โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“อัสสเดช” เปิดเกมรุก Thailand Focus ดึง Fund Flow ต่างชาติ ชู Fast Pass-Jump+ ปั้นไทยสู่ New Economy

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 สิงหาคม 2569 เวลา 18.46 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อัสสเดช” เผย Thailand Focus ปีนี้ นักลงทุนต่างชาติหันมามองโอกาสเติบโตของไทยมากขึ้น หลังหุ้นไทยพุ่งเกือบ 30% และ Fund Flow ไหลเข้าสุทธิเกือบ 7 หมื่นล้านบาท เดินหน้าผลักดัน Fast Pass เปลี่ยนยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนเป็นเม็ดเงินจริง พร้อมใช้ Jump+ ยกระดับบริษัทจดทะเบียน ดึงธุรกิจ New Economy ทั้ง Data Center, Semiconductor และ EV เข้าสู่ตลาดทุนไทย

26 สิงหาคม 2568 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงภายหลังงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า การจัดงาน Thailand Focus ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์จัดงานในฐานะงาน Flagship เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยและตลาดทุนไทยต่อนักลงทุนทั่วโลก เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เห็นทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจ รวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยในระยะต่อไป

ภายในงานมีการจัดประชุมแบบ One-on-One Meeting ระหว่างนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศกับบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินธุรกิจโดยตรง รวมถึงรับฟังนโยบายและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจากภาครัฐ

ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดทุนไทยในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นใกล้เคียง 30% ขณะที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิแล้วเกือบ 70,000 ล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ในระดับที่ดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าความสนใจของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดทุนไทยเริ่มกลับมา

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับ Thailand Focus เมื่อปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าประเด็นที่นักลงทุนให้ความสำคัญมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยในปีที่แล้วเน้นเรื่องกฎระเบียบ (Regulation) นโยบายภาครัฐ และการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นหลัก ขณะที่ Thailand Focus ในปีนี้มีมุมมองที่เป็น Forward-looking มากขึ้น นักลงทุนต้องการเห็นว่าประเทศไทยจะสร้างการเติบโตได้อย่างไร และจะผลักดันเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตในระดับที่ควรจะเป็นได้อย่างไร

ภาครัฐจึงเข้ามามีบทบาทในการสื่อสารทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายอย่างชัดเจน โดยรองนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอภาพรวมของนโยบายเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้นำเสนอแนวทางเปลี่ยน “ความเสี่ยงด้านพลังงาน” ให้กลายเป็น “โอกาส” ของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการวางแนวทางเชื่อมโยงการทำงานของแต่ละภาคส่วนในลักษณะ “กองหน้า กองกลาง กองหลัง” เพื่อให้ทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจสามารถทำงานสอดประสานกัน และช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดในระยะยาว

สำหรับอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ นายอัสสเดชระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานใหม่อย่าง Data Center, Semiconductor และการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีความโดดเด่น โดยเห็นได้จากจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีตัวเลขการลงทุนที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการจากนี้คือการเปลี่ยนตัวเลขการขอรับอนุมัติการลงทุนให้กลายเป็นการลงทุนจริง รวมถึงสร้างการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

ในเรื่องนี้ โครงการ Thailand Fast Pass จะเข้ามามีบทบาทในการเร่งกระบวนการลงทุน เพื่อให้โครงการที่ได้รับอนุมัติสามารถเดินหน้าสู่การลงทุนจริงได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถนำผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงไปสื่อสารกับนักลงทุนทั่วโลกและสร้างความเชื่อมั่นต่อเนื่อง

ขณะที่ธีม AI ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจสูง ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารของไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน โดยมองว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ แต่มีข้อสังเกตว่า Foreign Limit ของหุ้นธนาคารไทยอาจอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ

ด้านกลุ่มพลังงานยังมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนใหม่ที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทย เนื่องจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นายอัสสเดช กล่าวว่า สำหรับตลาด IPO นายอัสสเดชยอมรับว่า ปีนี้จำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนมีไม่มาก และขนาดการระดมทุนโดยรวมยังค่อนข้างเล็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงที่ภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยต่อการทำราคาและการระดมทุน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น โดยบริษัทต่างๆ เริ่มกลับมาให้ความสนใจการระดมทุนผ่านตลาดทุนอีกครั้ง สะท้อนว่าบรรยากาศของตลาดเริ่มเอื้อต่อการทำ IPO มากขึ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้มีความคล่องตัว หรือ Agility มากขึ้น และสามารถแข่งขันกับตลาดทุนต่างประเทศได้ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ธุรกิจกลุ่ม New Economy สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความคล่องตัวของกฎเกณฑ์ต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองผู้ลงทุน โดยเฉพาะแนวทาง Disclosure Base ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง รวมถึงแผนการเติบโตของบริษัทอย่างครบถ้วน เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินโอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจที่อยู่ในช่วงเติบโตได้อย่างเหมาะสม

อีกหนึ่งโครงการที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักลงทุนต่างชาติ คือ “Jump+” ซึ่งเป็นแนวทางที่สะท้อนบทบาทเชิงรุกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสนับสนุนและยกระดับบริษัทจดทะเบียน

หัวใจสำคัญของ Jump+ คือการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนมีแผนการเติบโตในช่วง 3 ปีข้างหน้าอย่างชัดเจน พร้อมให้ความสำคัญกับ Governance และ Sustainability เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินศักยภาพและทิศทางของบริษัทในระยะยาวได้

สำหรับงาน Thailand Focus ครั้งนี้ มีบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Jump+ จำนวน 16 บริษัท ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบัน เนื่องจากการมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนและสามารถติดตามผลได้ เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน

นายอัสสเดชกล่าวต่อว่า อีกเป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดเริ่มต้น หรือ Trigger ที่จะสร้างความสนใจของนักลงทุนไปสู่ตลาดทุนในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด ASEAN Connect โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เชิญ CEO ของตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอาเซียนเข้ามาร่วมหารือ เพื่อสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงตลาดทุนของภูมิภาคให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น

หนึ่งในความร่วมมือที่เกิดขึ้นแล้วคือ Depositary Receipt (DR) ซึ่งเริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างตลาดทุนไทยและสิงคโปร์ ก่อนจะพัฒนาและขยายรูปแบบไปยังตลาดอื่นทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือด้าน ESG Data โดยมุ่งสร้างมาตรฐานข้อมูล ESG ร่วมกันในอาเซียน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้กับนักลงทุนทั่วโลกที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลของบริษัทและตลาดทุนในภูมิภาค

ในส่วนของความร่วมมือกับจีน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มี China Project ซึ่งเป็นโครงการจัดทำ Index ร่วมกับจีน โดยกำหนดสัดส่วนตลาดจีน ฮ่องกง และเซินเจิ้นรวมกัน 60% ขณะที่ตลาดอื่นและอาเซียนอยู่ที่ 40%

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างช่องทางดึงดูด Fund Flow จากนักลงทุนจีนให้ไหลออกมาลงทุนในตลาดต่างประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลจีนที่สนับสนุนให้มีการลงทุนออกนอกประเทศมากขึ้น

นายอัสสเดช กล่าวว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม คือความผันผวนของราคาพลังงานยังเป็นความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย เนื่องจากไทยยังมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนพลังงาน

ก่อนหน้านี้ Rating Agency เคยพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากผลกระทบของปัญหาพลังงานและสถานการณ์สงคราม อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาลได้อธิบายและนำเสนอแผนรองรับอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยได้รับการยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือ และยังมีโอกาสได้รับการปรับเพิ่มอันดับในอนาคต

ด้านเสถียรภาพทางการเมืองก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยหลังการเลือกตั้งและการเริ่มมีรัฐบาลที่มีความชัดเจนและสามารถดำเนินนโยบายได้ต่อเนื่อง นักลงทุนสถาบันจากศูนย์กลางการเงินสำคัญ เช่น ลอนดอน ฮ่องกง และสิงคโปร์ เริ่มกลับมาให้ความสนใจประเทศไทยในระดับสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนไม่สามารถพึ่งพาการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแสดงให้เห็นถึง Performance ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในระดับบริษัทจดทะเบียนและเศรษฐกิจโดยรวม

ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนต้องการเห็นหลังจากการรับฟังนโยบายและแผนงานต่างๆ คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การสร้างงาน การเติบโตของบริษัท และการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุนจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการผลักดันให้แผนงานต่างๆ เกิดผลเป็นรูปธรรม

“หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติให้เป็นการลงทุนจริงได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาดทุนไทย และช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายอัสสเดช กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...