วุฒิสภาไฟเขียวพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มติ 135 ต่อ 11 งดออกเสียง 28 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมวุฒิสภาซึ่งมีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท หรือพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
สมาชิกวุฒิสภาอภิปรายอย่างกว้างขวาง อาทิ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า การเอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ไปส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้าน เป็นความคิดฉาบฉวย มีวาระซ่อนเร้น ต้องจับตาให้ดี เงินกู้ก้อนนี้จะหล่นใส่กระเป๋าใคร เหตุใดรัฐบาลถึงทุ่มเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์อย่างเดียว ทั้งที่มีพลังงานรูปแบบอื่นให้เลือกพัฒนา การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีคำถามว่า รัฐบาลกำลังช่วยใคร ค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ใช้เงิน 150,000-300,000 บาท คนกลุ่มใดจะมีเงินติดตั้ง
รายงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า 88% ของคนไทย มีเงินในบัญชีธนาคารน้อยกว่า 50,000 บาท คนมีเงินในบัญชีเกิน 1 ล้านบาท มี 2% แปลว่า คนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่มีกำลังพอติดโซลาร์เซลล์ ถามว่าเงินกู้ 200,000 ล้านบาท เป็นประโยชน์กับคนแค่ 2% หากคำนวณ 1 ล้านครัวเรือน ขอสินเชื่อครัวเรือนละ 200,000 บาท จะมีเงินเข้ากระเป๋าคนวงการโซลาร์เซลล์ 2 แสนล้านบาท จะเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือนให้ประเทศไทยจาก 16.4 ล้านบาท เป็น 16.66 ล้านบาท รัฐบาลควรจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้คนเดือดร้อนที่สุด ใครกำลังจะจมน้ำต้องช่วยให้รอดก่อน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ชี้แจงว่า สิ่งที่หลายคนกังวลว่า โครงการไม่มีรายละเอียดเหมือนตีเช็คเปล่านั้น ยอมรับว่า หลายโครงการยังไม่มีการเสนอรายละเอียดมาอย่างเป็นทางการ แต่หากพ.ร.ก.ฉบับนี้ ผ่านวุฒิสภาจะมีโครงการดีๆ เสนอเข้ามา และจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรอง ต้องเป็นโครงการที่ดำเนินการได้ทันทีที่ได้รับอนุมัติ และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 2570 ผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับ จะอยู่ในรายงานที่กระทรวงการคลังต้องรายงานให้วุฒิสภาทราบภายใน 60 วัน หลังสิ้นปีงบประมาณ
ภายหลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้นลง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงโดยยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงินเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพราะวิกฤติครั้งนี้ต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ยืนยันได้ว่า ถ้าไม่มี พ.ร.ก.ฉบับนี้ วิกฤติจะหนัก วิกฤติรอบนี้มาเป็นระลอกๆ ระลอกแรก วิกฤติน้ำมันตลาดโลกสูงขึ้น 60-70% ส่วนระลอกสอง วิกฤติของแพง จากค่าขนส่งแพงขึ้น ระลอกสาม การบริโภคภาคเอกชนติดลบ ทำให้คนตกงาน ธุรกิจปิดตัว เริ่มเห็นสัญญาณกันแล้ว วิกฤติระลอกนี้หนักมากจะเป็นแผลเป็นเศรษฐกิจที่ลบไม่ออก ที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ สูงมากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย จนดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาท ในไตรมาสเดียว เป็นความอ่อนแอเศรษฐกิจไทย จึงต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน
“วันนี้บ้านประเทศไทยหลังคารั่ว ฝนตกแต่ละทีต้องหาถังมารองน้ำ แต่ถ้าเราเปลี่ยนหลังคาก็ไม่ต้องหาถังมารองน้ำอีก เหมือนกู้เงินมาเรื่อยๆ แต่ไม่ลงทุนเปลี่ยนหลังคา ถ้ามรสุมยังเข้ามาอีกหลายระลอกก็ต้องไปซื้อถังมารอง จึงต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ส่วนข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสนั้น การใช้เงินใน พ.ร.ก.นี้ ต้องชัดเจน คุ้มค่า โปร่งใส มีการกลั่นกรองโครงการไม่ให้เกิดคอร์รัปชัน ทุกโครงการที่เสนอมาจะเปิดเผยบนเว็บไซต์ให้ตรวจสอบได้ ถ้าทุกคนช่วยกันจะสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ วันนี้ต้องสร้างบ้านให้แข็งแรง เปลี่ยนหลังคาประเทศไทย หากมรสุมมาอีก ประเทศไทยจะแข็งแกร่งกว่าเดิม” นายเอกนิติ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสมาชิกอภิปรายครบถ้วนทุกคนแล้ว ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยคะแนน 135 ต่อ 11 งดออกเสียง 28 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง