โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ฟิลิปปินส์แบนโซเชียลฯ เด็ก หลังเหตุกราดยิงในโรงเรียน ไทยควรแบนตามไหม?

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
หลังเด็กก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน ฟิลิปปินส์เดินหน้าแบนโซเชียลฯ ผู้เยาว์ด่วน! สะเทือนทั่วอาเซียน แล้วไทยจะ ‘แบนตาม’ หรือ ‘สวนทาง’?

เทียบเหตุเด็กก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน ไทย-ฟิลิปปินส์

เหตุการณ์เยาวชนก่อเหตุกราดยิงในพื้นที่ จ.นนทบุรี ที่สะเทือนขวัญคนไทยทั้งประเทศ กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ เมื่อตำรวจพบหลักฐานสำคัญว่าผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมค้นหาและเปิดดูคลิปเหตุการณ์กราดยิงในต่างประเทศซ้ำๆ บนโลกออนไลน์ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สื่อสังคมออนไลน์กำลังสวมบทบาทเป็น "โรงเรียนฝึกพฤติกรรมเลียนแบบ" ที่ปลูกฝังความก้าวร้าวลงในจิตใจของเด็กไทยโดยที่สังคมไม่ทันตั้งตัว

โจทย์อันน่าสะพรึงกลัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่กำลังเป็นภัยคุกคามร่วมในระดับภูมิภาค ดังเช่นเหตุการณ์สะเทือนขวัญในเมืองทักโลบัน ประเทศฟิลิปปินส์ ที่นักเรียนวัยรุ่นเปิดฉากยิงในโรงเรียนจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งผลการสอบสวนพบว่ามือยิงถูกชักชวนและปลูกฝังอุดมการณ์ความรุนแรงผ่านกลุ่มสุดโต่งบนโซเชียลมีเดีย จนนำไปสู่การที่กระทรวงศึกษาธิการและสภานิติบัญญัติฟิลิปปินส์เร่งเดินหน้าผลักดันกฎหมายสั่ง “แบน” โซเชียลมีเดียในผู้เยาว์อย่างจริงจัง

คลื่นความเคลื่อนไหวดังกล่าวขยายตัวไปทั่วอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียและมาเลเซียที่เริ่มใช้อำนาจทางกฎหมายกวาดล้างและปิดบัญชีโซเชียลมีเดียของเด็กต่ำกว่า 16 ปี หรือสิงคโปร์ที่เลือกลุยบีบให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีต้องรื้อระบบและตัดฟีเจอร์อันตรายทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่อของอัลกอริทึมชักนำพฤติกรรม

เมื่อภัยร้ายบนโลกเสมือนแปรเปลี่ยนเป็นความสูญเสียในชีวิตจริงใกล้ตัวขึ้นทุกที ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องลุกขึ้นมาทบทวนมาตรการรับมืออย่างจริงจังว่า สังคมไทยควรเดินหน้า “แบนเด็ดขาด” ตามรอยเพื่อนบ้าน หรือจะเลือก “สวนทาง” ด้วยการออกกฎหมายควบคุมเชิงระบบ เพื่อปกป้องชีวิตและอนาคตของเยาวชนก่อนที่จะสายเกินไป

SPOTLIGHT ชวนส่องมาตรการแบนโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชนทั่วภูมิภาคอาเซียน แต่ละประเทศอยู่ในขั้นตอนใด และประเทศที่บังคับใช้กฎหมายไปแล้ว ต้องเจอกับอุปสรรคใดบ้าง?

กรณีศึกษาฟิลิปปินส์ — เมื่อความรุนแรงบีบให้รัฐต้อง ‘ห้ามเด็ดขาด’

เหตุการณ์สังหารหมู่ในโรงเรียนมัธยม San Jose National High School เมืองทักโลบัน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2026 ซึ่งนักเรียนวัยเพียง 14 และ 15 ปี เปิดฉากยิงเพื่อนนักเรียนจนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีกถึง 20 ราย ได้กลายเป็นจุดแตกหักที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วฟิลิปปินส์ ความน่ากลัวไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวอาวุธปืน แต่คือผลการสืบสวนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่พบว่า หนึ่งในผู้ก่อเหตุถูกชักชวนเข้าสู่กลุ่มลัทธิสุดโต่งออนไลน์ที่ชื่อ "764" ซึ่งใช้เกมยอดนิยมและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นฐานล่อลวงเด็ก โดยกลุ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ Deep Web Konek ระบุว่า กลุ่มเหล่านี้มุ่งชี้นำและยุยงให้เยาวชนใช้ความรุนแรงและฆ่าผู้อื่นเพื่อสนองอุดมการณ์ของกลุ่ม

ชนวนเหตุสะเทือนขวัญดังกล่าวบีบให้ ฮวน เอ็ดการ์โด อังการา รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการฟิลิปปินส์ ออกมายอมรับว่า อิทธิพลที่เป็นอันตรายบนโลกออนไลน์ ทั้งกลุ่มผู้หลอกลวงเหยื่อ และกลุ่มก่อการร้ายที่จ้องหาสมาชิกวัยเยาว์ คือปัจจัยหลักที่เพาะพันธุ์ความรุนแรง นำไปสู่นโยบายหักดิบทางกฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎรได้เสนอร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย ขณะที่วุฒิสภาเสนอขยายข้อจำกัดเข้มงวดถึงเด็กต่ำกว่า 16 ปี บังคับให้แพลตฟอร์มต้องติดตั้งระบบยืนยันตัวตนและปิดบัญชีเด็กทันที หากฝ่าฝืนซ้ำ ๆ มีโทษปรับสูงถึง 50 ล้านเปโซ (ประมาณ 820,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) หรืออาจถูกสั่งแบนแพลตฟอร์มถาวรทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม มาตรการกวาดต้อนสั่งห้ามแบบเบ็ดเสร็จ กำลังเผชิญเสียงทัดทานอย่างหนักจากผู้เชี่ยวชาญ โดย พีเจย์ เบงวาซาน กรรมการบริหารสมาคมจิตวิทยาแห่งฟิลิปปินส์ เตือนว่าการตัดเด็กออกจากแพลตฟอร์มกระแสหลัก นอกจากจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดแล้ว ยังเท่ากับเป็นการลงโทษเหยื่อที่ควรได้รับการคุ้มครอง และอาจผลักดันให้เยาวชนแอบหนีไปใช้เว็บไซต์มืดหรือชุมชนออนไลน์ใต้ดินที่ตรวจสอบได้ยากยิ่งกว่าเดิม พร้อมเสนอว่ารัฐควรหันมาจับมือกับแพลตฟอร์มเพื่อลบเนื้อหาอันตราย เพิ่มการดูแลด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน และดึงผู้ปกครองเข้ามาร่วมสังเกตพฤติกรรมความก้าวร้าวตั้งแต่ในบ้านจะเกิดผลจริงมากกว่า

สมรภูมิอาเซียน — ส่อง 2 กลุ่มมาตรการคุมโซเชียลเด็ก

ความเคลื่อนไหวในฟิลิปปินส์ไม่ใช่ปรากฏการณ์เดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของแรงกระแทกระดับภูมิภาคที่กดดันให้ชาติต่างๆ ในอาเซียนต้องเร่งงัดมาตรการออกมาสู้กับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี โดยสมรภูมิการควบคุมโซเชียลมีเดียผู้เยาว์ในอาเซียน สามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักอย่างชัดเจน

  • กลุ่มที่ 1: สั่งห้ามเด็ดขาดตามเกณฑ์อายุ (Hard Ban / Age-Based)

อินโดนีเซีย ประเดิมเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียความเสี่ยงสูงอย่าง YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox โดยมาตรการนี้ครอบคลุมเยาวชนถึง 70 ล้านคน และส่งผลให้ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีต้องดำเนินการปิดบัญชีผู้เยาว์ไปแล้วกว่า 4.7 ล้านบัญชี

มาเลเซีย เดินหน้าคุมเข้มเช่นกันด้วยการออกกฎหมายห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปีเปิดบัญชีโซเชียลมีเดีย พร้อมขู่ปรับแพลตฟอร์มสูงสุดถึง 10 ล้านริงกิต (ประมาณ 2.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ทว่าทั้งสองประเทศกำลังชนตอใหญ่ เมื่อเด็ก ๆ ยังหาวิธีใส่อายุปลอมหรือใช้ VPN หลบเลี่ยง ขณะที่บริษัทเทคฯ ก็ปฏิเสธการเก็บข้อมูลบัตรประชาชนเพราะกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว จนมาเลเซียต้องขยายเวลาบังคับใช้ระบบยืนยันอายุออกไปถึงมกราคม 2027

  • กลุ่มที่ 2: คุมฟีเจอร์และเชิงระบบ (Safety by Design / Risk-Based)

สิงคโปร์ เลือกเดินคนละทางโดยปฏิเสธการสั่งแบนแบบกวาดต้อน เนื่องจากรัฐบาลและคณะผู้เชี่ยวชาญมองว่าการสั่งแบนไม่ได้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และเสี่ยงเกิด "ปรากฏการณ์ตกหน้าผา" (Cliff Effect) ที่เด็กจะก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์โดยขาดวิจารณญาณเมื่ออายุถึงเกณฑ์ รัฐบาลจึงมุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมและสร้างการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการควบคุม

สิงคโปร์ใช้บทลงโทษบีบให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบการออกแบบระบบ ด้วยการสั่งให้ตัดฟีเจอร์กระตุ้นการเสพติดออก เช่น ระบบไถฟีดไม่รู้จบ หรือระบบเล่นวิดีโออัตโนมัติ พร้อมปิดกั้นการส่งข้อความจากคนแปลกหน้า และบังคับใช้ระบบตรวจสอบอายุบน App Store โดยจะสั่งบล็อกเฉพาะแพลตฟอร์มที่ปฏิเสธการปรับระบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็กเท่านั้น

ส่องกระจกดู ‘ไทย’ — จุดยืน ชนวนเหตุ และคำถามที่ต้องเลือก

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ตรงทางแยกสำคัญ แม้ฝ่ายนโยบายอย่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลฯ รวมถึงองค์กรด้านสังคมอย่าง สสส. จะเริ่มขยับตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางลด Screen Time คุมการใช้โทรศัพท์ในสถานศึกษา รวมถึงสภาองค์กรของผู้บริโภคที่เสนอให้ใช้หลักการควบคุมอัลกอริทึม แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจำกัดอายุหรือบังคับใช้มาตรการทางโครงสร้างที่เด็ดขาดกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างเป็นรูปธรรม

ในขณะที่สถิติชี้ชัดว่าเด็กไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงถึง 98% และใช้เวลาหน้าจอเฉลี่ยสูงถึง 7-8 ชั่วโมงต่อวัน การโยนภาระให้ผู้ปกครองคอย "เตือนลูกหลาน" เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป ในเมื่อยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทุ่มงบประมาณมหาศาลออกแบบอัลกอริทึมให้ดึงดูดและดักจับความสนใจของมนุษย์ การปล่อยให้เยาวชนเผชิญหน้ากับภัยไซเบอร์ ความรุนแรง และการเสพติดโดยไร้เกราะป้องกันทางกฎหมาย จึงไม่ต่างจากการปล่อยให้เด็กเดินเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงโดยลำพัง

คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ "จะแบนหรือไม่แบน" แต่คือความกล้าหาญทางนโยบายที่จะลุกขึ้นมาเช็กบิลบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ ไม่ว่าจะเลือกเดินตามสาย "สั่งห้ามตามเกณฑ์อายุ" แบบเพื่อนบ้านอาเซียน หรือเลือก "บีบให้ปรับโครงสร้างระบบ" แบบสิงคโปร์ รัฐบาลไทยต้องรีบแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ก่อนที่อัลกอริทึมบนหน้าจอจะกลายเป็นผู้กำหนดพฤติกรรมและความสูญเสียของสังคมไทยไปมากกว่านี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...