โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

วิสัยทัศน์ “นายกฯอนุทิน” สั่งยกระดับรับมือภัยเงียบ “โดรนไซเบอร์” ดูแลน่านฟ้าไทย

เดลินิวส์

อัพเดต 18 กรกฎาคม 2569 เวลา 23.32 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ก.ต.ช. ภาคประชาชน ส่งสัญญาณเตือนภัยคุกคามยุคใหม่ ชี้

เมื่อวันที่ 18 ก.ค.69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และ อาจารย์ประจำหลักสูตรและที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เขียนบทความเรื่อง ก่อนจะสายเกินไป : วิสัยทัศน์นายกฯ อนุทิน กับภัยเงียบจากโดรนเหนือฟ้าไทย เนื้อหาระบุว่า เมื่อภัยคุกคามยุคใหม่อาจไม่ได้มาเป็นกองทัพหรืออาวุธหนัก แต่อาจมาในรูปของอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก รัฐบาลกำลังวางรากฐานยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอากาศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถมองเห็นความเสี่ยง คาดการณ์ และป้องกันภัยก่อนเกิดเหตุ

ค่ำคืนหนึ่ง หากท่านเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แล้วพบแสงเล็ก ๆ กำลังเคลื่อนที่อยู่เหนือสนามบิน เหนือโรงไฟฟ้า เหนือค่ายทหาร หรือเหนือสถานที่สำคัญของประเทศ หลายคนอาจคิดว่า "คงเป็นคนเล่นโดรนถ่ายภาพธรรมดา" แต่ในโลกยุคปัจจุบัน คำตอบอาจไม่ง่ายเช่นนั้นอีกต่อไป

เพราะในศตวรรษที่ 21 ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติอาจไม่ได้เริ่มต้นจากรถถัง เครื่องบินรบ หรือกองกำลังขนาดใหญ่เหมือนในอดีต แต่อาจเริ่มต้นจากอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กที่บินอย่างเงียบ ๆ เหนือศีรษะของเรา และนั่นคือเหตุผลที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า "ใครกำลังมองเราอยู่จากท้องฟ้า?"

เมื่อภัยคุกคามเปลี่ยนไป ประเทศก็ต้องเปลี่ยนชุดความคิด

ในฐานะที่ผมดำรงตำแหน่ง กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และประธานคณะอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (อ.ก.ต.ช.) ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมีหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบายด้านความมั่นคง ความปลอดภัยของประชาชน และการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการป้องกันและเฝ้าระวังภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ผมเห็นว่า ประเด็นเรื่องอากาศยานไร้คนขับมิใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีหรือการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่เป็นประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชนอย่างจริงจัง

จากประสบการณ์ด้านยุทธศาสตร์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการบริหารความเสี่ยง ที่ผมมีโอกาสศึกษา ณ Georgetown University กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ร่วมกับผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงและคณะนายทหารที่เกี่ยวข้องกับ Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ตลอดจนการศึกษาด้าน Data Science และระเบียบวิธีจาก University of Michigan รวมทั้งการทำงานด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ ทำให้ผมเห็นสิ่งหนึ่งอย่างชัดเจนว่า

ภัยคุกคามในอนาคต มักไม่ประกาศตัวล่วงหน้า แต่มักเริ่มต้นจากสัญญาณเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความหมาย โดรนหนึ่งลำอาจไม่มีอะไรน่ากังวล แต่หากมีการพบโดรนหลายครั้ง หลายพื้นที่ หลายช่วงเวลา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "เราจับโดรนได้กี่ลำ" แต่คือ "เราเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังโดรนเหล่านั้นแล้วหรือยัง"

โดรนไม่ใช่เพียงของเล่น ความเข้าใจผิดประการสำคัญ คือการมองโดรนเป็นเพียงวัตถุที่บินอยู่บนท้องฟ้า

แต่ในความเป็นจริง โดรนคือระบบไซเบอร์ที่บินได้ โดรนสมัยใหม่ประกอบด้วย

  • ระบบซอฟต์แวร์ควบคุมการบิน
  • ระบบกำหนดตำแหน่งผ่านดาวเทียม
  • ระบบสื่อสารและคลื่นความถี่
  • กล้องและเซนเซอร์
  • ระบบคลาวด์และฐานข้อมูล
  • ปัญญาประดิษฐ์
  • ระบบบินอัตโนมัติ
  • ผู้ควบคุมและเครือข่ายสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โดรนไม่ใช่เพียงเครื่องบินเล็ก ๆ แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง อากาศยาน + ไซเบอร์ + ข้อมูล + ปัญญาประดิษฐ์ + ข่าวกรอง เข้าด้วยกัน สิ่งที่น่ากังวล คือ "พื้นที่ความมั่นคงที่อ่อนไหวและเปราะบางต่อความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชน" สิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกกังวล ไม่ใช่การมีโดรนเพิ่มขึ้น แต่คือการที่โดรนปรากฏตัวเหนือ พื้นที่ความมั่นคงที่อ่อนไหวและเปราะบางของแต่ละประเทศ เช่น

  • สนามบิน
    • พระราชฐาน
    • ค่ายทหาร
    • โรงไฟฟ้า
    • เขื่อน
    • โรงกลั่นน้ำมัน
    • ศูนย์ข้อมูล
    • ระบบสื่อสาร และ ลอจิสติกส์
    • โรงพยาบาล
    • ท่าเรือ
    • ด่านชายแดน
    • เรือนจำ
    • สถานที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่

เพราะหากเกิดเหตุขึ้นกับพื้นที่เหล่านี้ ผลกระทบจะไม่ได้เกิดกับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่กระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ แล้วโดรนเหล่านั้นกำลังทำอะไรอยู่? อาจไม่มีอะไรเลยแต่ก็อาจกำลัง

  • สำรวจเส้นทางเข้าออก
    [* บันทึกตำแหน่งสำคัญ , * ทดสอบเวลาตอบสนองของเจ้าหน้าที่ , * ค้นหาช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัย , * รวบรวมข่าวกรอง , * หรือแม้แต่เตรียมการสำหรับบางสิ่งในอนาคต ]

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก แต่คือการไม่ประมาท ในโลกของ Data Science

เหตุการณ์โดรนแต่ละเหตุ อาจเป็นเพียง "จุดข้อมูล" (Data Point) ที่ยังไม่มีความหมาย แต่เมื่อข้อมูลจำนวนมากถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ทั้ง

  • สถานที่
    [    * เวลา ,     * รูปแบบการบิน ,     * ประเภทอุปกรณ์ ,     * คลื่นความถี่ ,     * ผู้ครอบครอง ,     * พฤติกรรมการใช้งาน ]

เราอาจมองเห็นสิ่งที่สายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ และอาจค้นพบว่าเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันเลย แท้จริงแล้วอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเดียวกัน

นี่คือเหตุผลที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดด้านความมั่นคงแบบ “รอให้เกิดเหตุก่อนเผชิญระงับเหตุ (Reactive Security)” ไปสู่แนวคิดด้านความมั่นคงแบบ “คาดการณ์และป้องกันล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ (Predictive and Preventive Security)” ตรวจจับยึดดำเนินคดีเครือข่ายโดรนเถื่อนยังไม่ทันโจมตีได้ก่อน เพราะความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 มิได้วัดกันที่ว่า ใครสามารถตอบสนองหรือโต้กลับได้รวดเร็วกว่า หากแต่กำลังวัดกันที่ว่า ใครสามารถมองเห็นและคาดการณ์เพื่อป้องกันภัยคุกคามได้ก่อน

ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรดำเนินการ คือ การพัฒนาระบบข่าวกรอง การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการวิเคราะห์และคาดการณ์ภัยคุกคาม เพื่อให้ประเทศสามารถป้องกันความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง

วันนี้ ประเทศไทยโชคดีที่กำลังเกิดความสอดคล้องอย่างน่าสนใจระหว่าง วิสัยทัศน์ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มองเห็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่และผลักดันการบริหารจัดการภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ร่วมกับ การขับเคลื่อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการผลักดันกลไกเฉพาะทาง การพัฒนาฐานข้อมูลโดรน และการยกระดับศักยภาพการตอบสนองต่อภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ รวมทั้ง มุมมองทางวิชาการ ที่พยายามส่งสัญญาณเตือนว่า โดรนในพื้นที่สำคัญของประเทศ ไม่ควรถูกมองเป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่ควรถูกวิเคราะห์ในฐานะ สัญญาณเตือนล่วงหน้า ของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ของโลก ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมี "ศูนย์ชาติต่อต้านภัยคุกคามจากโดรน" เพื่อทำหน้าที่

  • เฝ้าระวัง
    [        * เชื่อมโยงข้อมูล ,         * วิเคราะห์ความผิดปกติ ,         * แจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ,         * ปกป้องพื้นที่มั่นคงที่อ่อนไหวและเปราะบางของประเทศ ]

โลกกำลังเปลี่ยนจากแนวคิด “รู้เฉพาะเท่าที่จำเป็น” ไปสู่แนวคิด “แบ่งปันข้อมูลที่จำเป็น ภายใต้ระบบคุ้มครองที่เหมาะสม” (Need to Share with Safeguards) เพราะหากข้อมูลสำคัญยังคงกระจัดกระจายและแยกเก็บอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ โดยขาดการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเหมาะสม ก็อาจไม่มีหน่วยงานใดสามารถมองเห็นภาพรวมของภัยคุกคามทั้งระบบได้

บทสรุป

ในอนาคต ภัยคุกคามครั้งใหญ่ของประเทศไทย อาจไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงปืน เสียงระเบิด หรือการเคลื่อนกำลังขนาดใหญ่ดังเช่นในอดีต แต่อาจเริ่มต้นจากเทคโนโลยีขนาดเล็ก ต้นทุนต่ำ แต่สร้างผลกระทบสูง เช่น อากาศยานไร้คนขับที่บินอยู่เหนือพื้นที่สำคัญของประเทศอย่างเงียบ ๆ

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคามยุคใหม่ โดยเฉพาะภัยคุกคามแบบอสมมาตร (Asymmetric Threats) และให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูล การรวมศูนย์การสั่งการ และการลดจุดอ่อนจากการทำงานแบบแยกส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคาดการณ์ ป้องกัน และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก บริหารสั่งการและระงับเหตุกำลังขับเคลื่อนกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ฐานข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย และการยกระดับขีดความสามารถของประเทศในการรับมือภัยคุกคามจากโดรนอย่างเป็นรูปธรรม

ในมุมมองทางวิชาการ ผมเห็นว่า โดรนคือระบบไซเบอร์ที่บินได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า "เราจับโดรนได้กี่ลำ" แต่ต้องถามว่า "เรามองเห็นเครือข่าย เจตนา เป้าหมาย และภัยคุกคามที่อยู่เบื้องหลังโดรนเหล่านั้นแล้วหรือยัง" เพราะในโลกยุคใหม่ ความมั่นคงไม่ได้วัดกันที่ว่าใครตอบโต้ได้เร็วกว่า หากแต่วัดกันที่ว่าใครสามารถมองเห็นและป้องกันภัยคุกคามได้ก่อน

ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องก้าวไปสู่ระบบความมั่นคงแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน ให้ร่วมกันเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามของประเทศเพราะภัยยุคใหม่รับมือแบบเดิมไม่ได้ ประเทศต้องทำงานเป็นหนึ่งเดียว ไม่ปล่อยให้ความแยกส่วนกลายเป็นจุดอ่อนของชาติ

และหากวันนี้เรายังมองโดรนเป็นเพียงของเล่น หรือรอให้เกิดเหตุเสียก่อนแล้วจึงเริ่มตั้งคำถาม วันนั้น…อาจเป็นวันที่สายเกินไป ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนของสังคมไทยต้องร่วมกัน "มองเห็นก่อน เชื่อมโยงก่อน และป้องกันก่อน" เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของประชาชน และอนาคตของประเทศไทย ก่อนที่ภัยเงียบเหนือฟ้า จะกลายเป็นวิกฤติที่ยากเกินจะแก้ไขได้อีกต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...