“ดร.สามารถ” ไขข้อสงสัย กรุงเทพฯ จะจมน้ำปี 2050 จริงหรือ? ชี้เสี่ยงสูงแต่ไม่ควรตื่นตระหนก เร่งวางแผนรับมือ
วันที่ 28 ก.ค.69 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ อดีต สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte ระบุว่า…
อีก 24 ปี กรุงเทพฯ จะจมน้ำ… จริงหรือ?
ถ้าวันนี้มีคนถามคุณว่า ในปี 2050 หรือเหลือเวลาอีกเพียง 24 ปี กรุงเทพฯ จะจมน้ำจริงไหม? คุณจะตอบว่าอย่างไร?
บางคนอาจตอบว่า “จริง” เพราะเห็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลถูกน้ำกัดเซาะเพิ่มขึ้น บางคนอาจตอบว่า “ไม่จริง” เพราะคิดว่าเป็นการสร้างความตื่นตระหนก
แต่เมื่อผมลองตามดูต้นตอของข่าว งานวิจัย และข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ ผมกลับพบว่า คำตอบไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
บทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์จะโต้แย้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า โลกกำลังร้อนขึ้น ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้น และกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองชายฝั่งที่มีความเปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
1. แล้ว "ปี 2050 หรืออีก 24 ปี" มาจากไหน?
ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากการอ้างอิงปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่องค์กรด้านภูมิอากาศหลายแห่งใช้เป็น "หมุดหมาย" ในการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC หรือ Intergovernmental Panel on Climate Change) เป็นต้น
หลายคนจึงหยิบตัวเลขปี 2050 มาขยายความว่า "กรุงเทพฯ จะจมน้ำ"
ต้นตอของข่าวไม่ได้เกิดจากการคาดเดา แต่มีพื้นฐานมาจากการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ระดับน้ำทะเลของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะโลกร้อน และเมืองชายฝั่งจำนวนมาก รวมทั้งพื้นที่ลุ่มปากแม่น้ำเจ้าพระยา อาจได้รับผลกระทบมากขึ้นในอนาคต
2. กรุงเทพฯ กำลังเผชิญ "สองปัญหา" พร้อมกัน!
เมื่อพูดถึงกรุงเทพฯ หลายคนมักคิดถึงเพียงเรื่อง "น้ำทะเลสูงขึ้น" แต่ในความเป็นจริง กรุงเทพฯ กำลังเผชิญปัจจัยสำคัญอย่างน้อย 2 เรื่องพร้อมกัน
เรื่องแรกคือ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ธารน้ำแข็งกำลังละลาย ระดับน้ำทะเลกำลังเพิ่มขึ้น เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยจำนวนมาก และแทบไม่มีข้อโต้แย้ง
สำหรับระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย ข้อมูลที่มีอยู่แสดงให้เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง แต่แต่ละงานศึกษาใช้ช่วงเวลาและวิธีการวิเคราะห์แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำตัวเลขจากแต่ละงานมาเปรียบเทียบตรงๆ โดยไม่อธิบายข้อจำกัดของข้อมูล
เรื่องที่สองคือ การทรุดตัวของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ในอดีต กรุงเทพฯ เคยทรุดตัวอย่างรวดเร็วจากการสูบน้ำบาดาล แต่หลังจากมีมาตรการควบคุมการใช้น้ำบาดาล อัตราการทรุดตัวได้ลดลงอย่างมาก
กรุงเทพฯ กำลังเผชิญทั้งสองปัจจัยพร้อมกัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมืองหลวงของเราจึงถูกจับตามองจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก แต่การมี "ความเสี่ยงสูง" ก็ไม่ได้หมายความว่า "จะจมน้ำทั้งเมืองในปี 2050"
3. สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคืออะไร?
สำหรับผม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่การฟันธงว่ากรุงเทพฯ จะจมหรือไม่จมในปี ค.ศ. 2050 แต่คือการที่เราอาจยังไม่มีการศึกษาระดับชาติที่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างรอบคอบและเป็นเอกภาพ
เรามีงานศึกษาที่มีคุณค่าอยู่หลายชิ้น แต่ส่วนใหญ่ศึกษาประเด็นเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นระดับน้ำทะเล การทรุดตัวของแผ่นดิน น้ำบาดาล หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่สิ่งที่ประเทศต้องการ คือการบูรณาการข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงในภาพรวม
4. แล้วเราควรกังวลหรือไม่?
คำตอบของผมคือ… ควรกังวล แต่ควรกังวลอย่างมีข้อมูล เราไม่ควรตื่นตระหนกจากข่าวที่ได้รับ และก็ไม่ควรปฏิเสธคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์
สิ่งที่เราต้องทำคือ เข้าใจความเสี่ยงให้ถูกต้อง แล้วบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพราะเมืองชายฝั่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ ลอนดอน หรือเวนิส ต่างก็ไม่ได้รอให้เมืองจมน้ำก่อนจึงเริ่มลงมือ พวกเขาเริ่มวางแผนล่วงหน้าหลายสิบปี
5. ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล
หากความเสี่ยงที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นมีนัยสำคัญ รัฐบาลไม่ควรรอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงแก้ไข แต่ควรเร่งจัดทำการศึกษาระดับชาติที่บูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านสมุทรศาสตร์ ธรณีวิทยา วิศวกรรม อุทกวิทยา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐศาสตร์ และการวางผังเมือง
การศึกษาดังกล่าวควรตอบคำถามสำคัญอย่างน้อย 3 ข้อ คือ
(1) ความเสี่ยงที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้รับผลกระทบในอีก 20-50 ปีข้างหน้า มีมากน้อยเพียงใด
(2) หากมีความเสี่ยงสูง เรามีทางเลือกในการป้องกันและลดผลกระทบอะไรบ้าง พร้อมข้อดี ข้อจำกัด และความคุ้มค่าของแต่ละแนวทาง
(3) ควรเริ่มดำเนินการเมื่อใด เพื่อให้สามารถรับมือได้ทันก่อนที่ปัญหาจะรุนแรง
6. บทสรุป
ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อยืนยันว่า "กรุงเทพฯ จะจมน้ำ" หรือเพื่อปฏิเสธว่าข่าวทั้งหมดว่าไม่เป็นความจริง แต่ผมเชื่อว่า เรื่องนี้มีความสำคัญเกินกว่าจะตัดสินจากข่าวที่เราได้รับ
สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่ความตื่นตระหนก และไม่ใช่การด่วนสรุป แต่คือการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานที่ครบถ้วน
เพราะหากความเสี่ยงมีอยู่จริง การเริ่มศึกษาตั้งแต่วันนี้ย่อมดีกว่าการรอให้ถึงวันที่ไม่มีเวลาพอสำหรับการป้องกันอีกต่อไป
#กรุงเทพจมน้ำ #สามารถราชพลสิทธิ์ #โลกร้อน #ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น #แผ่นดินทรุด #ClimateChange #สิ่งแวดล้อมไทย #กรุงเทพมหานคร #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline