มือถือ เลือกใช้โทรศัพท์ที่มีฟังก์ชันพื้นฐานเพียงใช้โทรเข้าออกและตั้งปลุก โดยให้เหตุผลว่าต้องการตัดสิ่งรบกวนจากโซเชียลมีเดีย

ทั้งหมดนี้คือความพยายามลดภาระการตัดสินใจของสมองตามหลักจิตวิทยาผู้บริหาร

แต่ก็เป็นความเรียบง่ายที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่มีวันได้สัมผัส

ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้ร้อนแรงในโลกออนไลน์ ไม่ใช่เพราะสังคมกำลังต่อต้านคนรวย

และไม่ใช่เพราะการเช่าบ้านแพงหรือดูแลสุขภาพอย่างเต็มที่เป็นเรื่องผิด

แต่เป็นเพราะการนำเสนอแนวคิดในลักษณะที่ทำให้ "ความหรูหรา" ถูกตีความใหม่ให้กลายเป็น "ความเรียบง่าย"

การไม่มีบ้าน ไม่มีรถ อาจเป็นอิสรภาพของมหาเศรษฐีที่มีทางเลือกเหลือเฟือ

แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ บ้านคือหลักประกันชีวิต รถคือเครื่องมือทำมาหากิน และการมีโฉนดที่ดินสักใบ คือผลลัพธ์ของการทำงานหนักมาทั้งชีวิต

เมื่อคนที่ใช้เงินปีละหลายสิบล้านบาทออกมาบอกให้คนธรรมดา ปล่อยวางจากการมีบ้าน คำพูดนั้นจึงไม่ได้ฟังดูเหมือนคำแนะนำทางการเงินอีกต่อไป

แต่กลับฟังคล้ายการบรรยายเรื่องความเรียบง่าย จากปากคนที่ใช้ต้นทุนมหาศาลเพื่อสร้างภาพความ "เรียบง่าย" ให้ตัวเอง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่โลกออนไลน์ไม่ได้ถกเถียงกันแค่ว่าแนวคิดดังกล่าวถูกหรือผิด

แต่กำลังตั้งคำถามที่ชวนถกเถียงว่าเส้นคั่นบางๆ ระหว่างคำว่า "มินิมอลลิสม์" กับ "ลักชัวรีในคราบมินิมอล" ซึ่งเส้นแบ่งบาง ๆ นั้นยังคงมีอยู่จริงหรือไม่ ในยุคที่ทุกอย่างสามารถรีแบรนด์ให้ดูดีได้

และท้ายที่สุด บทเรียนที่หลายคนน่าจะได้รับจากดราม่าครั้งนี้ อาจไม่ใช่เรื่องบ้าน ไม่ใช่เรื่องรถ และไม่ใช่เรื่องบิทคอยน์แต่อย่างใด

แต่คือข้อเท็จจริงง่าย ๆ ที่ตรงไปตรงมาที่สุดว่า

"การใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติดวัตถุ อาจเป็นเรื่องง่ายมาก หากคุณมีเงินมากพอที่จะซื้อทุกอย่างที่คุณไม่ต้องการเป็นเจ้าของ"

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...