เปิดรายละเอียดดีล ที่อาจเปลี่ยนเกม หลังทรัมป์ให้ซาอุฯผลิตนิวเคลียร์
สหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ครั้งใหญ่กับซาอุดีอาระเบียโดยจะเปิดทางให้ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียสามารถพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ทางพลเรือนได้
Spotlight จะพาไปเจาะรายละเอียด และประเด็นสำคัญของข้อตกลงนี้ทั้งหมดกัน
ภาพรวม และขอบเขตของข้อตกลง
ข้อตกลงนี้ถูกกำหนดให้เป็น "ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์อย่างสันติ" ซึ่งกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ เผยว่า ข้อตกลงนี้จะเปิดโอกาสให้บริษัทอเมริกันสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบียได้อย่างสมบูรณ์
นอกเหนือจากข้อตกลงความร่วมมือแล้ว ทั้งสองประเทศยังได้ลงนามใน"ข้อตกลงมาตรการป้องกันทวิภาคี" ร่วมกัน เพื่อวางรากฐานทางกฎหมายสำหรับความร่วมมือมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่จะดำเนินต่อไปในอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ รวมถึงการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมบนแผ่นดินซาอุฯ
แม้ว่ารายละเอียดข้อความในสัญญาจะยังไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ แต่สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า ข้อตกลงนี้อาจอนุญาตให้ซาอุดีอาระเบียสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมบนแผ่นดิได้ในอนาคต โดยสามารถใช้เป็นทั้งเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้า และสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศอีกต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สหรัฐฯ ยอมช่วยเหลือประเทศอื่นในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมบนดินแดนของประเทศนั้นเอง เนื่องจากที่ผ่านมา สหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงแนวทางนี้เพราะประเทศที่สามารถผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เองได้ จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปพัฒนา และสร้างอาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากข้อตกลงปี 2009 ที่สหรัฐฯ เคยทำไว้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งในครั้งนั้น UAE ยอมรับข้อจำกัดที่เข้มงวด และตกลงที่จะไม่ผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ขึ้นเอง
การยอมถอยเงื่อนไขเรื่อง "อิสราเอล" และการแข่งขันกับจีน-รัสเซีย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียพยายามหว่านล้อมรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อข้อตกลงนี้มาโดยตลอด แต่ทางวอชิงตันมักจะตั้งเงื่อนไขสำคัญว่าซาอุดีอาระเบียจะต้องยอมรับทางการทูต และฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติกับอิสราเอลเป็นการแลกเปลี่ยน ทว่าในข้อตกลงครั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยอมตัดข้อกำหนดนี้ออกไป โดยไม่ได้บังคับให้มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ต้องยอมรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลใด ๆ
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในเวลานี้คือ มีรายงานว่า รัสเซีย และจีนกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงที่คล้ายกันนี้กับซาอุดีอาระเบีย ทำให้สหรัฐฯ ตระหนักว่าไม่สามารถปล่อยให้โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ และมูลค่าการค้านี้หลุดมือไปได้
แรงต้านทางการเมือง และผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์
ข้อตกลงนี้จะต้องถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดยคาดว่า จะเผชิญกับแรงต้านมากมายจากนักการเมืองทั้งสองฝ่าย เพราะสว.เอ็ดเวิร์ด มาร์กีย์จากพรรคเดโมแครต ได้ออกมาวิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์ และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอย่างรุนแรงว่า "พวกเขาว่าแต่คนอื่น แต่สุดท้ายตัวเองก็ทำเองซะงั้น ก็คงเหมาะแล้วกับคนที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างพวกเขา" พร้อมกล่าวเสริมว่า “พวกเขาอนุญาตให้ซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่ขึ้นชื่อด้านความก้าวร้าว และเผด็จการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในขณะที่เรากำลังเปิดศึกกับอิหร่านด้วยประเด็นที่ต้องการจะสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านผลิตระเบิดนิวเคลียร์”
นอกจากนี้ อดีตเจ้าหน้าที่ และผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของอิสราเอลแสดงความกังวลอย่างหนักว่า แผนการนี้จะนำไปสู่ความพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบียในอนาคต แม้ว่ากระบวนการดังกล่าวอาจต้องใช้เวลานาน และต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติก็ตาม
อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 2018 มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เคยให้สัมภาษณ์ว่า ซาอุดีอาระเบียไม่มีเจตนาจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็เคยกล่าวเช่นกันว่า"หากอิหร่านพัฒนา และครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ได้สำเร็จ ซาอุดีอาระเบียก็พร้อมที่จะทำตามในทันทีอย่างเร็วที่สุด" การปิดดีลนี้เป็นการเพิ่มความรุนแรงขึ้นเนื่องจากข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านกำลังปะทะกันหนักขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบียตกเป็นเป้าโจมตีของอิหร่าน และเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากกลุ่มฮูตีในเยเมน (พันธมิตรของอิหร่าน) ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย