300 ล้านปอนด์ 0 ประตู จมอันดับ 20 เกิดอะไรขึ้นกับสเปอร์ส?
งบประมาณกว่า 300 ล้านปอนด์, นักเตะใหม่เกือบยกชุด, ฟอร์มไร้พ่ายตลอดช่วงปรีซีซัน พร้อมความหวังว่าจะได้เห็นสเปอร์สที่แตกต่างจากฝันร้ายสองฤดูกาลที่ผ่านมา
ทว่าเมื่อพรีเมียร์ลีกเปิดฉากได้เพียง 2 นัด ภาพที่ออกมากลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง
ลงแข่ง 2 นัด พ่ายแพ้รวด ยิงไม่ได้เลยแม้แต่ประตูเดียว และจมอยู่อันดับสุดท้ายของตารางคะแนน
ชนวนเหตุล่าสุดคือความพ่ายแพ้ต่อนิวคาสเซิลในบ้าน 0-2 ในเกมที่แฟนบอลสเปอร์สจำนวนไม่น้อยทยอยเดินออกจากสนามตั้งแต่ยังไม่หมดเวลา เสียงตั้งคำถามจึงดังขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ทีมที่ทุ่มเงินสร้างใหม่กว่า 300 ล้านปอนด์ ทำไมถึงออกสตาร์ตได้ย่ำแย่ขนาดนี้
ต้องเข้าใจบริบทก่อนว่า สเปอร์สชุดนี้ถูกสร้างขึ้นบนความบอบช้ำ หลังจบอันดับ 17 ในพรีเมียร์ลีกมาสองฤดูกาลติดต่อกัน และฤดูกาลก่อนก็ต้องลุ้นหนีตกชั้นจนถึงนัดสุดท้าย
โรแบร์โต เด เซอร์บี เข้ามารับงานช่วงปลายเดือนมีนาคม พาทีมเก็บ 11 คะแนนจาก 7 นัดสุดท้ายจนรอดตกชั้น ก่อนจะได้รับโอกาสสร้างทีมใหม่อย่างเต็มตัวในช่วงซัมเมอร์
ทัพไก่เดือยทองเดินหน้าช้อปปิ้งอย่างหนัก นำโดย มาเตอุส เฟอร์นันเดส 85 ล้านปอนด์, ซานโดร โตนาลี 100 ล้านปอนด์, ยาน พอล ฟาน เฮคเค 52 ล้านปอนด์ และซาวิโอ 75 ล้านปอนด์
ยังไม่นับ มาร์กอส เซเนซี, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และมาร์ติน ดูบราฟกา ที่ได้มาแบบไม่มีค่าตัว รวมถึง โอมาร์ มาร์มูช ที่ยืมมาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมเงื่อนไขซื้อขาด 60 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์หน้า
รวมแล้วพวกเขาควักเงินไปราว 303 ล้านปอนด์ เป็นรองเพียงเชลซีทีมเดียวในยุโรป
เมื่อบวกกับผลงานปรีซีซันที่ไม่แพ้ใคร จึงไม่แปลกที่ความคาดหวังจะพุ่งสูง แม้แฟนบอลอาจไม่ได้หวังถึงขั้นลุ้นแชมป์ทันที แต่หลังจากหนีตกชั้นมาสองปีติด อย่างน้อยพวกเขาก็คงอยากเห็นทีมที่มีทิศทางชัดเจน และพร้อมกลับไปลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปอีกครั้ง
ทว่าสองเกมแรกยังให้คำตอบนั้นไม่ได้
หลังพ่ายเบรนท์ฟอร์ด 0-3 ในนัดเปิดสนาม สเปอร์สกลับมาเล่นในบ้านพบกับนิวคาสเซิลด้วยรูปเกมที่ไม่ได้แย่นัก พวกเขามีโอกาสยิงถึง 17 ครั้ง เข้ากรอบ 6 ครั้ง ขณะที่นิวคาสเซิลยิงเข้ากรอบเพียง 2 ครั้ง แต่ผลลัพธ์กลับจบลงที่ 0-2
สุดท้ายฟุตบอลตัดสินกันด้วยประตู และหลังผ่าน 180 นาทีแรก สเปอร์สยังยิงไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว สะท้อนให้เห็นว่าต่อให้รูปเกมบางช่วงดูดีขึ้น แต่หากจังหวะสุดท้ายยังขาดทั้งไอเดียและความเฉียบคม ปัญหาก็ยังคงอยู่ตรงนั้น
อีกปัจจัยที่ต้องให้เวลาคือการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
การซื้อผู้เล่นระดับ 300 ล้านปอนด์ ไม่ได้หมายความว่าทีมมูลค่า 300 ล้านปอนด์จะต่อกันติดตั้งแต่วันแรก โตนาลีต้องเชื่อมแดนกลางชุดใหม่ เฟอร์นันเดสยังต้องปรับตัว ซาวิโอพลาดเกมล่าสุด ส่วนมาร์มูชก็เพิ่งประเดิมสนาม ขณะที่ เด เซอร์บี เองก็เพิ่งมีเวลาทำงานกับทีมชุดนี้อย่างเต็มรูปแบบเพียงไม่กี่เดือน
โจ ฮาร์ต อดีตผู้รักษาประตูของสเปอร์สและทีมชาติอังกฤษ ให้มุมมองเรื่องนี้ไว้น่าสนใจว่า หากมองไปที่นิวคาสเซิล แม้พวกเขาจะผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์เช่นกัน แต่เพียงสองเกมก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า มัทธีอัส ไยส์เลอ ต้องการให้ทีมเล่นฟุตบอลแบบไหน
แต่เมื่อหันกลับมามองสเปอร์ส คำตอบนั้นยังไม่ชัดเจน
นี่อาจเป็นสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการจมอันดับ 20 หลังผ่านสองนัดเสียอีก เพราะจริงอยู่ที่สองเกมยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินทั้งฤดูกาลที่เหลืออีก 36 เกม (สำหรับสเปอร์ส) แต่มันก็มากพอที่จะเริ่มมองเห็นว่าทีมกำลังพยายามเล่นฟุตบอลแบบไหน
ตอนนี้ผู้เล่นสเปอร์สหลายคนยังดูเหมือนกำลัง ‘คิดก่อนเล่น’ มากกว่าลงเล่นด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน
อย่างไรก็ตาม หากจะโยนความผิดทั้งหมดให้กุนซือชาวอิตาเลียนก็คงไม่แฟร์นัก
สถิติระบุว่า สเปอร์สชนะเกมพรีเมียร์ลีกในบ้านตัวเองเพียง 3 จาก 23 นัดหลังสุด ตัวเลขนี้มันสะท้อนว่าปัญหาของสโมสรแห่งนี้สะสมมานานเกินกว่าจะลบออกได้ด้วยการใช้เงินในตลาดซื้อขายเพียงรอบเดียว
เด เซอร์บี เองก็ยอมรับตรงๆ ว่า “การจะเปลี่ยนแปลงสองฤดูกาลที่ผ่านมา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สำเร็จภายในเวลา 10 วัน”
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือเชื่อมผู้เล่นใหม่กับผู้เล่นเดิมให้ติดโดยเร็วที่สุด และเปลี่ยนทีมที่ดูดีบนหน้ากระดาษ ให้กลายเป็นทีมที่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรเมื่ออยู่ในสนามจริง เพราะพรีเมียร์ลีกไม่เคยให้เวลาใครมากนัก
2 นัด แพ้รวด ยิง 0 ประตู และจมบ๊วยของตาราง
ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือการออกสตาร์ทที่ย่ำแย่ และยิ่งดูแย่ขึ้นไปอีกเมื่อวางตัวเลข 303 ล้านปอนด์ไว้ข้างๆ
แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าโปรเจกต์ใหม่ของสเปอร์สล้มเหลว สิ่งที่สองเกมแรกบอกเราได้ชัดเจนกว่าคือ การสร้างทีมใหม่ครั้งนี้อาจยากและซับซ้อนกว่าภาพที่เราเห็นในช่วงปรีซีซัน
300 ล้านปอนด์อาจช่วยให้สเปอร์สมีผู้เล่นที่ดีขึ้น แต่โจทย์ของ เด เซอร์บี หลังจากนี้ คือการนำผู้เล่นเหล่านั้นมาประกอบรวมกันให้กลายเป็น ‘ทีม’ ให้เร็วที่สุด
เพราะอันดับ 20 หลังผ่านสองสัปดาห์ยังไม่น่ากลัวเท่ากับการลงเล่นไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายยังตอบไม่ได้ว่า…
สเปอร์สยุคใหม่นี้ ต้องการจะเล่นฟุตบอลแบบไหนกันแน่?