“อัสสเดช” เปิดเกมรุก Thailand Focus ดึง Fund Flow ต่างชาติ ชู Fast Pass-Jump+ ปั้นไทยสู่ New Economy
“อัสสเดช” เผย Thailand Focus ปีนี้ นักลงทุนต่างชาติหันมามองโอกาสเติบโตของไทยมากขึ้น หลังหุ้นไทยพุ่งเกือบ 30% และ Fund Flow ไหลเข้าสุทธิเกือบ 7 หมื่นล้านบาท เดินหน้าผลักดัน Fast Pass เปลี่ยนยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนเป็นเม็ดเงินจริง พร้อมใช้ Jump+ ยกระดับบริษัทจดทะเบียน ดึงธุรกิจ New Economy ทั้ง Data Center, Semiconductor และ EV เข้าสู่ตลาดทุนไทย
26 สิงหาคม 2568 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงภายหลังงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ว่า การจัดงาน Thailand Focus ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์จัดงานในฐานะงาน Flagship เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยและตลาดทุนไทยต่อนักลงทุนทั่วโลก เปิดโอกาสให้นักลงทุนได้เห็นทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจ รวมถึงแนวทางการขับเคลื่อนตลาดทุนไทยในระยะต่อไป
ภายในงานมีการจัดประชุมแบบ One-on-One Meeting ระหว่างนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศกับบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินธุรกิจโดยตรง รวมถึงรับฟังนโยบายและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจากภาครัฐ
ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดทุนไทยในปีนี้ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นใกล้เคียง 30% ขณะที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิแล้วเกือบ 70,000 ล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ในระดับที่ดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าความสนใจของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดทุนไทยเริ่มกลับมา
ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับ Thailand Focus เมื่อปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าประเด็นที่นักลงทุนให้ความสำคัญมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยในปีที่แล้วเน้นเรื่องกฎระเบียบ (Regulation) นโยบายภาครัฐ และการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นหลัก ขณะที่ Thailand Focus ในปีนี้มีมุมมองที่เป็น Forward-looking มากขึ้น นักลงทุนต้องการเห็นว่าประเทศไทยจะสร้างการเติบโตได้อย่างไร และจะผลักดันเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตในระดับที่ควรจะเป็นได้อย่างไร
ภาครัฐจึงเข้ามามีบทบาทในการสื่อสารทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายอย่างชัดเจน โดยรองนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอภาพรวมของนโยบายเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้นำเสนอแนวทางเปลี่ยน “ความเสี่ยงด้านพลังงาน” ให้กลายเป็น “โอกาส” ของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการวางแนวทางเชื่อมโยงการทำงานของแต่ละภาคส่วนในลักษณะ “กองหน้า กองกลาง กองหลัง” เพื่อให้ทุกส่วนของระบบเศรษฐกิจสามารถทำงานสอดประสานกัน และช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดในระยะยาว
สำหรับอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ นายอัสสเดชระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมพื้นฐานใหม่อย่าง Data Center, Semiconductor และการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีความโดดเด่น โดยเห็นได้จากจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีตัวเลขการลงทุนที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการจากนี้คือการเปลี่ยนตัวเลขการขอรับอนุมัติการลงทุนให้กลายเป็นการลงทุนจริง รวมถึงสร้างการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ
ในเรื่องนี้ โครงการ Thailand Fast Pass จะเข้ามามีบทบาทในการเร่งกระบวนการลงทุน เพื่อให้โครงการที่ได้รับอนุมัติสามารถเดินหน้าสู่การลงทุนจริงได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถนำผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงไปสื่อสารกับนักลงทุนทั่วโลกและสร้างความเชื่อมั่นต่อเนื่อง
ขณะที่ธีม AI ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจสูง ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารของไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเช่นกัน โดยมองว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ แต่มีข้อสังเกตว่า Foreign Limit ของหุ้นธนาคารไทยอาจอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ
ด้านกลุ่มพลังงานยังมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนใหม่ที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทย เนื่องจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นายอัสสเดช กล่าวว่า สำหรับตลาด IPO นายอัสสเดชยอมรับว่า ปีนี้จำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนมีไม่มาก และขนาดการระดมทุนโดยรวมยังค่อนข้างเล็ก ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงที่ภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยต่อการทำราคาและการระดมทุน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น โดยบริษัทต่างๆ เริ่มกลับมาให้ความสนใจการระดมทุนผ่านตลาดทุนอีกครั้ง สะท้อนว่าบรรยากาศของตลาดเริ่มเอื้อต่อการทำ IPO มากขึ้น
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้มีความคล่องตัว หรือ Agility มากขึ้น และสามารถแข่งขันกับตลาดทุนต่างประเทศได้ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ธุรกิจกลุ่ม New Economy สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความคล่องตัวของกฎเกณฑ์ต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองผู้ลงทุน โดยเฉพาะแนวทาง Disclosure Base ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง รวมถึงแผนการเติบโตของบริษัทอย่างครบถ้วน เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินโอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจที่อยู่ในช่วงเติบโตได้อย่างเหมาะสม
อีกหนึ่งโครงการที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักลงทุนต่างชาติ คือ “Jump+” ซึ่งเป็นแนวทางที่สะท้อนบทบาทเชิงรุกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการสนับสนุนและยกระดับบริษัทจดทะเบียน
หัวใจสำคัญของ Jump+ คือการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนมีแผนการเติบโตในช่วง 3 ปีข้างหน้าอย่างชัดเจน พร้อมให้ความสำคัญกับ Governance และ Sustainability เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินศักยภาพและทิศทางของบริษัทในระยะยาวได้
สำหรับงาน Thailand Focus ครั้งนี้ มีบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Jump+ จำนวน 16 บริษัท ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบัน เนื่องจากการมีแผนธุรกิจที่ชัดเจนและสามารถติดตามผลได้ เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
นายอัสสเดชกล่าวต่อว่า อีกเป้าหมายสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดเริ่มต้น หรือ Trigger ที่จะสร้างความสนใจของนักลงทุนไปสู่ตลาดทุนในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด ASEAN Connect โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เชิญ CEO ของตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอาเซียนเข้ามาร่วมหารือ เพื่อสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงตลาดทุนของภูมิภาคให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น
หนึ่งในความร่วมมือที่เกิดขึ้นแล้วคือ Depositary Receipt (DR) ซึ่งเริ่มต้นจากความร่วมมือระหว่างตลาดทุนไทยและสิงคโปร์ ก่อนจะพัฒนาและขยายรูปแบบไปยังตลาดอื่นทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือด้าน ESG Data โดยมุ่งสร้างมาตรฐานข้อมูล ESG ร่วมกันในอาเซียน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้กับนักลงทุนทั่วโลกที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลของบริษัทและตลาดทุนในภูมิภาค
ในส่วนของความร่วมมือกับจีน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มี China Project ซึ่งเป็นโครงการจัดทำ Index ร่วมกับจีน โดยกำหนดสัดส่วนตลาดจีน ฮ่องกง และเซินเจิ้นรวมกัน 60% ขณะที่ตลาดอื่นและอาเซียนอยู่ที่ 40%
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างช่องทางดึงดูด Fund Flow จากนักลงทุนจีนให้ไหลออกมาลงทุนในตลาดต่างประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลจีนที่สนับสนุนให้มีการลงทุนออกนอกประเทศมากขึ้น
นายอัสสเดช กล่าวว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม คือความผันผวนของราคาพลังงานยังเป็นความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย เนื่องจากไทยยังมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนพลังงาน
ก่อนหน้านี้ Rating Agency เคยพิจารณาความเป็นไปได้ในการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากผลกระทบของปัญหาพลังงานและสถานการณ์สงคราม อย่างไรก็ตาม หลังจากรัฐบาลได้อธิบายและนำเสนอแผนรองรับอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยได้รับการยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือ และยังมีโอกาสได้รับการปรับเพิ่มอันดับในอนาคต
ด้านเสถียรภาพทางการเมืองก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยหลังการเลือกตั้งและการเริ่มมีรัฐบาลที่มีความชัดเจนและสามารถดำเนินนโยบายได้ต่อเนื่อง นักลงทุนสถาบันจากศูนย์กลางการเงินสำคัญ เช่น ลอนดอน ฮ่องกง และสิงคโปร์ เริ่มกลับมาให้ความสนใจประเทศไทยในระดับสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนไม่สามารถพึ่งพาการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแสดงให้เห็นถึง Performance ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งในระดับบริษัทจดทะเบียนและเศรษฐกิจโดยรวม
ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนต้องการเห็นหลังจากการรับฟังนโยบายและแผนงานต่างๆ คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การสร้างงาน การเติบโตของบริษัท และการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุนจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการผลักดันให้แผนงานต่างๆ เกิดผลเป็นรูปธรรม
“หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติให้เป็นการลงทุนจริงได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาดทุนไทย และช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายอัสสเดช กล่าว