‘สว.สำรอง’ บุก ‘ยุติธรรม’ จี้หยุดฟ้องปิดปาก-ตามล่าคนปล่อยเอกสารคดี ‘ฮั้ว’
เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล พร้อมอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.สำรอง) และภาคประชาชน 20 คน เดินทางมารวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนขอให้หยุดการก้าวก่าย แทรกแซง และฟ้องปิดปากพลเมืองดีผู้ที่ชี้เบาะแสในขบวนการทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือขบวนการล้มล้างการปกครอง โดยมี นายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับมอบแทน
นายอัครวัฒน์ เปิดเผยว่า วันนี้ภาคประชาชนและผู้ที่เคยสมัครสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 มายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สืบเนื่องจากประเด็นร้อนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีการนำสำนวนหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงการเลือกตั้ง สว. มาตีแผ่ให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งสะท้อนถึงการประวิงเวลา เตะถ่วง หรือดึงเรื่องไม่ให้คดีเดินทางไปถึงศาลฎีกา แม้เวลาจะผ่านมาแล้วกว่า 2 ปี ทั้งที่เรื่องดังกล่าวถูกส่งไปยังหน่วยงานอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในฐานะหน่วยงานดูแลคดีฟอกเงินและอั้งยี่ซ่องโจร แต่คดีกลับยังคงอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และยิ่งนานวันยิ่งพบผู้เกี่ยวข้องลุกลามไปจนถึงประเด็นการล้มล้างการปกครอง ทำให้ข้าราชการผู้ใหญ่หลายคนอาจถูกมองว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการหรือไม่
นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า การพบเห็นขบวนการทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกภาคส่วนรวมถึงกระทรวงยุติธรรมและองค์กรอิสระ ต้องร่วมมือกันนำพยานหลักฐานจากผู้ชี้เบาะแสมาเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่วันนี้กลับปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีพื้นหลังเป็นข้าราชการตำรวจ กลับมีความกระตือรือร้นเป็นพิเศษในการติดตามหาตัวผู้ปล่อยข่าวหรือนำเอกสารสำนวนมาลงโทษ แทนที่จะให้ความสำคัญกับการปกป้องคนดีที่นำความจริงมาตีแผ่ ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ระบุไว้ชัดเจนว่าหากพบการทุจริตคอร์รัปชัน ประชาชนและข้าราชการมีหน้าที่ต้องนำข้อเท็จจริงไปสู่การสืบสวนสอบสวนและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเร่งสรุปสำนวนคดีของกลุ่มบุคคลที่ถูกออกหมายเรียกกว่า 229 คน ซึ่งประกอบด้วย สว. และผู้สนับสนุนจากพรรคการเมืองหรือบุคคลภายนอก อย่างตรงไปตรงมา โดยขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อประชาชนชาวไทยกว่า 60 ล้านคนอย่างเป็นกลาง ไม่เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มคนใดกลุ่มหนึ่ง และหยุดตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อเอาผิดผู้ที่นำเอกสารหลุดออกมาเปิดเผย
ด้าน พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้ง จ.สมุทรปราการ และอดีตที่ปรึกษากฎหมายกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ตนเคยมีความศรัทธาในองค์กรทั้ง กกต. และกรมคุ้มครองสิทธิฯ ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม แต่เมื่อเข้าไปทำงานจริงกลับพบว่าตรงกันข้าม เหตุผลที่มีการนำเอกสารในสำนวนหลุดออกมานั้น เป็นเพราะผู้ปฏิบัติงานไม่เชื่อมั่นในการทำงาน โดยตนเคยเป็นผู้พบเบาะแสการทุจริต การฮั้ว และการทำโพยจัดตั้งที่เมืองทองธานี แต่กลับปล่อยไป
พ.ต.อ.มนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามกฎหมายกำหนดให้ กกต. มีอำนาจเวลา 1 ปี ในการสะสางเรื่องนี้ให้ปรากฏความจริงและส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา แต่เวลาผ่านไปกว่า 2 ปีแล้วเรื่องก็ยังไม่คืบหน้า สร้างความกดดันให้กับประชาชนที่ต้องการเห็นความยุติธรรม พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดหน่วยงานที่ควรมีหน้าที่จับโกงการเลือกตั้ง กลับกลายมาเป็นผู้จัดระบบการเลือกตั้งเสียเอง ซึ่งตนได้เคยประกาศเรื่องนี้ในสภามาแล้ว และรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่ตนซึ่งเข้ามาช่วยเหลือประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยากไม่มีเงินจ้างทนาย กลับถูก กกต. ปลดออกจากการเป็นที่ปรึกษาของกรมคุ้มครองสิทธิฯ.