หายข้องใจ! เผยสาเหตุ ศาลยกคำร้อง 2 บริษัทใหญ่ คดีตึก สตง. ถล่ม
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญา ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ อ.2201/2568 ซึ่งพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเปรมชัย กรรณสูต พร้อมจำเลยรวม 23 ราย จากกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม โดยจำเลยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีวิชาชีพด้านการออกแบบ ควบคุม หรือดำเนินการก่อสร้างอาคาร แต่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการที่พึงกระทำ จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นและมีผู้เสียชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา
สำหรับจำเลยทั้ง 23 ราย ประกอบด้วยบุคคลและนิติบุคคล รวมถึงบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีนายเปรมชัย กรรณสูต เป็นผู้บริหาร และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ No.10 จำกัด
ในส่วนของนายเปรมชัย ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้สืบพยานลับหลังได้ หลังทนายความยื่นคำร้องแจ้งว่ามีอาการเจ็บป่วย จึงไม่สามารถเดินทางมาฟังการพิจารณาคดีที่ศาลได้
คดีนี้ จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมโต้แย้งผลการตรวจสอบค่ากำลังอัดของคอนกรีตที่ฝ่ายโจทก์นำมาใช้เป็นหลักฐาน โดยยืนยันว่าไม่ได้ใช้วัสดุก่อสร้างที่ต่ำกว่ามาตรฐานตามที่ถูกกล่าวหา
ในการพิจารณาวันนี้ น.ส.สุภาภรณ์ นิปวณิชย์ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานคดีอาญา 8 ได้นำตัวนายวิชาญ จินดารัตน์ นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการพิเศษ ขึ้นเบิกความในฐานะพยานโจทก์ อย่างไรก็ตาม การซักค้านโดยทนายจำเลยบางรายยังไม่แล้วเสร็จ ศาลจึงนัดสืบพยานปากดังกล่าวต่อในวันนัดถัดไป
ขณะเดียวกัน ศาลยังได้พิจารณาคำร้องที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ No.10 จำกัด ยื่นขอให้ศาลอนุญาตส่งตัวอย่างคอนกรีตไปตรวจพิสูจน์ใหม่ตามวิธีการที่ฝ่ายจำเลยเสนอ โดยขอส่งวัสดุคอนกรีตไปตรวจวิเคราะห์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมขอให้ศาลหรือผู้แทนศาลเข้าร่วมสังเกตการณ์การเก็บตัวอย่างคอนกรีตจากพื้นที่อาคารถล่ม หรือการเดินเผชิญสืบ ซึ่งฝ่ายอัยการโจทก์และจำเลยบางส่วนได้ยื่นคำคัดค้าน
ภายหลังพิจารณาคำร้องและคำคัดค้านของทุกฝ่าย ศาลมีคำสั่งว่า จากข้อเท็จจริงที่ทนายจำเลยที่ 16-22 ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้อง และนายภาคภูมิ ศรีติพันธ์ ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน แถลงต่อศาล ปรากฏว่าซากอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ในปัจจุบันยังเป็นกรรมสิทธิ์ของกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี ซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 16 และจำเลยที่ 18 ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ No.10 จำกัด ดังนั้น หากจะนำคอนกรีตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของซากอาคารไปตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จำเลยที่ 16-22 สามารถดำเนินการได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากศาล
ส่วนคำขอให้ศาลเข้าร่วมเดินเผชิญสืบระหว่างการเก็บตัวอย่างคอนกรีตนั้น ศาลเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวมิใช่การให้ศาลตรวจสภาพวัตถุพยานโดยตรง แต่เป็นการขอให้ศาลเข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการเก็บตัวอย่างคอนกรีตถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการดังกล่าว หากศาลเข้าไปมีส่วนร่วม แม้เพียงบางขั้นตอน ก็อาจส่งผลกระทบต่อการประเมินน้ำหนักและความน่าเชื่อถือของผลการตรวจพิสูจน์เมื่อต้องนำมาประกอบการวินิจฉัยคดีในภายหลัง
ศาลยังระบุด้วยว่า หากจำเลยที่ 16-22 จะตรวจพิสูจน์คอนกรีตด้วยวิธีศิลาวรรณา ซึ่งเป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบ โครงสร้างเนื้อหิน และแร่ธาตุของวัสดุ รวมถึงประเด็นการตรวจหารอยแตกร้าวขนาดเล็ก (Micro Crack) ที่อ้างว่ามีผลต่อค่ากำลังอัดประลัยของคอนกรีต จำเลยมีสิทธินำพยานผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความอธิบายทั้งผลการตรวจพิสูจน์และขั้นตอนการตรวจ รวมทั้งเสนอผลการตรวจด้วยวิธีดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานต่อศาลได้ตามสิทธิ
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 16-22 ที่ขอให้ศาลเข้าร่วมกระบวนการเก็บตัวอย่างคอนกรีตและการเดินเผชิญสืบ
อ่านข่าวเพิ่มเติม