ป.ป.ช. แถลงข่าว “คดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ. 2568” พบผู้ถูกกล่าวหา 6,012 ราย ค้นบริษัทแก้กระดาษคำตอบกว่า 8 แสนใบ
(25 ส.ค. 69) นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับกรณีการทุจริตดำเนินการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในการประกวดราคาจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการพลเรือนหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ประจำปี 2568 โดยกำหนดเงื่อนไขขอบเขตของงานเอื้อประโยชน์ให้ผู้เสนอราคารายหนึ่งรายใดได้เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อช่วยเหลือผู้เสนอราคารายใดให้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรมหรือเพื่อกีดกันผู้เสนอราคารายใดมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม และมีการแอบอ้างเรียกรับเงินในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อปี พ.ศ. 2568 คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้มีประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 โดยรับสมัครสอบแข่งขัน เป็นกลุ่มภาค/เขต จำนวน 10 เขต ระหว่างวันที่ 7 - 28 มีนาคม 2568 จำนวน 105 ตำแหน่ง ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน จำนวน 28 ตำแหน่ง 3,817 อัตรา ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ จำนวน 44 ตำแหน่ง 3,058 อัตรา ประเภทครูผู้ช่วย จำนวน 33 ตำแหน่ง 1,673 อัตรา รวม 8,548 อัตรา โดยมีผู้สมัครที่มีสิทธิสอบทั้งสิ้น 438,277 คน ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในขอบเขตของงาน (TOR) มีผู้สอบแข่งขันที่ขึ้นบัญชี จำนวน 55,194 ราย มีการเรียกครั้งที่ 1 - 3 เรียกบุคคล เพื่อบรรจุเข้าเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นแล้ว จำนวน 15,520 ราย โดยรวมที่จะเรียกบรรจุในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ด้วยแล้ว คงเหลือในบัญชี จำนวน 39,674 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569)
ภายหลังจากสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาดังกล่าว พนักงานไต่สวนได้สอบปากคำผู้ร้อง และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง พบหลักฐานสำคัญว่ามีพยานรายหนึ่งได้ให้การพาดพิงถึงเครือข่ายของนายพิชิต ทั้งพรม (เอ) ที่ประกาศหาผู้สมัครสอบที่ยินดีจ่ายเงินแลกกับการช่วยเหลือให้สอบผ่าน โดยส่งข้อมูลผู้สมัครให้ตัวแทนและนายหน้าทั่วประเทศ ตัวอย่างความผิดปกติที่ชัดเจน เช่น กรณีของ นายภัทรศนีย์ อุบลแก้วศิริ อดีตลูกจ้างกองช่าง เทศบาลเมืองบางแม่นาง ที่สมัครสอบวิศวกรโยธา ศูนย์สอบภาคกลาง เขต 1 โดยสอบได้ลำดับที่ 1 ด้วยคะแนนสูงผิดปกติมากกว่า 90 คะแนนเต็ม 100 คะแนน และ นายกฤษณา รักแจ้ง อดีตลูกจ้างในสังกัดเดียวกัน ซึ่งสอบได้เป็นลำดับที่ 3 โดยปัจจุบันบุคคลทั้งสองได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการที่เทศบาลเมืองบางรักพัฒนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 พยานสำคัญอีกรายได้ให้การชี้เบาะแสว่า มีขบวนการแก้ไขกระดาษคำตอบของผู้สมัครสอบให้ตรงกับคะแนนสอบที่มีการประกาศล่วงหน้า โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นที่บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรือง จำกัด เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สำนักงาน ป.ป.ช. จึงได้เข้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหว และขยายผลโดยการยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อขอออกหมายค้น และศาลได้อนุมัติหมายค้นที่ 618/2569 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ซึ่งผลการตรวจค้นบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรือง จำกัด พบตัวบุคคลอยู่ในบริษัทจำนวน 11 ราย จึงได้เชิญมาให้ถ้อยคำ พร้อมตรวจยึดคอมพิวเตอร์จำนวน 13 เครื่อง กระดาษคำตอบ แฟลชไดรฟ์ และอุปกรณ์บันทึกข้อมูลภายนอก (External Hard Drive) เป็นของกลางเพื่อนำมาพิสูจน์หลักฐาน นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ยังได้รับส่งมอบแฟลชไดรฟ์ข้อมูลดิบจากผู้บริหารสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) รวมถึงกระดาษคำตอบฉบับจริงจากโรงพิมพ์จันวาณิช เพื่อนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบหาความผิดปกติในการแก้ไขคะแนน นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดได้จากบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรือง จำกัด เจ้าหน้าที่ตรวจพบไฟล์เอกสาร บัญชีรายชื่อ หมายเลขประจำตัวสอบ และรายชื่อเครือข่ายนายหน้าที่มีรูปแบบตรงกับพฤติการณ์ในการสรรหาเป็นพนักงานเทศบาล ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ประจำปี พ.ศ. 2564 อีกด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าเครือข่ายนี้ทำงานอย่างเป็นกระบวนการมาต่อเนื่องนานหลายปี
เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานข้างต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน โดยมีมติรับไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ รวมผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 6,012 ราย ซึ่งปัจจุบัน สำนักงาน ป.ป.ช. อยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวนและทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการส่งพนักงานไต่สวนลงพื้นที่สอบปากคำผู้เข้าสอบเพื่อขยายผลไปยังกลุ่มนายหน้า ส่งหนังสือถึงธนาคารพาณิชย์ และประสานงานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินในเชิงลึก รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่สืบสวนทำการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ไฟล์กระดาษคำตอบที่ได้รับจากหน่วยงานต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช. จะดำเนินการรวบรวมหลักฐานเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการแก้ไขคะแนนสอบของผู้เข้าสอบรายบุคคล รวบรวมหลักฐานเส้นทางการเงินและเครือข่ายนายหน้าเพื่อส่งมอบให้ ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิด และประสานขอหลักฐานธุรกรรมการชำระเงินแทนกันเป็นกลุ่มจากธนาคารกรุงไทยเพื่อระบุผู้มีส่วนร่วมเพิ่มเติมต่อไป
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบหลักฐานในคอมพิวเตอร์คดีสอบท้องถิ่นปี 2568 พบความเชื่อมโยงกับคดีสรรหาพนักงานเทศบาลและผู้บริหารเมืองพัทยา ปี 2564 ที่มีพฤติกรรมแก้ไขคะแนนสอบในรูปแบบเดียวกันและเป็นกลุ่มเครือข่ายเดิม ป.ป.ช. จึงรับคดีปี 2564 ไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ (พบผู้เกี่ยวข้องเบื้องต้น 10 คน)
ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้าราชการระดับอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) แล้ว 2 ราย ได้แก่ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล และ อดีตอธิบดี สถ. ในปี 2564 พร้อมเตรียมขยายผลตรวจสอบอธิบดี สถ. ทุกคนที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2564–2568 รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินร่วมกับ ปปง. และสถาบันการเงิน
ในปัจจุบันพยานหลักฐานสามารถเอาผิดสูงสุดได้ถึงระดับอธิบดี ยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงฝ่ายการเมือง แต่ ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะสอบสวนขยายผลให้ถึงที่สุดเพื่อหาตัวการที่แท้จริง