ส่งไม้ต่อแห่งยุคสมัย : จาก “เมสซี” ถึง “ยามาล”
หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวที่สนาม เมตไลฟ์ สเตเดียม ไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองแชมป์โลกของทัพ “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน เท่านั้น แต่มันคือ การบ่งบอกเป็นนัย ๆ ได้ว่า ยุคสมัยของวงการฟุตบอลกำลังจะเปลี่ยนนับจากนี้เป็นต้นไป
ภาพของ ลามีน ยามาล ปีกทีมชาติสเปน วัย 19 ปี สวมกอดปลอบประโลม ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่า วัย 39 ปี ที่กำลังปาดน้ำตา สะท้อนภาพสัญลักษณ์อันทรงพลังของเบอร์ 10 คนใหม่แห่ง บาร์เซโลนา และอดีตเบอร์ 10 ระดับตำนานของโลกลูกหนัง
ในขณะที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อล่าความสำเร็จ แต่ ยามาล ในวัย 19 ปี กับอีก 6 วัน กลับกวาดสองถ้วยรางวัลใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอล ประกอบด้วย ยูโร 2024 และ ฟุตบอลโลก 2026 ไปครองได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน ยามาล ยังมีสถิติสุดเหลือเชื่อ โดยไม่เคยแพ้ในเสื้อทีมชาติสเปนจากการลงเล่นเกมทางการ 28 นัด และชนะรวด 100% ทั้ง 13 นัดที่ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในทัวร์นาเมนต์ใหญ่
ในเกมนัดชิงชนะเลิศที่ชนะ อาร์เจนตินา 1-0 แม้จะโดนผู้เล่น “ฟ้าขาว” อย่าง นิโกลัส ตายาฟิโก เจตนาใช้การเข้าปะทะหนักเพื่อข่มขวัญตลอดเกม แต่ ยามาล กลับรับมือด้วยความนิ่ง ไม่หลงกลตบะแตก จนอดีตโกล์ทีมชาติอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันนเป็นกูรูอย่าง โจ ฮาร์ท ออกปากชมว่า “เขาไม่ได้แค่นิ่ง แต่เขายืนหยัดสู้โดยไม่ยุบเลยสักนิด”
ขณะที่ ความพ่ายแพ้ของ อาร์เจนตินา ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคไม่ดี แต่เกิดจากทัศนคติvและแผนการเล่นที่ทำลายตัวเอง
ทีมของ ลิโอเนล สกาโลนี เลือกแทกติกปะทะหนักแทนการเล่นฟุตบอล โดยครึ่งแรกทำฟาวล์ 9 ครั้ง มากกว่าการจ่ายบอลสำเร็จในพื้นที่เกมรุกแค่ 8 ครั้ง ซึ่งการเน้นทำลายเกมไม่เพียงแต่ล้มเหลว แต่ยังตัดขาด เมสซี ออกจากเกมอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่ง เจ้าของรางวัล “บัลลงดอร์” 8 สมัย ได้ยิงครั้งแรกและครั้งเดียวในนาทีที่ 117
นอกจากนี้ การโดนใบแดงของ เอ็นโซ เฟอร์นานเดซ จากลูกแทกเกิลสุดโฉ่งฉ่าง ใส่ เปา กูบาร์ซี รวมถึงเหตุวุ่นวายหลังจบเกมที่ เลอันโดร ปาเรเดส เข้าไปบีบคอ เอริก การ์เซีย คือ บทสรุปที่น่าผิดหวังของแชมป์เก่า ที่นอกจากจะเสียตำแหน่งแชมป์โลกแล้ว ยังเสียความน่าเคารพไปพร้อมกัน
นัดชิงชนะเลิศครั้งนี้ปิดฉากฉากสุดท้ายในฟุตบอลโลกของ เมสซี ด้วยความเศร้า แต่ในทางกลับกัน มันคือการเปิดฉากยุคสมัยของ ยามาล อย่างเป็นทางการ ฟุตบอลโลกได้แชมป์ที่คู่ควร และโลกฟุตบอลก็ถึงเวลาต้อนรับราชาคนใหม่ที่จะครองความยิ่งใหญ่ไปอีกหลายปี
ภาพจากเฟซบุ๊ก : FIFA World Cup