โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด ‘ภาพลวงตาหนี้ครัวเรือนไทย’ สัดส่วนหนี้เสียลด แต่ลูกหนี้ยังไหลตกชั้นต่อเนื่อง

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เปิด ‘ภาพลวงตาหนี้ครัวเรือนไทย’ สัดส่วนหนี้เสียลด แต่ลูกหนี้ยังไหลตกชั้นต่อเนื่อง

หนี้ครัวเรือนไทยยังเปราะบาง แบงก์ชาติเผย ลูกหนี้กำลังไหลตกชั้น เข้าสู่สถานะหนี้เสีย (NPL) ต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะที่ธนาคารพาณิชย์ยอมตัดหนี้สูญ (Write-off) และเร่งขายหนี้ทิ้ง เหตุกังวลเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ชัดเจนและไม่ทั่วถึง KResearch ย้ำแม้สัดส่วนหนี้เสียลด แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังน่าห่วง เหตุรายได้ครัวเรือนและธุรกิจ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ยังไม่ดีขึ้น

ประเด็นสำคัญ

  • จับตา แบงก์เร่งตัดหนี้สูญ-ขายหนี้ กด NPL ลง ท่ามกลางความไม่แน่นอน
  • หนี้เสียลดลง แต่สถานการณ์ยังน่าห่วง
  • จับตาการไหลเป็น NPLs ของสินเชื่อ SME หลังสินเชื่อหด 16 ไตรมาสติด
  • ธปท. เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมไว้แล้ว

วันนี้ (18 สิงหาคม) สุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สัดส่วนสินเชื่อ Stage 2 ที่ค้างไม่เกิน 90 วัน ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ‘ปรับลดลง’ มาอยู่ที่ 6.78% ของสินเชื่อรวม (จากระดับ 7.00% ในไตรมาสก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งมาจากลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ไหลเป็น NPL เพิ่มขึ้น ขณะที่มีลูกหนี้บางส่วนที่เดิมถูกจัดชั้นเชิงคุณภาพปรับตัวดีขึ้น หลังจากได้รับความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้

ภาพประกอบแสดงภาพลวงตาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สัดส่วนหนี้เสียลดลง แต่ลูกหนี้ยังคงไหลตกชั้น 1

จับตา แบงก์เร่งตัดหนี้สูญ-ขายหนี้ กด NPL ลง ท่ามกลางความไม่แน่นอน

ขณะที่ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) หรือ Stage 3 ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 534.8 พันล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมทรงตัวอยู่ที่ 2.82% ต่อสินเชื่อรวม ซึ่งใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนซึ่งเป็นช่วงต้นของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือจากระดับ 2.85% ในไตรมาสแรกของปี 2569

โดยสุโชติกล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้สัดส่วนหนี้เสีย (NPL ratio) ลดลงมาจากการเร่งตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale) มากขึ้นของธนาคารพาณิชย์ ขณะที่การช่วยปรับโครงสร้างหนี้มีส่วนช่วยชะลอการเกิดหนี้เสียได้ต่อเนื่องด้วย โดยยังพบว่า กลุ่มสินเชื่อที่ถูก Write-off และเร่งขายหนี้ออกไปอย่างชัดเจนในไตรมาสนี้คือ สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย

ขณะที่ ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในความจริงแล้ว ก่อนหน้านี้ ธนาคารพาณิชย์ก็มีการตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale) มาโดยตลอด เพียงแต่ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ธนาคารพาณิชย์อาจเห็นสัญญาณของปัญหาผิดนัดชำระที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ธนาคารพาณิชย์จึงต้องหันมาบริหารจัดการ ‘เชิงรุก’ มากขึ้น

ดร.กาญจนายังกล่าวต่อว่า แม้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ในปัจจุบันอาจ ‘ไม่เท่าทัน’ กับการไหลไปเป็น NPL จึงเป็นที่มาของการตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale) ของสถาบันการเงินด้วย

ทั้งนี้ สุโชติเปิดเผยว่า ยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Pre-emptive Debt Restructuring: DR) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 อยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท ขณะที่ยอดปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสีย (Trouble Debt Restructure: TDR) อยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านบาท

ภาพประกอบแสดงภาพลวงตาของหนี้ครัวเรือนไทยที่สัดส่วนหนี้เสียลดลง แต่ลูกหนี้ยังคงไหลตกชั้น 2

หนี้เสียลดลง แต่สถานการณ์ยังน่าห่วง

ดร.กาญจนากล่าวต่อว่า แม้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมลดลงเล็กน้อย แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังน่าห่วงอยู่ เนื่องจากการลดลงไม่ได้มาจากภาวะที่ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น ไม่ได้มาจากภาวะที่รายได้ลูกหนี้ฟื้น หรือธุรกิจกลับมาเป็นปกติ แต่ลดลงเนื่องจากธนาคารพาณิชย์เร่งจัดการเชิงรุก ‘ให้อยู่หมัด’ ผ่านการตัดหนี้สูญ (Write-off) และขายหนี้ (Sale)

“ภาวะเช่นนี้ไม่ได้แปลว่า ธนาคารพาณิชย์วางใจ แต่ตีความได้ว่า พยายามเร่งจัดการปัญหาคุณภาพหนี้เชิงรุก เพราะว่ากังวลใจอยู่ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาพรวมยังไม่ค่อยชัด แม้ GDP ไตรมาส 2 ออกมาดีกว่าคาด แต่ก็ยังชะลอ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก” ดร.กาญจนากล่าว

จับตาการไหลเป็น NPLs ของสินเชื่อ SME หลังสินเชื่อหด 16 ไตรมาสติด

สุโชติยังกล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาการไหลไป NPL จากอัตราการเสื่อม (Migration) ในกลุ่มสินเชื่อ SME พบว่า อัตราการเสื่อม (Migration) อยู่ในทิศทาง ‘เพิ่มขึ้น’ ในไตรมาส 2 จากกลุ่มเปราะบางเดิมเป็นสำคัญ แต่ยังใกล้เคียงกับอัตราในอดีต ส่วนหนึ่งจากการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกของธนาคารพาณิชย์

โดยยอดหนี้เสีย (NPL) ของสินเชื่อ SME อยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นสินเชื่อที่เพิ่งเป็น NPL ครั้งแรก (New Entry NPLs) คิดเป็นยอดราว 5.2 หมื่นล้านบาท และกลุ่มสินเชื่อที่เคยเป็น NPL มาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง แล้วกลับมาเป็น NPL อีกครั้ง (Re Entry NPLs) อีก 5.2 หมื่นล้านบาท

จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนว่า สินเชื่อ SME ยังคงเปราะบาง สอดคล้องกับอัตราขยายตัวของสินเชื่อ SME ที่หดตัว 4.6% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และนับเป็นการหดตัวต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 16 ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

สวนทางกับอัตราการขยายตัวของสินเชื่อรวมที่พลิกกลับมาเป็นบวก 2 เดือนติดต่อกันอยู่ที่ขยายตัว 2% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และสวนทางกับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ขยายตัวถึง 6.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เร่งขึ้น

ธปท. เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมไว้แล้ว

สุโชติเปิดเผยต่อว่า ธปท. เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมไว้แล้ว หากสถานการณ์ส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น เช่น มาตรการปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ลดค่างวดให้ลึกมากพอ เป็นการชั่วคราว

โดยสาเหตุที่ต้อง ‘เตรียมไว้ล่วงหน้า’ เนื่องจากกระบวนการออกมาตรการของภาครัฐและธนาคารกลางมีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลานาน เช่น การพิจารณาของคณะกรรมการต่างๆ การเตรียมออกกฎหมาย และการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งปกติต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 3 เดือน

อย่างไรก็ตาม สุโชติย้ำว่า แบงก์ชาติจะยังไม่นำมาตรการนี้ออกมาใช้ทันทีในตอนนี้ โดยปัจจุบันยังคงอยู่ในติดตามและประเมินสถานการณ์ เช่น อัตราการไหลตกชั้นของคุณภาพหนี้ (Migration) ไปเป็น NPL ว่ารุนแรงขึ้นหรือไม่

ขณะที่ ดร.กาญจนากล่าวต่อว่า ในระยะต่อไป แม้ว่าการจัดการกับปัญหาคุณภาพสินเชื่อจะค่อนข้างท้าทาย ท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้เอื้อต่อความสามารถในการหารายได้และความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ แต่การปรับโครงสร้างให้กับลูกหนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย

ภาพ:Master1305 / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...