โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิธา ปลุกพรรคประชาชน ‘เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย’ ชี้ฝ่ายค้านต้องคิดนำรัฐบาลหนึ่งก้าว

THE STANDARD

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
พิธา ปลุกพรรคประชาชน ‘เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย’ ชี้ฝ่ายค้านต้องคิดนำรัฐบาลหนึ่งก้าว

วันนี้ (2 สิงหาคม) ที่โรงแรมเมเปิล เขตบางนา พรรคประชาชนจัดงานสัมมนา สส. และเครือข่ายสมาชิกพรรคประชาชน โดยภายในงานมีการหารือเกี่ยวกับปัญหา กระบวนการทำงาน รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรคในอนาคต

ในช่วงหนึ่งของงานสัมมนา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา ได้ตอบรับคำเชิญกล่าวปาฐกถาพิเศษต่อที่ประชุมสัมมนา สส.พรรคประชาชน และสะท้อนประสบการณ์จากการพบปะนักการเมืองและคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศระหว่างการทำงานสอนในมหาวิทยาลัย

พิธากล่าวว่า พรรคประชาชนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกมองเป็นต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ คนรุ่นใหม่ในหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ชิลี และโคลอมเบีย ต่างแสดงความต้องการเห็นพรรคการเมืองแบบพรรคประชาชนในประเทศของตนเอง

อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกลยอมรับว่า สมาชิกพรรคอาจรู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้จากสถานการณ์ทางการเมือง แต่ขอให้มองความสำเร็จที่พรรคสร้างขึ้น ทั้งการได้ สส. เพิ่มในหลายพื้นที่ การขยายฐานการทำงานในกรุงเทพฯ และการมีประธานสภา กทม. ผู้หญิงคนแรกของประเทศไทย

พร้อมย้ำว่า ทุกคนเหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย ขอให้มีความมั่นใจว่าเมื่อจังหวะทางการเมืองมาถึง พรรคจะต้องมีความพร้อมเพียงพอที่จะเปลี่ยนโอกาสเป็นชัยชนะ พรรคต้องสร้างกระบวยให้ใหญ่พอ เพื่อให้สามารถตักน้ำได้มากที่สุดเมื่อถึงเวลาที่สถานการณ์เอื้ออำนวย

พิธากล่าวต่อไปว่า สส. และสมาชิกพรรคประชาชนควรติดตามประเด็นสำคัญจากเวทีต่างประเทศที่โลกกำลังเผชิญ Pincer Crisis หรือวิกฤตแรงกดดันสองด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิต และการเสื่อมถอยของการเมืองภายในประเทศที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของพรรคฝ่ายค้านในการนำเสนอ Alternative Thailand หรือประเทศไทยในฐานะทางเลือกใหม่

หากประเมินช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะมีเหตุการณ์สำคัญระดับโลกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประชุมผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน การประชุมสหประชาชาติ การพบกันของ สี จิ้นผิง กับ โดนัลด์ ทรัมป์ การเลือกตั้งในอิสราเอลและบราซิล การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา และการประชุม G20 ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ต้นทุนค่าครองชีพ รวมถึงการดำเนินนโยบายของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งความเสี่ยงจากเอลนีโญ น้ำท่วม ไฟป่า และคลื่นความร้อน ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดย สส.พรรคประชาชนต้องเตรียมข้อเสนอเชิงนโยบายล่วงหน้า เพื่อให้พรรคสามารถนำเสนอทางออกได้ก่อนรัฐบาล

พิธายังกล่าวในช่วงท้ายของการปาฐกถาว่า ความสามัคคีภายในพรรคเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ขอให้สมาชิกเชื่อใจกัน ทำงานเป็นทีม และยึดหลัก ‘Your problem is my problem’ หรือ ‘ปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน’ เพื่อร่วมกันผลักดันให้พรรคประชาชนเป็นพรรคที่มีวิสัยทัศน์ และเป็นทางเลือกของประเทศในอนาคต

“เป้าหมายที่เราหวังไว้ คือการเป็นพรรคที่มีวิสัยทัศน์ ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีทางเลือกมากกว่าสีน้ำเงินอย่างเดียว แล้วประชาชนจะให้เรากลับมาอย่างทวีคูณ ทำให้คนออกมาใช้สิทธิเยอะ เราก็มีโอกาสที่จะชนะ เข้าสู่อำนาจ แล้วได้มาเปลี่ยนประเทศไทยที่เราทุกคนรักไปด้วยกัน” พิธากล่าว

หลังจากนั้น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ขึ้นกล่าวเปิดวงสัมมนาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ โดยเนื้อหาหลักเป็นการทบทวนพัฒนาการของการเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลา เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจที่พรรคกำลังเผชิญ และตั้งคำถามถึงบทบาทของพรรคประชาชนในทศวรรษต่อไป

วีระยุทธระบุว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในแต่ละทศวรรษสะท้อนการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจที่แตกต่างกัน โดยช่วงทศวรรษ 2530 อำนาจทางการเมืองเริ่มเคลื่อนจากกองทัพเข้าสู่ระบบรัฐสภาและเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่นมากขึ้น แม้กระบวนการดังกล่าวจะมาพร้อมกับความรุนแรงและการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น ต่อมาในทศวรรษ 2540 การขึ้นมาของพรรคไทยรักไทยและรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร ทำให้การเมืองระดับชาติสามารถเชื่อมโยงกับประชาชนระดับฐานรากผ่านนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์และหัวคะแนนแบบเดิม

ความสำเร็จทางการเลือกตั้งและนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นกลายเป็นคู่ขัดแย้งกับเครือข่ายอำนาจดั้งเดิมในเชิงโครงสร้าง แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจไม่ได้ตั้งใจเข้าไปเผชิญหน้ากับกลุ่มอำนาจดังกล่าวโดยตรงก็ตาม ต่อมาในทศวรรษ 2550 การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงของความพยายามประนีประนอมระหว่างฝ่ายต่างๆ ก่อนจะนำไปสู่รัฐประหารและการก่อตัวของโครงสร้างอำนาจที่เรียกว่า ‘ระบอบประยุทธ์’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอำนาจของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงบทบาทของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายของประเทศ

วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า ในทศวรรษ 2560 พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน จึงเกิดขึ้นในฐานะพลังการเมืองที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจดังกล่าว และค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นคู่ขัดแย้งสำคัญของกลุ่มอำนาจอนุรักษนิยมและเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ทศวรรษ 2570 ซึ่งสมาชิกพรรคประชาชนไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสมการทางการเมือง และมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดหน้าตาของประเทศในอนาคต

‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ได้หมายถึงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างเครือข่ายบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ กลไกราชการ และกลุ่มเทคโนแครตที่เข้ามาสร้างความชอบธรรมให้กับการบริหารประเทศ แม้เครือข่ายบ้านใหญ่และกลุ่มเทคโนแครตจะมีแนวคิดและวิธีทำงานแตกต่างกัน แต่สามารถประนีประนอมและอยู่ร่วมกันได้ภายใต้โครงสร้างอำนาจเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การผสมผสานดังกล่าวอาจทำให้การกำหนดนโยบายขาดทั้งความกล้าในการตัดสินใจทางการเมืองและความต่อเนื่องทางเทคนิค ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

วีระยุทธกล่าวต่อว่า พรรคการเมืองที่เติบโตจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเชี่ยวชาญการบริหารเครือข่ายในพื้นที่ อาจมีข้อจำกัดเมื่อต้องรับบทเป็นแกนนำรัฐบาล เพราะการบริหารประเทศต้องอาศัยวิสัยทัศน์และความสามารถในการเชื่อมโยงนโยบายหลายด้าน มากกว่าการควบคุมกระทรวงหรือจัดสรรทรัพยากรลงพื้นที่ หากรูปแบบการบริหารดังกล่าวดำเนินต่อไป ประสิทธิภาพของระบบราชการอาจค่อยๆ ลดลง ขณะที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับข้อจำกัดทางการคลัง หนี้ครัวเรือน และการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อประชาชนในหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม ความไม่พอใจต่อรัฐบาลหรือโครงสร้างอำนาจเดิมไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะหันมาเลือกพรรคประชาชนโดยอัตโนมัติ เนื่องจากประชาชนยังมีทางเลือกอื่น ทั้งการปรับตัวอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ การเข้าสู่เศรษฐกิจสีเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ การย้ายถิ่นฐาน หรือการหันไปพึ่งพาอำนาจนอกระบบ พรรคประชาชนเป็นเพียงหนึ่งในหลายทางเลือกของประชาชน ภารกิจสำคัญของพรรคจึงไม่ใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างทางการเมือง และในเวลาเดียวกันต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนมีโอกาสชนะและสามารถเป็นรัฐบาลได้จริง

วีระยุทธกล่าวต่อไปว่า พรรคการเมืองที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนต้องเป็นทั้งความหวัง เป็นทางเลือกอันดับหนึ่ง และแสดงให้เห็นภาพของประเทศไทยอีกแบบหนึ่ง หรือ Alternative Thailand ที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการเสนออุดมการณ์หรือภาพอนาคตในระยะยาว สำหรับภารกิจของพรรคประชาชนในระยะต่อไปในการสร้างอำนาจรัฐและความชอบธรรม ประกอบด้วย การเอาชนะทางความคิด การเอาชนะทางการเมือง และการสร้างพรรคมวลชนที่เข้มแข็ง

การเอาชนะทางความคิดหมายถึงการทำให้ประชาชนเข้าใจสาเหตุเชิงโครงสร้างของปัญหา และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีทางเลือกอื่น ขณะที่การเอาชนะทางการเมืองต้องอาศัยการทำงานในระดับพื้นที่ การขยายแนวร่วมเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างฐานสนับสนุนที่กว้างขวาง ส่วนการสร้างพรรคมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งสองภารกิจเข้าด้วยกัน

‘สมาชิกพรรคประชาชนทุกคนกำลังมีส่วนร่วมในการเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยบทต่อไป และผลลัพธ์ของการเมืองในทศวรรษ 2570 จะขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคในการเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวัง ความไว้วางใจ และพลังทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ’ วีระยุทธกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...